One piece The High school Episodes : Uproariously languor XXI [END]

บทส่งท้าย

 

ถึงแม้สายฝนจะนำพามาแต่เรื่องร้ายๆ

แต่ฟ้าหลังฝน ก็จะนำพาเรื่องน่ายินดีมาปลอบประโลมเราอยู่เสมอ

 

“ตื่นเต้นจังเลยบรู๊ค”

เด็กสาวที่เติบโตเป็นหญิงสาวสาวผู้สง่างามแล้วหันมาพูดกับผม เธอจ้องมองตัวเองในกระจกที่กลับมาใส่ชุดเกาะอีกสีขาวอีกครั้ง ใบหน้าของเธอช่างเหมือนเหลือเกินกับท่านหญิงในอดีต เพียงแต่คิ้วม้วนนั่นเท่านั้นที่ต่างออกไปและท่านซันจิเอง ก็มีเรือนผมที่ยาวกว่ามาก

“โยะโฮะโฮะโฮะ มั่นใจหน่อยสิครับวันนี้ท่านซันจิกำลังจะเป็นเจ้าสาวแล้วนะครับ”

ผมตอบกลับเหมือนเช่นทุกที จับไหล่ทั้งสองข้างของเจ้าสาวคนสวยเอาไว้แล้วจ้องสบตากับเธอในกระจกเงาบานใหญ่เบื้องหน้า อดทำให้คิดถึงเรื่องงานแต่งเมื่อหลายปีก่อนได้เป็นอย่างดี จากตอนนั้นผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ? พอแก่แล้วก็รู้สึกเหมือนความทรงจำจะเลอะเลือนไปอย่างเสียไม่ได้

“คิดถึงตอนนั้นเลยเนอะ จากตอนนั้นก็ผ่านมาตั้งสามปีแล้วด้วย” ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ผมที่นึกถึง คุณหนูตัวน้อยของเขาเองก็ด้วย

จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ท่านซันจิก็ก้าวเดินต่อไปอีกครั้งแล้ว และยังทำงานเป็นกุ๊กอยู่ที่บาราติเอเหมือนเดิม ก็มีแว่วๆได้ยินข่าวมาบ้างว่ายังออกไปวิวาทกับพวกคุณลูฟี่อยู่บ่อยๆ เป็นกลุ่มเพื่อนที่เหนียวแน่นกันดีจนอดรู้สึกถึงตัวเองสมัยหนุ่มๆไม่ได้จริงๆ

ดูเหมือนว่าคนอื่นๆเองก็ได้ทำตามความฝันของตัวเองกันแล้วอย่างคุณลูฟี่ที่ไปเป็นนักดับเพลิง ด้วยเหตุผลง่ายๆอย่างเรื่องที่มันมีแต่ตื่นเต้นเข้ามาอยู่ตลอดเวลา คุณช็อปเปอร์เองก็กำลังเรียนต่ออยู่ที่เฟรเวนซ์และฝึกงานในคลินิกฮาร์ทของคุณลอว์ไปในตัว ส่วนคุณนามิก็ไปเป็นนักวิจัยสภาพอากาศอยู่ที่เมืองเวสเทเรียซึ่งก็ไม่ไกลจากเพื่อนๆคนอื่นๆมากนัก ในขณะที่คุณอุซปเดินตามสายงานกราฟฟิกดีไซต์

ส่วนคนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือคุณโซโล เจ้าบ่าวในวันนี้ที่ผันตัวเองไปเป็นตำรวจแล้ว จะบอกว่าเหมาะก็ได้อยู่หรอกครับ แต่ถ้าจะบอกว่าไม่เหมาะก็ไม่เชิงเหมือนกัน โยะโฮะโฮะโฮะ คงจะแปลกน่าดูที่คนอาชีพเรียกได้ว่ารับราชการแบบนี้ ออกมาวิวาทกันเหมือนยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่ แต่ก็นั่นแหละครับ การที่ต่างคนต่างเลือกเดินไปตามทางของตัวเอง แต่ก็ยังหวนกลับมาอยู่ด้วยกันบ่อยๆก็ทำให้คนแก่คนหนึ่งรู้สึกสนุกไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

ทางด้านวินสโม๊คเองหลังจากที่ท่านซันจิกลับไปแล้ว ท่านจั๊ดเองก็เรียกเหล่าเจ้าชายวินสโม๊คไปปรับความเข้าใจกันเสียยกใหญ่ ซึ่งจากสายตาพ่อบ้างแก่ๆอย่างผมก็บอกได้เลยทีเดียวครับ ว่าทุกอย่างกำลังเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

เจลมายังคงเป็นอาชญากรสงครามเหมือนเดิม เพียงแต่การแทรกแซงในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างขาวสะอาดมากขึ้น โดยใช้การเจรจาสงบศึกก่อนและการต่อสู้เป็นกรณีสุดท้ายที่ร้ายแรงที่สุด ภายใต้การตัดสินใจของท่านเรย์จูที่เลือกว่าตนจะเดินตามทางสายนี้ต่อไป เพียงแต่ตัวเขาจะไม่ลงไปในสนามรบด้วยตัวเองอีกแล้ว เหมือนกับท่านอิชิจิกับท่านคาตะกุริที่เข้ามาช่วยด้วยอีกคน

ในตอนนี้ทั้งสองท่านนั้นสามารถคบหากันได้อย่างเปิดเผยแล้วในที่สุด และสองท่านสุดท้าย ท่านยนจิและท่านนิจิก็ไปเป็นนักเบสบอลอาชีพอย่างที่ทั้งสองต้องการ นานๆครั้งก็จะมาเข้าร่วมสงครามบ้างวิวาทพอให้หายอยาก

ในที่สุดเจลมาก็ดำเนินมาถึงจุดที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างพึงพอใจ แม้ว่าชื่อเสียงจะยังไม่ดีอยู่เช่นเคยก็ตาม แต่ท่านจั๊ดก็ไม่สนใจเรื่องนั้นมาแต่แรกแล้ว

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้ แถมฉันยังแต่งงานก่อนคุณคร็อกอีกป่านนี้ดอฟฟี่คงชักดิ้นชักงอหมดมาดไปแล้วแน่ๆ” ท่านซันจิหัวเราะเสียงใส

“นี่บรู๊ค งานจะเริ่มแล้วขออะไรหน่อยได้รึเปล่า?”

ผมฟังคำขอของเธออย่างตั้งใจก่อนจะต้องหัวเราะออกมาอย่างเสียไม่ได้ เผลอขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาเพราะคำขอนั้น ก่อนจะตอบตกลงแทบจะทันที

ผ้าคลุมหน้าสีขาวถูกคลุมให้เธออีกครั้ง ก่อนที่ว่าที่เจ้าสาวจะเดินออกจากห้องแต่งตัวไป ผมเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าที่มีไรเมฆอ่อนๆ แต่ก็สดใสเหมาะกับที่วันนี้เป็นวันพิเศษ ที่จริงตอนนี้ผมก็ควรไปอยู่ประจำที่ตรงหน้าเปียโนในโบสถ์แล้ว แต่ยังก่อน…

“ท่านซันจิเหมือนท่านมากจริงๆครับ ท่านโซระ” ผมพึมพำขึ้นพลางวาดรอยยิ้มกว้าง

 

ยิ่งเมื่อเธอดึงดันจะสวมชุดแต่งงานของท่าน และขอคำขอแบบนั้นกับผมแล้ว…

 

“วันนี้ช่างเป็นวันที่น่ายินดีจริงๆ”

ผมเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจกลุ่มผมสีทองที่กองอยู่บนพื้นหน้ากระจกอีกต่อไป เตรียมตัวไปทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เหมือนที่ครั้งหนึ่งก็เคยทำมาก่อน

 

………………………………………………….

 

“ตื่นเต้นไหมโซโล จะได้เห็นหน้าเจ้าสาวแล้วนะ” นามิป้องปากแซวเพื่อนในชุดสูทสีดำอย่างร่าเริง

ตอนนี้พวกเธอกำลังนั่งกันอยู่ในโบสถ์ โดยมีโซโลและบาทหลวงยืนคอยอยู่ในสุดเบื้องหน้ากระจกสเตนกลาส และมีบรู๊คนั่งเล่นเปียโนคลออยู่มุมหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็เหมือนกับโบสถ์ทั่วๆไป ที่จะมีเก้าอี้ตั้งเรียงรายเต็มสองข้างทางสำหรับญาติพี่น้องของเจ้าบ่าวเจ้าสาว และเว้นที่ตรงกลางปูพรมแดงเอาไว้

แทบจะไม่มีที่วางเหลืออยู่เลยเมื่อคนรู้จักของทั้งคู่นั้นมีมากมายนัก ขนาดที่ว่าต้องต่อเก้าอี้เพิ่มไปอีกเกือบห้าแถวถึงจะเพียงพอสำหรับทุกคน

“เงียบน่า” โซโลบ่นพึมพำตอบกลับมา เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากนักวิจัยสาวได้เป็นอย่างดี

ทุกคนในที่นี้ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความยินดีและปลาบปลื้ม ทุกคนสวมชุดออกงานกันมาอย่างเต็มใจ ฝ่ายของพวกนามิก็ไม่ต้องพูดถึงเลยทีเดียว กลุ่มหมวกฟางทุกคนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงไม่เว้นแม้แต่นิโคล โรบิน ที่พ้วงพาบอสในชุดสูทสีขาวแปลกตาสวมทับเสื้อเชิ้ตสีแดงมาด้วย

ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคร็อกโคไดล์มาสองพี่น้องดอนฆีโฮเต้ก็ต้องตามมาด้วย แล้วก็ยังมีทั้งคิด ทั้งลอว์ ทั้งเดรก และครอบครัวดรากูลแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ไม่เว้นแม้แต่ดาราคิวทองอย่างเตโซโรที่เคลียตารางงานจนว่างเพื่อมา หรือเอ็มเพอร์ริเออร์ อิวานคอฟผู้จัดเต็มกว่าใครๆ เรียกง่ายๆว่าคนคุ้นหน้าคุ้นตาทุกคนล้วนมาตามการ์ดเชิญ ที่อุซปลงทุนแหวกทุกคิวงานมาทำให้อย่างอลังการ อย่างไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจ

นอกจากนั้นทางฝั่งเจ้าสาวก็มีทั้งพี่น้องวินสโม๊ค กุ๊กจากบาราติเอ เหล่าเจ้าหญิงที่เคยเป็นรูมแมทกันสมัยอยู่มารีจัวว์ แล้วยังมีฟาเธอร์แห่งแก๊งเข้ามาร่วมงานด้วยอีก

เพราะแบบนี้ไงที่นั่งมันถึงไม่พอ…เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังแผ่วๆไปเรื่อยๆ ลูฟี่ทำท่าเหมือนอยากจะลุกออกไปเดินเล่นแล้ว ตามนิสัยคนไม่ชอบรออะไรนานๆ แต่ก็ยอมนั่งอยู่เพราะเข้าใจว่าวันนี้เป็นวันสำคัญแค่ไหน

พอไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมานาน ก็พอบอกได้เลยว่าพวกพี่น้องวินสโม๊คก็คงผ่านเรื่องอะไรมามากเหมือนกันในช่วงสามปีนี้ ทุกคนยังคงเหมือนกับวันวานเพียงแค่บรรยากาศที่ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น ก็ทำให้พวกกลุ่มหมวกฟางอดจะรู้สึกยินดีไปเสียไม่ได้

แว่วข่าวมาให้ได้ยินว่าอิชิจิกับคาตะกุริเหมือนวางแพลนจะมีงานแต่งกันบ้าง ในอีกไม่ช้าแล้วเหมือนกัน…แน่นอนว่าแหล่งข่าวจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากมนุษย์นกตลอดการอย่างโดฟลามิงโก้ เพราะมีเพียงเดรสโรซ่าเท่านั้นที่จะอนุญาตให้จัดงานแต่งงานได้อย่างเสรีนั่นเอง

 

เอี๊ยด!

เสียงบานประตูโบสถ์เปิดออกพร้อมกับความเงียบสงบที่เข้ามาแทนที่ แสงสว่างที่ส่องเข้ามาทำให้แขกเหรื่อตาพร่าไปเล็กน้อย บทเพลงคลอบรรยากาศเปลี่ยนจังหวะไปเป็นเพลง here comes the brideเจ้าสาวค่อยๆก้าวเดินเข้ามาภายในงานแล้ว

โซโลหันมามองภาพคนรักของตนด้วยสายตาอ่อนโยน ซันจิกำลังเดินมาพร้อมกับเซฟและจั๊ด เป็นการจูงเจ้าสาวที่แปลกตาที่สุดเท่าที่เคยไปร่วมงานแต่งงานมา แต่เขาก็ไม่ได้ขัดตอนที่ซันจิบอกว่าจะทำแบบนั้น เพราะสำหรับเธอแล้วทั้งสองคนก็ล้วนแล้วแต่เป็นคุณพ่อที่เคารพรัก นอกจากนั้นก็ยังมีช็อปเปอร์คอยโรยดอกไม้ให้อย่างน่ารักน่าชัง

แต่ที่ทำให้ทุกคนแปลกใจกันมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเรือนผมสีทองที่เคยไว้ละยาวไปถึงบั้นเอว ที่ตอนนี้ถูกตัดจนสั้นกุดเหลืออยู่แค่ที่ปลายคาง ใบหน้าที่เด็กอยู่แล้วก็ดูเด็กลงไปอีกแม้ว่าจะแต่งหน้าอยู่ก็ตามที และถึงจะรู้สึกแปลกตาอยู่บ้างทุกคนก็คิดในใจเป็นเสียงเดียวกันว่า แบบนี้ก็ดูเหมาะกับหญิงสาวมากทีเดียว แถมเรือนผมที่สั้นลงไปมากนั้นก็ทำให้ทุกคนสามารถมองเห็นต่าง หูสีทองที่หูซ้ายของเธอได้อย่างชัดเจน

ในที่สุดเจ้าสาวก็เดินไปถึงแท่นพิธีเคียงข้างชายหนุ่มผมเขียว บาทหลวงหน้าตาใจดีเริ่มเอ่ยเพื่อทำพิธี สองบ่าวสาวมองหน้ากันเล็กน้อย แอบคุยกันตามประสาคนไม่สนใจพิธีกรรมมากนัก

“ไม่แปลกใจหรอ?” ซันจิเริ่ม

“ไม่หรอก จะผมสั้นหรือผมยาวเธอก็เป็นเธอเสมอ” คำหวานถูกส่งมาให้จนคนฟังแอบหน้าแดงวาบ

แล้วในที่สุดพิธีการก็เดินทางมาถึงจุดไคลแม็กซ์ แหวนแต่งงานสีเงินที่โซโลเก็บหอมรอมริดจากการทำงานมานานถูกสวมให้ว่าที่เจ้าสาว มันเป็นแหวนเรียบๆและมีเพชรเม็ดเล็กอยู่ที่กลางวงแบบที่เห็นได้ทั่วไป แต่ซันจิก็ชอบมันมากตั้งแต่วันที่โซโลโชว์มันและขอเธอแต่งงาน จดจำได้แม่นตั้งแต่เขาชวนเธอออกไปหาอะไรกินในร้านอาหารหรูหราถึงเดรสโรซ่า แล้วก็คุกเข่าขอแต่งงานกลางร้านแบบไม่เกรงสายตานับสิบที่มองมา

ซึ่งเธอก็ตอบรับคำขอนั้นอย่างไม่สนใจใครด้วยเช่นกัน…

ผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออกทบไปด้านหลังศีรษะ รอสัญญาณจากบาทหลวงชราเป็นคำยืนยัน ทั้งสองเอ่ยคำมั่นสัญญาว่าจะรักและอยู่ด้วยกันตลอดไป ตราบจนกว่าความตายจะมาพรากก่อนที่ใบหน้าทั้งคู่จะขยับเข้าหากันช้าๆ

เพื่อนเจ้าสาวทุกคนมองภาพน่ายินดีเบื้องหน้าด้วยใบหน้าแดงเรื่อ การแต่งงานกับคนที่รักเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดแล้วสำหรับผู้หญิงทุกคน และก็มีบางคนแอบยินดีไปด้วยอิจฉาตาร้อนไปด้วยอยู่เงียบๆ ซึ่งใครคนนั้นก็อาจจะเป็นพ่อนกหนุ่มตลอดกาลก็เป็นได้…

 

ปัง!

ประตูโบสถ์ถูกเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกกับผนังเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ หนึ่งในลูกน้องของเบจที่เขาวางกำลังเอาไว้ป้องกันงานเลี้ยงนั้นเดินเข้ามาในสภาพสะบักสะบอม และยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำใดกลุ่มคนคุ้นหน้าคุ้นตาก็เดินเข้ามาอย่างถือดี

“อย่าคิดว่าพวกแกจะได้มีความสุขง่ายๆนะ!!” ชาล็อต หลินหลินผู้หายหน้าหายตาไปอย่างยาวนานนั่นเองที่ปรากฎตัวขึ้นมาที่หน้าประตู พรํ่าตะโกนอย่างเดือดดาลซํ้าๆ ก่อนจะสั่งการให้ลูกน้องของตนเข้ามาพังงานแต่งอย่างสะใจ

ทุกคนมองหน้ากันไปมาด้วยอารมณ์เซ็งสุดขีด รู้สึกเหมือนเดจาวูกับเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนอย่างเสียไม่ได้ โซโลโอบเอวหญิงสาวเข้ามาประกบจูบเร่าร้อนโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ตั้งตัว ก่อนจะผละจากมาหันไปมองหน้ากัปตันหนุ่มรอคำตัดสิน

“ไปกันเถอะทุกคน!” ลูฟี่กำหมัดชูมือขึ้นสูง พุ่งนำออกไปเป็นคนแรก

นามิถอนหายใจเซ็งๆอย่างเสียดายบรรยากาศดีๆ หยิบดาบทั้งสามเล่มของโซโลที่เขาฝากเอาไว้โยนให้เจ้าบ่าวหนุ่ม ก่อนจะหยิบกระบองคุริมะออกจากสายรัดที่ต้นขา กระโจนออกไปร่วมวงวิวาทเหมือนทุกที

“เหมือนว่าจะหนีจากเรื่องพวกนี้ไม่ได้เลยนะ” ซันจิหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ คาบเอาไว้ที่มุมปากไม่สนใจแม้ว่าลิปสติกจะติดไปด้วย

“แล้วเบื่อรึเปล่า?” เจ้าบ่าวหนุ่มหยิบผ้าโผกหัวออกจากอกเสื้อ จับดาบประจำตำแหน่ง

“ไม่อ่ะ แบบนี้สิถึงจะมีสีสัน”

ทั้งคู่ยิ้มให้กันก่อนจะกระโดดหลบไปคนละด้านเมื่อไดฟุกุคนเดิมฟาดง้าวลงทำลายแท่นพิธีเสียยับเยิน ต่อสู้ร่วมกันอีกครั้งและอีกครั้ง

จนกว่าจะถึงวันที่ความตายจะมาพรากจากกัน…จนกว่าจะถึงวันนั้น พวกเขาก็จะใช้ชีวิตอย่างมีสีสันแบบนี้กันต่อไป!

 

 

 

 

 

-The End-

ดำเนินมาถึงตอนจบของเรื่องกันแล้วนะคะ ตื่นเต้นมากๆเลยที่ได้ลงตอนจบแล้ว

ขออภัยที่ทำให้รอนานนะคะ กิจกรรมมากมายรายล้อมไปหมดเลยค่ะ

แล้วก็เราอยากจะฝากแบบสอบถามการรวมเล่มเอาไว้นะคะ ถ้าได้จำนวนที่มากพอต่อขั้นตำ่ในการพิมพ์ เราก็จะเปิดให้มีการพรีออเดอร์นะคะ

สุดท้ายนี้ เราขอบคุณทุกๆท่านที่ร่วมเดินทางกันมาจนถึงตอนจบนะคะ ทุกคอมเมนท์เป็นกำลังใจที่ดีมากๆเลยค่ะ รักทุกคนเลยนะคะ ^^

แล้วก็ เรายังเขียนเรื่องอื่นๆต่อไปนะคะ ช่วงนี้ก็จะสิงอยู่ด้อม marvel หน่อยๆ

สามารถติดตามผลงานอื่นๆได้จากเพจ JinJan เลยนะคะ

ขอบคุณอีกครั้งจริงๆค่ะ ขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านมากๆเลยค่ะ

ตามลิงก์ไปเลยค่ะ

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfsc_7wVfIeBezNdliVO4lJ5dGuzktnK_JFsrD2suLtywp-9A/viewform

Advertisements

[Thorki] : In normal life (OS)

ชีวิตประจำวันของมนุษย์แตกต่างกันไปตามลักษณะปัจเจกบุคคล คนบางคนตื่นเช้า ล้างหน้าแปรงฟัน ทานอาหารก่อนจะออกไปทำงานและพักผ่อนในวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนบางคนตื่นสาย นั่งชิวๆจิบกาแฟ ร้องเพลงใต้ฝักบัวแล้วค่อยบึ่งรถออกไปทำงาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะมาบรรจบลงที่จุดที่ทั้งแตกต่างและคล้ายคลึงกันอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าไม่ว่าอย่างไรเสียในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตพวกเราจะต้องทำงาน

แน่นอนว่าถ้าจะให้พูดจริงๆมันก็จะวกกลับไปที่ประโยคแรก ว่าทุกสิ่งจะแตกต่างกันไปตามลักษณะปัจเจกบุคคล ทั้งสภาพแวดล้อมที่เติบโต การเรียนรู้และสภาพสังคมที่อาศัย แรงบันดาลใจ รวมไปถึงความฝัน ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่องราวในครั้งนี้ของเรา

 

 

“เงินทอนสามเหรียญ นี่ใบเสร็จแล้วก็ขอบคุณที่มาใช้บริการโอกาสหน้าเชิญใหม่” น้ำเสียงนุ่มทุ้มประจำตัวของประชาชนจากประเทศผู้รับใช้ราชินีติดไปทางเรียบนิ่งดังขึ้น พร้อมเงินทอนและกระดาษใบเสร็จปอนด์ที่หยิบยื่นให้ลูกค้าที่อีกฝั่งหนึ่งของเตาน์เตอร์

ใบหน้างดงามราวกับหญิงสาวไม่ประดับรอยยิ้มอย่างที่พนักงานแคชเชียร์ทั่วไปพึงมี เรือนผมยาวประบ่าสีขนปีกอีกาหวีเสยรวบเรียบร้อยไว้คลอท้ายทอย นัยน์ตากลมสีมรกตวาววับคลับให้องค์ประกอบจากชายร่างโปร่งเพรียวกลายเป็นอะไรที่ลงตัวเสียยิ่งกว่ารูปสลักจากสิ่วของมิเกลลันเจโล

บรรยากาศในร้านสะดวกซื้อช่วงเลยจากเที่ยงวันไปแล้วค่อนไปทางเงียบเหงา นอกจากเสียงสารพัดเครื่องทำความเย็นแล้ว ก็มีเพียงเพลงจากวิทยุที่เพื่อนร่วมกะเปิดเอาไว้เท่านั้นที่พอจะไม่ทำให้ที่นี่ร้างจนเกินไป

ชายหนุ่มวัยป.โทปีหนึ่งย่างเข้าปีสองบิดกายไล่ความเมื่อยล้าเบาๆ ป้ายชื้อที่กลัดตรงอกสะท้อนแสงจากหลอดไฟนีออนตามองศาการเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะสะกดชื่อ ‘Loki Laufeyson’ บนนั้นให้ถูกต้อง

“โลกิวันนี้เลิกกะกี่โมง?” ชายหนุ่มร่างสูงเดินออกมาจากประตูสำหรับพนักงานที่ฝั่งซ้ายของร้าน ฝุ่นติดที่ไหล่อีกฝ่ายนิดหน่อยเดาได้ว่าคงเพิ่งนับสต็อกหลังร้านเสร็จ

“บ่ายสอง” ชายหนุ่มตอบนิ่งๆขณะเหล่มองไปทางนาฬิกาข้อมือ

เข้มสั้นที่ชี้ไปยังกึ่งกลางค่อนไปทางชิดกับเลขสองและเข็มยาวที่วิ่งเข้าหาเลขสิบสองอย่างช้าๆเป็นตัวบอกว่าอีกไม่นานเขาจะได้ถอดเครื่องแบบลายทางเส้นเล็กนี้ออก และกลับไปนอนอ่านหนังสือเล่มใหม่ที่อ่านค้างเอาไว้ได้แล้ว

“แล้วหลังจากนั้นจะทำอะไรต่อ” เจ้าของเส้นผมสีทองสว่างอ้อมมาเท้าแขนลงกับเคาน์เตอร์ นัยน์ตาเรียวสีอ่อนทอดมองเพื่อนร่วมกะอย่างมีความนัย

“เข้าเรื่องมาเลยดีกว่า ‘แฟนดรัล’” โลกิกอดอก กดสายตาลงต่ำมองคนที่ทอดรอยยิ้มตามสไตล์หนุ่มเจ้าสำราญมาให้อย่างรู้ทัน

“ฉันจะไปเดท ช่วยอยู่กะต่อให้หน่อยได้ไหมสัญญาว่าจะมาใช้คืนให้ วันนี้ฉันต้องไปจริงๆ”

นัยน์ตาสีสวยหรี่ลงตามด้วยคิ้วที่มุ่นเข้าหากันทันที ถึงจะไม่เกินคาดเพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เริ่มทำงานนี้แล้วต้องมาเจอคำขอร้องอะไรแบบนี้ เพียงแต่…

“อาทิตย์นี้มันจะถี่ไปแล้วไหมแฟนดรัล กะนายเลิกเที่ยงคืนและฉันอยู่ให้นายมาสามวันแล้วเผื่อนายลืม…อ๋อนับวันนี้ก็วันที่สี่ใช่ไหม?”

“แปลว่านายจะอยู่ให้ฉันใช่ไหม ขอบคุณนะ”

มือใหญ่ยกขึ้นเขย่าฝ่ามือเรียวรัวๆ ก่อนจะพุ่งเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทางหลังร้านทันที ทิ้งให้เพื่อนร่วมกะให้ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆอย่างจนใจจะอ้าปากบ่นอีก ถึงจะรู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบไปหน่อย แต่ส่วนหนึ่งของข้อตกลงในการอยู่กะแทนก็คือเงินเดือนส่วนหนึ่งของพ่อหนุ่มเจ้าสำราญ และเป็นไปได้ว่าเขาจะได้วันหยุดทั้งอาทิตย์ในอาทิตย์หน้าถ้าแฟนดรัลมาขอร้องอีกในวันพรุ่งนี้

ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยที่ต้องทำงานพิเศษเลี้ยงตัวเองไม่ใช่และไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่มันก็เป็นเรื่องปกติที่ใครๆก็ต้องเคยเจอกันมาแล้วทั้งนั้น สำหรับโลกิมันก็น่าเบื่อนิดหน่อยกับงานเดิมๆที่หน้าเคาน์เตอร์และต้องเจอกับคนเยอะๆ อย่างที่ไม่ใช่วิสัยของเขาเลยสักนิด แต่ยังไงเสียมันก็เป็นเพียงงานชั่วคราวของช่วงซัมเมอร์เท่านั้น ทันทีที่เปิดเทอมเขาก็จะกลับไปทำงานที่ร้านหนังสืออีกครั้ง ที่สงบๆคนน้อยๆแบบนั้นต่างหากที่เหมาะกับเขา

“ยินดีต้อนรับ” คำทักทายดังขึ้นอัตโนมัติเมื่อเสียงสัญญาณหน้าประตูเซนเซอร์ดังขึ้น

กลุ่มเด็กหนุ่มไฮสคูลในชุดฟอร์มนักบาสชื้นเหงื่อยกโขยงกันเดินเข้ามาในร้าน ตามด้วยเสียงพูดคุยเฮฮาโหวกเหวกสนุกสนานลั่นกลบเพลงนุ่มๆของดีเจหนุ่มไปเสียมิด

โลกิมองภาพเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง นี่เองก็ไม่ใช่ครั้งแรกอีกเช่นกันที่เหล่านักบาสวัยไฟกำลังลุกโชนยกพลเข้ามาหอบขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมขวดใหญ่ที่สุดที่มีวางขายมากองหน้าเคาน์เตอร์ ในหัวก็ใคร่นึกไปถึงสมัยที่ตัวเองยังเรียนม.ปลายอยู่ ตอนนั้นกับตอนนี้มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ตัวเขาไม่เคยเปลี่ยนไป…

มือเรียวหยิบสินค้าขึ้นสแกนบาร์โค้ดอย่างคล่องแคล่ว ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกอะไรออกมาบนใบหน้า แม้จะได้กลิ่นเหงื่อไม่ชวนให้นึกพิศมัยโชยมาเตะจมูกอยู่เนือยๆ นัยน์ตาสีสวยลอบมองไปยังเด็กหนุ่มสูงโปร่งผู้โดดเด่นเปล่งประกายด้วยเรืองผมสีทองสว่างไสว และรอยยิ้มสดใสราวกับดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน ที่ถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนๆมากมายนั้น ช่างแตกต่างกับเขาเสียจริงๆ…

“ตอนนี้มีโปรโมชั่น ซื้อฟุตลองชีสที่ราคาหนึ่งเหรียญห้าสิบ” ชายหนุ่มไม่ได้สนใจมองคู่สนทนาไปมากกว่าป้ายโปรโมชั่น และฟังคำตอบปฏิเสธสั้นๆ “สิบสี่เหรียญยี่สิบห้าเซ็นต์ รับมายี่สิบเหรียญ เงินทอนห้าเหรียญเจ็ดสิบห้าเซ็นต์ ขอบคุณที่ใช้บริการโอกาสหน้าเชิญใหม่”

กลุ่มนักบาสโรงเรียนเดินจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกถึงคามสนุกสนานซึ่งค่อยๆเจือจางไปตามเข็มนาทีที่ก้าวเดิน และนัยน์ตาคู่สวยที่ทอดมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหลังบานประตูอัตโนมัติ

 

สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คือไม่ว่าเมื่อไรตัวเขาก็มักจะอยู่คนเดียวเสมอ

 

……………………………………………..

 

ถึงร้านสะดวกซื้อจะเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะมีคนเดินเข้าเดินออกตลอดเวลาจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับช่วงคาบเกี่ยวระหว่างวันแบบนี้

ชายหนุ่มจากเกาะอังกฤษเท่าแขนลงกับเคาน์เตอร์เหม่อมองเข็มวินาทีบนนาฬิกาข้อมือ ราวกับการทำแบบนั้นจะทำให้เวลาเดินเร็วขึ้น ซึ่งกฎเกณฑ์มากมายที่ถูกสร้างขึ้นจากวิทยาการทั้งหลายแหล่ของมนุษย์ก็พิสูจน์มันในชั่วอึดใจ ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเวลาก็ยังคงเดินเร็วเท่าเดิม

โลกิถอนหายใจยาวๆ ถึงเขาจะชอบช่วงกะดึกมากกว่ากะเช้าแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการยืนเฉยๆอยู่หลังเครื่องคิดเงิน ตากลมแอร์หนาวเหน็บและฟังเพลงจากช่องวิทยุที่เล่นเพลง non-stopตลอดเวลามันเป็นอะไรที่น่าเบื่อหน่าย บางครั้งเขาก็แอบคิดถึงเหตุการณ์ที่เคยเห็นในข่าวด่วนบ่อยๆ ทำนองว่ามีโจรปล้นร้านสะดวกซื้อ และเผลอคิดไปว่าถ้าตัวเขาเจอเหตุการณ์แบบนั้นเข้าจะทำยังไง

เขาส่ายหน้าเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเริ่มคิดอะไรไม่เข้าท่าขึ้นมาเสียแล้ว ก่อนยืดตัวขึ้นเต็มส่วนสูงบิดกายเล็กน้อยไล่ความเมื่อยล้า เสียงประตูบานเลื่อนอัตโนมัติดังขึ้นในจังหวะที่เขากำลังยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดอย่างง่วงงุน ชายหนุ่มลอบปาดน้ำตาหยดเล็กๆที่หางตาก่อนจะกล่าวประโยคต้อนรับอย่างแนบเนียน

นัยน์ตาสีสวยสะท้อนภาพเด็กหนุ่มผมทองแสนคุ้นตาในชุดสบายๆไม่เหมือนเมื่อช่วงบ่าย เรือนผมสีทองสว่างประบ่ารวบลวกๆไว้ด้านหลัง รอยยิ้มสว่างไสวถูกขยับเหยียดประดับเป็นปราการแรกของใบหน้าหล่อเหลา ชายหนุ่มผมดำชะงักเล็กน้อยรู้สึกราวกับตัวเองไม่สามารถละสายตาไปจากความสดใสนั้นได้ง่ายๆ แต่เมื่อได้สบตากันอีกครั้งเขาก็ทำสำเร็จด้วยการเบนมันหลบไปโฟกัสที่โปสเตอร์โปรโมชั่น

อีกฝ่ายคงจะมีบ้านอยู่ใกล้ๆนี้แน่ ถึงได้เดินออกมาซื้อของตอนดึกดื่นแบบนี้…

บรรยากาศกดดันขึ้นเล็กน้อยสำหรับโลกิ เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไรแต่ก็มั่นใจในระดับหนึ่งว่ามันเกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มที่เดินวนไปวนมาในร้านเงียบๆคนนั้น กับนัยน์ตาสีฟ้าสวยที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจ้องมาที่เขาเป็นพักๆ และนั่นแหละ…นั่นเลยที่ทำให้เขากระอักกระอ่วนไม่น้อย แม้ภายนอกเขาจะไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลยก็ตาม

แล้วโลกิก็มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อกระป๋องสแตนเลสกระแทกตัวลงกับผิวเคาน์เตอร์ เขากระพริบตาปริบก่อนจะมองกระป๋องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ยกยิ้มขี้เล่นมาให้

“ขอโทษด้วย เราไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กไฮสคูลหรอกนะ” ช่วงวินาทีที่ใจสั่นไปกับรอยยิ้มนั้นไม่ได้ทำให้กฎระเบียบเปลี่ยนแปลงไป

“อีกสามวันผมก็ 18แล้วน่า หยวนๆให้หน่อยไม่ได้หรอ?” น้ำเสียงทุ่มต่ำไม่ทำให้พนักงานหนุ่มใจอ่อนแต่อย่างใด

“ไม่ได้”

ใบหน้างดงามหรี่ตาลงเพิ่มความจริงจังในการปฏิเสธ เด็กหนุ่มผมทองไม่ใช่เด็กคนแรกที่แก่แดดแก่ลมอยากจะโตก่อนวัยอันสมควรและหัวหมอมากพอจะเลือกช่วงเวลาดึกดื่นค่อนคืน เพื่อจับจ่ายแอลกอฮอล์จากร้านสะดวกซื้อ ดังนั้นหนึ่งในมาตราการต่อรองกับลูกค้าประเภทนี้ก็คือหนึ่งในเรื่องสำคัญ ที่ผู้จัดการแต่ละสาขาจะสอนพนักงานของตนก่อนปล่อยให้มายืนที่หลังเคาน์เตอร์ แม้มันจะเป็นการสร้างยอดขายมากแค่ไหน ก็ไม่คุ้มค่ากับการโดนสายตรวจเข้ามาเพ่นพ่านถามนู่นถามนี่เลยแม้แต่น้อย

“ไม่เอาน่าพี่ชาย เจ็ดสิบสองชั่วโมงเองนะ…ตอนนี้ก็เหลือไม่ถึงแล้วด้วย”

เด็กหนุ่มช่างตื้อยังคงไม่ละความพยายาม ร่างสูงใหญ่อย่างที่โลกิคะเนส่วนสูงไว้ที่ร้อยเก้าสิบต้นๆ เทียบจากการที่เขาซึ่งสูงร้อยแปดสิบปลายๆแล้วยังต้องเงยหน้าขึ้นมอง เท้าแขนลงกับเคาน์เตอร์ยื่นใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้ โอเคมันก็ชวนให้จั๊กจี้หัวใจอยู่หน่อยๆแต่ในตอนนี้ชายหนุ่มผมดำติดจะรำคาญมันมากกว่า…คงจะดีกว่านี้มากถ้าอย่างน้อยแฟนดรัลยังอยู่ด้วย หมอนั่นมักจะคุยกับลูกค้าได้ดีกว่าเขาเสมอ

“ถ้าจะมาก่อกวนฉันจะโทรแจ้ง 911เข้าใจไหม กลับไปซะ…นายเป็นนักบาสไม่ใช่หรอ มาดื่มของแบบนี้เดี๋ยวก็เมาค้างไปซ้อมไม่ได้กันพอดี ใช่ว่าเก่งแล้วไม่ต้องซ้อมเสียเมื่อไร แล้วถ้าอยากขนาดนั้นจริงๆอีกสองวันนิดๆนายก็กลับมาซื้อใหม่สิ” ชายหนุ่มพยายามใจเย็นและให้เหตุผลอย่างที่ควรจะเป็น

สีหน้าที่มุ่ยลงอย่างเด็กโดนขัดใจอดทำให้โลกิแอบยกยิ้มมุมปากอย่างนึกเอ็นดูไม่ได้ ท่าทางหมีตัวใหญ่จะยอมโอนอ่อนตามคำพูดหรือบางทีอาจเป็นคำขู่ของเขาแล้ว

“ฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นโอเคนะ กลับบ้านได้แล้ว” มือเรียวยกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มมืออย่างเผลอไผล ก่อนหยิบสินค้าที่ไม่สามารถคิดราคาได้ตรงกลับไปเก็บที่ตู้แช่ โดยทิ้งเสียงกระซิบพึมพำอย่างที่ไม่ได้ต้องการจะให้ใครได้ยินเอาไว้ในลำคอ “Big guy”

โลกิไม่ได้หันกลับไปสนใจอีกว่าอีกฝ่ายทำตามที่เขาพูดรึเปล่า แต่เสียงประตูบางเลื่อนอัตโนมัติและซาวน์คุ้นหูที่ได้ยินเป็นประจำในช่วงนี้ที่ดังผะแผ่วมาให้ได้ยินก็พอจะเป็นคำตอบได้อยู่บ้าง

 

…แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิด…

 

“อย่าขยับ ยกมือขึ้น” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นพร้อมสัมผัสแข็งๆที่แตะตรงกลางหลัง

เรื่องตื่นเต้นที่เรียกหามาเยือนผิดที่ผิดเวลาแบบสุดๆไปเลย…

“ลุกขึ้นเดินไป อย่าหันกลับมานะ”

โลกิทำตามโดยไม่อิดออด การขัดขืนคนที่มีอาวุธไม่ใช่สิ่งที่พนักงานร้านสะดวกซื้อได้รับการฝึกให้ทำ ชายหนุ่มใช้ดวงตาคู่สวยมองไปรอบๆประเมินสถานการณ์ ที่หน้าเคาน์เตอร์เขาเห็นชายร่างสูงใหญ่ที่สวมฮู้ดทับหมวกแก็ปก้มหน้าก้มตาล็อคแขนพ่อนักบาสกดลงกับพื้น

“ไปที่เคาน์เตอร์ซะแล้วใส่เงินมาในกระเป๋านี่”

โลกิรับกระเป๋าสีดำมาถือ เดินไปทำตามที่อีกฝ่ายต้องการอย่างว่าง่ายโดยไม่ลืมที่จะลอบส่งสายตาปรามไม่ให้เด็กหนุ่มบนพื้นคิดจะลุกขึ้นมาทำอะไรก็ตามที่ไม่เข้าท่า

มือเรียวหยิบปึกธนบัตรออกมาบรรจงใส่ลงในกระเป๋าอย่างไม่เร่งร้อนแต่ก็ไม่เชื่องช้า บรรยากาศภายในร้านที่ยังคงมีเสียงเพลงจากวิทยุยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ได้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญเท่าไร แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องเอามาใส่ใจนักในตอนนี้

ชายหนุ่มขยับมือเลื่อนลงไปใต้เคาน์เตอร์ช้าๆ โดยอาศัยมุมอับสายตาจากด้านนอกให้เป็นประโยชน์ ตรงตำแหน่งชั้นเก็บของเล็กๆใต้เคาน์เตอร์คิดเงินนี้คือจุดที่โทรศัพท์ของเขานอนนิ่งอยู่นั่นเอง

โลกิเหลือบมองไปยังเด็กหนุ่มบนพื้น เขายังคงนอนนิ่งไม่ขัดขืนอะไรเมื่อเห็นชัดว่าเหล่าผู้ไม่ประสงค์ดีทั้งสองมีอาวุธติดมือมาด้วย เขายกยิ้มให้นัยน์ตาสีฟ้าที่มองสบมาก่อนอยู่แล้วเล็กน้อย ขยับปากผะแผ่วเพื่อพูดโดยไม่ออกเสียง ปลอบประโลมไม่ให้เด็กหนุ่มตื่นตระหนกตามอย่างที่ผู้ใหญ่ที่ดีพึงกระทำ

ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นบางสิ่งที่ทำให้ความคิดที่จะหยิบเจ้าสมาร์ทโฟนขึ้นมาใช้ถูกพับเก็บไปแทบจะทันที

เสียงต่ำสั่งกระแทกกระทั้นมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่าพ่อพนักงานหน้าสวยดูจะลีลาเยอะมากไปแล้ว โลกิตวัดสายตากลับไปมอง ยักไหล่และเร่งมือทำงานของตัวเองให้เสร็จ เขายื่นกระเป๋าให้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ด้วยสีหน้านิ่งเฉย

“รับไวท์ช็อกโกแลตด้วยไหมครับ ตอนนี้กำลังมีโปรโมชั่นอยู่ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งด้วยนะ” น้ำเสียงสำเนียงผู้ดีเก่าดังขึ้นประชดประชัน

“อย่ามาเล่นลิ้นน่า” อีกฝ่ายกดเสียงทุ้มต่ำขู่

“ก็เปล่านะ แค่ทำหน้าที่เฉยๆ” โลกิยกยิ้ม เท้าแขนลงกับเคาน์เตอร์โน้มใบหน้างดงามเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัววัตถุอันตรายในมืออีกฝ่าย ที่สามารถปลิดชีวิตเขาได้เพียงผู้ถือครองกระดิกนิ้ว “แต่ฉันจะเตือน‘พวก’นาย…”

มือขาวไล้ไปบนฝ่ามือแข็งกร้านจนไปหยุดที่ข้อมือ ก่อนจะบิดมันสุดแรงจนฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัวร้องลั่นออกมาและปล่อยมือจากเครื่องมือที่ทำให้เป็นต่ออย่างเผลอไผล โลกิเปลี่ยนความได้เปรียบกลับมาอยู่ในมือตัวเอง ก่อนเล็งปืนและลั่นไกอย่างไม่ลังเล ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกและเสียงร้องลั่นของเพื่อนร่วมทีมปล้นอีกหนึ่งคน!!

“ปัง!” เสียงหวานใส่ซาวน์ประกอบให้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองคนที่ยกมือขึ้นป้องใบหน้ากันน้ำเย็นๆจากปืนฉีดน้ำพลาสติกราคาถูก

ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ และตามสเต็ปทั่วไปที่เมื่อถูกจับได้ว่าโดนบลั๊ฟผู้แพ้จะต้องรีบหนี แต่นั่นก็ช้ากว่าโลกิที่เดาสถานการณ์ล่วงหน้าเอาไว้ได้อยู่แล้ว

ร่างโปร่งเพรียวเหวี่ยงตัวเองออกจากเคาน์เตอร์ ถีบไปเต็มกลางหลังคนที่ถือปืนจ่อเขาเมื่อครู่จนล้มคว่ำ ก่อนจะคว้าชายเสื้อฮู้ดตัวหลวมของอีกหนึ่งผู้สมรู้ร่วมคิดโยนข้ามหลังลงไปนอนกองใกล้ๆกันกับคนแรก

“จับเขาไว้!” โลกิตะโกนสั่งคนที่ยังนอนอยู่กับพื้น

เด็กหนุ่มกระโจนขึ้นมาโถมตัวใส่หนึ่งในคนที่คิดจะลุกหนีในทันที ตามด้วยชายหนุ่มผมดำที่จับแขนชายอีกคนไพล่หลังและนั่งทับเอาไว้

“พวกนายแพ้แล้ว” รอยยิ้มสะใจยกขึ้นประดับใบหน้างดงาม

“อย่าแจ้งตำรวจนะ ขอร้องล่ะ!” น้ำเสียงที่เพียรดัดให้ทุ้มต่ำมาตลอดกลายเป็นร้อนรนหมดมาดอย่างน่าสงสาร

“โอ้ น่าสงสารนะ แน่นอนฉันไม่แจ้งความหรอก”

น้ำเสียงสบายๆดังขึ้นเรียกให้สายตาทั้งสามคู่มองสบมายังเข้าอย่างพร้อมเพรียง สองในสามนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยในขณะที่อีกหนึ่งเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

โลกิฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม อีกฝ่ายเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่าใบหน้านิ่งที่เห็นอยู่เป็นประจำเบื้องหลังเคาน์เตอร์ แต่ในเวลานี้รอยยิ้มนั้นช่างไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย และดูเหมือนลางสังหรณ์ของใครก็ตามที่คิดแบบนั้นจะแม่นยำเสียยิ่งกว่าจับวาง…เมื่อชายหนุ่มดึงฮู้ดและหมวกของคนที่ตนนั่งทับอยู่ออก ใบหน้าของหนึ่งในกลุ่มนักบาสเมื่อช่วงเย็นคือสิ่งที่ปรากฏภายใต้เงามืดของปีกหมวก

บรรยากาศสงัดลงรวดเร็วราวกับวิทยุโดนดึงปลั๊ก โลกิเบนสายตากลับไปยังเด็กหนุ่มผมทองที่ก้มหน้าก้มตาลงไม่กล้าสู้หน้า ก่อนเอ่ยออกมาเสียงเย็น

“เรื่องนี้คงต้องมาจับเข่าคุยกันหน่อยแล้วละมั้ง ว่าไหม?”

 

………………………………………

 

0.10น.

ทันทีที่พนักงานกะเที่ยงคืนทั้งสองมาถึงที่ร้านแล้ว สี่หนุ่มต่างวัยก็เดินเคียงกันไปตามท่องถนนที่ร้านรวงและบ้านเรือนปกคลุมไปด้วยความเงียบสงัด สถานที่ในการนั่งพูดคุยไม่ได้อยู่ในหัวของชายหนุ่มผมดำเพียงหนึ่งเดียวของกลุ่ม เหมือนๆกับที่เด็กหนุ่มทั้งสามไม่มีความคิดที่จะออกความเห็น

“หิวกันรึยัง?” แล้วจู่ๆคำถามนั้นก็ดังขึ้นอย่างไม่มีการเกริ่นนำใดๆ

นัยน์ตาสีเขียววาววับงดงามหันมองสอบสามหนุ่มที่สะดุ้งเฮือกอย่างคนมีชนักติดหลัง ต่างคนต่างมองหน้ากันเลิกลั่กไม่แน่ใจว่าควรจะตอบคำถามแบบนั้นยังไง เรียกรอยยิ้มขำที่มุมปากคนถามได้เป็นอย่างดี

“ไม่ได้จะว่าอะไรสักหน่อย”

ชายหนุ่มเอ่ยอีกครั้งก่อนเดินนำไปยังบล็อกถัดไป แสงสว่างจากป้ายหน้าร้านแสดงให้เห็นว่าอีกหนึ่งร้านอาหารเร่งด่วนนี้เองก็ยังเปิดให้บริการอยู่ ตามตัวอักษรนีออนเล็กๆว่าเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง

โลกิเดินนำเข้าไปในร้าน สั่งเบอร์เกอร์เนื้อชุดใหญ่มาสามชุด เบอร์เกอร์ปลาหนึ่งชุดและน้ำอัดลมแก้วใหญ่อีกสามแก้ว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะที่เด็กๆนั่งมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียดอยู่

“เอา…กินสิ” ชายหนุ่มผ่ายมือ

แน่นอนว่าไม่มีใครทำตามคำเชิญชวนนั้นและโลกิก็ทำเป็นไม่ใส่ใจเช่นกัน เขายักไหล่ก่อนแกะห่อเบอร์เกอร์ปลาของตัวเองขึ้นกัด จริงๆเขาก็ไม่ได้นิยมชมชอบอาหารขยะแบบนี้สักเท่าไร แต่เวลาแบบนี้ก็ไม่ได้มีทางเลือกให้มากมายนัก อีกอย่างเขาก็ค้นพบว่า เบอร์เกอร์ปลาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่านักสำหรับมือดึก

เมื่อเห็นว่าผู้ใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของโต๊ะเริ่มกัดเบอร์เกอร์แบบไม่สนใจใครไปแล้ว เด็กหนุ่มผมทองก็กลั้นใจหยิบส่วนของตัวเองขึ้นมากัดบ้าง เขากับเพื่อนๆกินอะไรแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่จะรู้สึกว่าเบอร์เกอร์มันอร่อยมากขนาดนี้ หลังจากนั้นเด็กหนุ่มอีกสองคนก็กลั้นใจยอมกินกันบ้าง

ภาพที่เหมือนพี่ชายใจดีพาน้องๆที่งอแงจะกินเฟรนฟราชย์มานั่งในร้านแม็คฯ ชวนให้พนักงานสาวที่หน้าเคาน์เตอร์อดที่จะยกยิ้มขึ้นมาเสียไม่ได้ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นมายังไงกันแน่…

โลกิไม่ได้เร่งถามหรือข่มขู่อย่างที่เข้าใจไว้ เขาเพียงกินส่วนของตัวเองเงียบๆ และเท้าคางนั่งจ้องนักบาสทั้งสามสวาปามกันอย่างเลอะเทอะมอมแมม กระทั่งความว่างเปล่าและซากกระดาษห่อกองแทนที่บนถาดพลาสติก ชายหนุ่มก็เริ่มต้นเอ่ยขึ้นช้าๆชัดเจน น้ำเสียงนุ่มหูสำเนียงบริติชไม่ได้แฝงความไม่ชอบใจหรือด่าทอเอาไว้อย่างที่เด็กหนุ่มนึกกลัว

“ฉันจะไม่ถามว่าทำไมพวกนายทำแบบนั้น แต่ฉันอยากจะเตือน” ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปยังทั้งสาม ทุกคนมีสีหน้าต่างๆกันไป แต่คล้ายคลึงกันตรงที่มันติดจะโล่งอก “พวกนายโชคดีแล้วที่วันนี้เจอแค่ฉัน รู้ใช่ไหมว่าถ้าเป็นคนอื่นพวกนายได้เข้าไปนอนในห้องขังแล้ว”

“พวกนายยังอนาคตไกลนะไม่ควรมาจบแบบนี้ ถ้าที่ทำนี่มันเป็นเพราะอยากเล่นสนุกแบบเด็กๆ ครั้งนี้มันคงเป็นบทเรียนที่ดี”

ชายหนุ่มปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบครองบรรยากาศระหว่างกัน มองสีหน้าและแววตาของแต่ละคนอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกคนกำลังครุ่นคิดกับคำพูดของเขาและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด…ซึ่งนั่นก็มากเกินพอแล้วสำหรับเขา

“เอาล่ะ” เมื่อปล่อยให้เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ๆ ผู้ใหญ่ใจดีก็ยกยิ้มให้เล็กน้อยและลุกขึ้นจากโต๊ะ “กลับบ้านกันซะนะ ป่านนี้แล้วพ่อกับแม่คงกำลังเป็นห่วงอยู่แน่ เข้าใจนะเด็กๆ!”

มือเรียวยกขึ้นลูบเรือนผมสั้นๆของเด็กหนุ่มสองคนที่พยักหน้าหงึกหงัก และจบลงที่เด็กหนุ่มผมทอง ก่อนจะเดินออกจากร้านไปช้าๆ บรรยากาศหนาวๆชวนให้เขาอยากกลับไปซุกกายใต้ผ้านวมนุ่มๆที่บ้านอย่างเสียไม่ได้…ที่จริงจะเรียกว่าบ้านก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะมันก็แค่อพาร์ทเม้นท์ราคาถูกที่สะอาดสะอ้านในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง

“พี่!!” เสียงตะโกนเรียกแหวกม่านความเงียบทำให้ชายหนุ่มชะงักไป เขาหันกลับไปมอง

เด็กหนุ่มทั้งสามยืนอยู่ตรงนั้น…

“ขอบคุณนะครับ!!แล้วพวกผมจะไปที่ร้านอีกนะ!!!”

“ไม่ต้องกลับมาเลย พวกเด็กบ้า!” โลกิยิ้ม ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับอย่างความรู้สึกราวกับได้กลับไปเป็นเด็กวัยไฮสคูลอีกครั้ง

ถ้าสมัยนั้นเขาได้มีเพื่อนกับคนอื่นเขาบ้างก็คงจะดี…

 

……………………………………………………….

 

โลกิไม่ได้มีเพื่อนมากนัก คนที่เรียกว่าเพื่อนสนิทนับดูจริงๆน่าจะไม่ถึงห้าคนและคนที่เรียกว่าเพื่อนเอง ก็น้อยเท่าหยิบมือไม่ต่างกัน มันอาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ที่ดูหยิ่งเข้ากับคนยาก สีหน้าราวรูปสลักที่ไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาให้รับรู้มากนัก หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะเขาไม่ใช่คนที่ชอบตามไปกับกระแสของใครๆ ยินดีกับการที่ตัวเองเป็นตัวของตัวเอง มันก็ไม่ได้เดือนร้อนอะไรมากมายนัก แต่เมื่อถึงเวลาแยกย้ายมันก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดหลุมอากาศในใจ ความเหงาเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้จริงๆ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชายหนุ่มรูปงามสูงกว่าร้อยแปดสิบ และเพอร์เฟกต์แทบจะทุกอย่าง อดีตเดือนประจำคณะแพทย์จิตวิทยาจะไม่ฮอต…ถ้าจำนวนเพื่อนของเขาเท่ากับหยิบมือ จำนวนคนที่เข้ามาจีบก็สวนทางกันโดยสิ้นเชิง เขาก็ไม่ได้เกลียดอะไรกับการที่มีคนเข้ามาตามเอาอกเอาใจ มันก็สนุกดีที่ได้ดอกไม้เวลาเดินผ่านทางเชื่อมคณะ หรือจู่ๆก็มีช็อกโกแลตมาวางที่โต๊ะในห้องชมรม

เพียงแต่นี่มันเป็นครั้งแรก ครั้งแรกจริงๆที่ถูกจีบโดยเด็กไฮสคูล ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งจะรวมหัวกับเพื่อนมาปล้นร้านสะดวกซื้อกะที่เขาทำงาน

มันเป็นอาทิตย์ที่สองหลังวันที่ได้ปรับความเข้าใจให้ตรงกันไปแล้ว และในช่วงที่เขาเข้ากะเขาจะต้องได้เจอเจ้าเด็กผมทองมายืนยิ้มแป้นที่หน้าเคาน์เตอร์ ชวนคุยนู่นนี่สัพเพเหระ แหย่บ้างหยอดบ้างจนบางครั้งก็ถูกเพื่อนตามมาลากกลับไปซ้อม ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนคนที่ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากเด็กหนุ่มทั้งสองคนในคืนนั้น

“ถ้าจะเข้ามาก่อกวนก็กลับไปเลยนะ ไม่มีซ้อมหรือไง” โลกิถามขึ้นในวันหนึ่ง หลังจากที่ออกมาจากหลังร้านแล้วเห็นเด็กหนุ่มยืนรออยู่ที่หน้าประตู

“ผมไม่ได้มากวนนะ ผมมาจีบพี่ต่างหาก” มีใครให้ตรงกว่านี้อีกไหม?

“ตลกแล้วเจ้าหนู กลับไปซ้อมไปเดี๋ยวบัคกี้กับแซมก็มาตามอีก คราวที่แล้วไม่เข็ดหรือไงถูกวิ่งรอบสนามไม่ใช่หรอ”

โลกิพยายามจะเดินเลี่ยงเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่กลับไปยังเคาน์เตอร์ แต่อีกฝ่ายไปยอมขยับหลีกให้และมากกว่านั้นคือท่อนแขนใหญ่ที่ทาบลงกับผนังทำตัวเป็นกำแพงมนุษย์ใส่เขา

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีท้องฟ้าสว่างไสวกว้างใหญ่นั้น อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าราวกับกำลังถูกความอบอุ่นราวกับท้องฟ้าในยามหน้าร้อนล่อหลอกให้โอนอ่อน ใบหน้าอ่อนเยาว์ขี้เล่นเปลี่ยนโหมดเป็นจริงจัง ไม่มีรอยยิ้มติดมุมปากที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเห็นคุณหมีตัวใหญ่ใจดีเช่นทุกที

“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ผมมาจีบพี่จริงๆ”

มือใหญ่ยกขึ้นเล่นปอยผมรวบเรียบร้อยของเขาพร้อมถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ โลกิรู้สึกได้ว่าบนใบหน้าของเขากำลังร้อนผ่าว และได้แต่หวังว่ามันจะไม่แสดงออกชัดเจนจนเกินไป

ใช่ว่าที่ผ่านมาจะไม่มีใครรุกจีบเขาตรงๆซึ่งหน้าอย่างกล้าหาญชาญชัยแบบนี้ เพียงแต่นี่มันเป็นครั้งแรก…ที่เขารู้สึกใจเต้นไปกับมัน

“ทำไมพี่เรียกชื่อบัคกี้กับแซม แต่ไม่เรียกชื่อผมล่ะ…พี่จำไม่ได้หรอ? ผมจะบอกอีกครั้งดีไหม” เป็นอัลฟ่าดุๆได้ไม่นาน โกลเด้นท์รีทีฟเวอร์ขี้อ้อนก็กลับมาหางลู่หูตกตรงหน้าเขาอีกครั้ง น้ำเสียงน้อยอกน้อยใจนั้นเรียกคะแนนสงสารได้ไม่น้อยทีเดียว

เจ้าหมาตัวโตซุกใบหน้าลงกับบ่าเขา ลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดลำคอทำให้รู้สึกจั๊กจี้และร้อนผะผ่าวอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นมาทำรุ่มร่ามใส่แบบนี้ เขาคงผลักออกและตวาดด่าอย่างไม่เกรงใจไปแล้ว แต่กับเด็กหนุ่มคนนี้…

ทุกการกระทำกลับทำให้รู้สึกราวกับเป็นสาวน้อยแอบรักเพื่อนสนิท มอบรสสัมผัสทั้งหวานและขมไปพร้อมๆกัน

“นี่…ผมธอร์นะ…ธอร์ โอดินซัน…” น้ำเสียงหงอยๆนั้นทำให้โลกิอดไม่ได้จริงๆ ที่จะยกมือขึ้นและลูบเรือนผมยาวรวบลวกๆสีสว่างนั้น

“อืม รู้อยู่แล้วน่า…”

ทั้งสองยืนอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนที่โลกิจะผละจากเมื่อได้ยินเสียงประตูอัตโนมัติดังขึ้น ตามด้วยเสียงของบัคกี้และแซมที่ดังตามเข้ามาเรียกหาพ่อเพื่อนตัวดีที่โดดซ้อมมาหมกในร้านสะดวกซื้ออีกแล้ว ก่อนทิ้งประโยคสั้นๆไว้ที่ข้างหูเด็กหนุ่มตัวสูง

“ไปซ้อมได้แล้ว…”

.

.

.

.

.

.

.

.

 

ธอร์

 

……………………………………………

 

“นี่วันนี้เลิกงานกี่โมง ผมจะมารับ”

“ไม่ต้องเลยวันนี้เพื่อนฉันของให้เข้ากะให้เลิกดึกนะ กลับบ้านไปพักไป ช่วงนี้ใกล้แข่งแล้วไม่ใช่หรอ? พ่อเอสชมรม”

นั่นคือบทสนทนาในขณะที่โกลเด้นท์ตัวใหญ่กำลังงอแงกอดชายหนุ่มผมดำจากด้านหลัง ภายในห้องนับสต็อกของร้านสะดวกซื้อ

“หมอนั่นอีกแล้วหรอ? ทำไมพี่ไม่ปฏิเสธบ้างเลย แบบนี้โดนเอาเปรียบชัดๆ!!” น้ำเสียงทุ้มต่ำงุ่นง่านหนักกว่าเก่า อย่างที่โลกิอดคิดถึงหมีไม่ได้…แถมตอนนี้ยังเป็นหมีกินผึ้งซะด้วยสิ

“มันอาจจะต้องอยู่ดึกแต่ฉันก็ได้เงินเยอะขึ้นนะ ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกเลิกบ่นแทนได้แล้ว” มือเรียวละจากการเช็คสต็อก เอื้อมไปลูบเรือนผมสีสว่างของคนที่วางศีรษะแปะอยู่บนลาดไหล่มน

“แต่ผมอยากอยู่กับพี่นี่…”

ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศเมื่อต่างคนต่างไม่พูดอะไรออกมาอีกหลังจากประโยคนั้น หลงเหลือเพียงอ้อมแขนแข็งแรงเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่เคลื่อนโอบเอวบาง ดึงเอาร่างโปร่งเข้ามาตระกองกอดภายใต้อาณัติของกรอบอกหนา มอบความอบอุ่นและสัมผัสชัดเจนจากจังหวะการเต้นของหัวใจที่ไหวระรัวเร็วกว่าจังหวะปกติ

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังคงเป็นอะไรที่ไม่มากไม่น้อยไปกว่าคนถูกจีบและคนตามจีบ แต่แนวโน้มที่มันจะพัฒนาไปในทางที่ดีก็มีสูงมากกว่าจบลงแบบเจ็บปวด อย่างที่ธอร์พอจะบอกเข้าข้างตัวเองไปได้ไม่น้อยเลยว่าอีกฝ่ายเอง ก็เริ่มจะมีใจให้เขาบ้างแล้ว

เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไร เพราะเขาเป็นคนที่รู้สึกตัวกับอะไรแบบนี้ได้เชื่องช้าเสียจนขนาดเพื่อนๆยังเอือมระอา แต่เมื่อรู้สึกตัวเขาก็พบว่าตนเองไม่สามารถละสายตาไปจากชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบร้านสะดวกซื้อใกล้โรงเรียนคนใหม่ ที่เพิ่งจะเข้ามาทำงานในช่วงกะบ่ายได้ไม่นานเสียแล้ว

ธอร์ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะเรือนผมสีดำ ผิวกายขาว นัยน์ตาสีมรกต ท่าทางหยิ่งถือตัวไม่สนใจใคร หรือมันคือทั้งหมดนั้นรวมกันกันแน่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ทำให้เด็กหนุ่มเลือกที่จะแวะเวียนเข้ามาในร้านทุกครั้งที่มีโอกาส แม้ว่าบางครั้งเขาจะไม่ได้อยากซื้ออะไรเลยก็ตาม แล้วในที่สุดพวกเขาก็รวมหัวกันคิดแผนบ้าๆขึ้นมา ยอมรับเลยว่าตอนนั้นมันโง่มากที่คิดตื้นๆเป็นเด็กๆ เหมือนที่โดนเรียกอยู่ตลอดเวลา ในทำนองที่ว่าเขาจะทำตัวเป็นฮีโร่ช่วยอีกคนสร้างความประทับใจ อะไรทำนองนั้น

แต่กลายเป็นเขาเสียเองที่ถูกช่วยไว้และก็กลายเป็นเขาอีกเช่นกัน…ที่ตกหลุมรักอีกฝ่ายเพิ่มมากขึ้นๆ และมากขึ้นจนการเดินเข้ามาในร้าน และฟังประโยคแนะนำโปรโมชั่นที่หน้าเคาน์เตอร์ มันไม่เพียงพออีกต่อไป

“ผมจูบพี่ได้ไหม?” จมูกโด่งกดแนบที่ข้างลำคอขาว กลิ่นหอมอ่อนๆให้ความรู้สึกเย็นสบายผ่อนคลายชวนให้เขาค่อยๆเสพติด มึนเมาอย่างง่ายดาย

“ข้ามขั้นไปไกลจังนะ เจ้าเด็กไฮสคูล”

ชายหนุ่มผมดำหันกลับมาเผชิญหน้ากับเด็กงอแงที่ด้านหลัง แขนเรียวยกขึ้นพาดบนลาดไหล่แกร่งโน้มลำคอเด็กที่ตัวสูงกว่าลงมาใกล้จนหน้าผากแตะกันอย่างนุ่มนวล ปลายจมูกโด่งชนกันเล็กน้อยพอให้ใจเต้น

“…ก็เอาสิ”

สิ้นคำอนุญาตเปลือกตาบางก็ปรือปิดลง ภาพตรงหน้าราวกับความฝันที่เฝ้าจินตนาการจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมาปรากฏตรงหน้าจริงๆ มันก็ไม่ใช่จูบแรก…แต่มันเป็นครั้งแรกที่หัวใจระรัวอย่างลิงโลดยินดีขนาดนี้

ธอร์มองริมฝีปากสีระเรื่อก่อนขยับก้มลงแนบริมฝีปากของตัวเองลงไป แรกเริ่มเพียงแตะแผ่วเบาอย่างไม่มั่นใจ ก่อนที่สัญชาตญาณจะทำหน้าที่ของมัน มือใหญ่ประคองใบหน้างดงามเอาไว้ส่งแรงผ่านปลายนิ้วนำให้อีกคนเอียงไปตามองศาที่จะสามารถแนบชิดกันได้มากขึ้น ลิ้นร้อนแลบเลียริมฝีปากนุ่มขออนุญาตและโลกิก็ยอมเปิดปากให้แต่โดยดี

ปลายลิ้นเล็กที่จูบตอบกลับมาก็บอกได้ไม่ยากว่านี่เองก็ไม่ใช่จูบแรกของชายหนุ่มผมดำ แต่มันคงเป็นครั้งที่น้อยกว่าของธอร์ มันไม่ได้ร้อนแรงเหมือนตอบจูบกับสาวฮอตประจำทีมเชียร์ หรือนุ่มละมุนเหมือนจูบจากรุ่นน้องตัวเล็กๆในงานปาร์ตี้วันเกิด รสจูบของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นผู้ใหญ่ มอบรสสัมผัสที่หลายหลากเพียงการไล่ลิ้นปัดป่ายผะแผ่ว และเจือไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้งที่ธอร์ไม่เคยรู้สึกถึงมาก่อน

ยาวนานกว่าคนทั้งคู่จะผละจากกัน เสียงหอบหายใจดังกลบภาพน่าอายที่น้ำใสๆยังเชื่อมปลายลิ้นของทั้งคู่ไว้ด้วยกัน มือเรียวซีดยกขึ้นแตะริมฝีปากแดงเรื่อก้มหลบหน้า ไม่กล้าเงยสบตาอีกคนเมื่อมั่นใจว่าใบหน้าที่ร้อนราวไฟเผาของตนคงแดงไม่ต่างจากริมฝีปาก

มือสากแตะลงบนแอ่งชีพจร ส่งแรงให้อีกคนยอมเงยหน้าสบนัยน์ตาสีท้องนภา ก้มแตะหน้าผากตนลงกับหน้าผากอีกคนแผ่วเบา ยกยิ้มเด๋อด๋าอย่างที่โลกิแอบคิดในใจทุกครั้งให้ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกมีความสุข

มือใหญ่เริ่มซุกซนอยู่ไม่สุข จมูกโด่งซุกไซร้ที่ซอกคอขาวเหมือนแมวที่คลุกอยู่กับต้นแคทนิป โลกิขืนตัวเล็กน้อยเมื่อเริ่มรู้สึกว่ากำลังจะโดนทำมากกว่าที่ขอ

“นี่!คิดจะทำอะไร…อ๊ะ!” เสียงร้องทักท้วงแว่วหายกลายเป็นคำร้องหวานหู เมื่อมือซนๆเลื้อยแตะจุดไว้สัมผัสบนแผ่นอกเรียบเนียน “อย่า-แม้-แต่-จะ-คิด!!!”

“ทำไมล่ะ ไม่ต้องห่วงนะผมทำได้ สัญญาจะไม่ทำให้พี่เจ็บ”

เจ้าโกลเดนท์ผมทองไม่ได้ฟังแม้แต่น้อย นอกจากมือที่ลากผ่านทิ้งสัมผัสร้อนวาบหวิวเอาไว้ ขายาวก็แทรกเข้ามาระหว่างขาของคนอายุมากกว่า ยกขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ผิวเนื้อแนบชิดกับอีกหนึ่งจุดไวสัมผัส

“ทำที่นี่ไม่ได้ คิดอะไรอยู่ถ้ามีคนมาเห็นจะทำยังไง!? แฟนดรัลยังอยู่ข้างนอกนะ แล้วเดี๋ยวบัคกี้กับแซมก็มาจะมาตามนายแล้ว ไม่เอาเด็ดขาด!!” โลกิยื่นคำขาด แต่ใบหน้าแดงเรื่อไม่ได้ทำให้การห้ามนั้นดูจริงจังมากเท่าที่ควรเลย

เด็กตัวโตชะงักมุ่ยหน้าบ่นงึมงำเป็นหมีกินผึ้ง ก่อนผละไปยังประตูให้โลกิหายใจหายคอได้คล่องขึ้น ก่อนจะ…ล็อคประตูอย่างรวดเร็ว!

“เดี๋ย—!”

เสียงนุ่มถูกกลืนหายเข้าไปในริมฝีปากร้อนของอีกคน ความนุ่มนวลจากรอบที่แล้วถูกแทนที่ด้วยความเร่าร้อนและแรงอารมณ์ มือสากประคองท้ายทอยโน้มให้อีกฝ่ายตอบรับเรียวลิ้นของตัวเองอย่างถนัดถนี่ มืออีกข้างแตะขยี้ยอดอกเล็กผ่านเนื้อผ้าอ่อนบางของชุดลายทาง

“อย่…า…อื้อ!” เสียงหวานร้องห้ามอ่อนกำลัง เรี่ยงแรงจะต่อต้านแทบไม่หลงเหลือเมื่ออารมณ์วาบหวามถูกปลุกปั่นขึ้นมาแทนที่จิตสำนึกอันดี

ร่างโปร่งถูกอุ้มขึ้นราวกับไร้น้ำหนัก กล่องลังสินค้าที่วางซ้อนกันเป็นเป้าหมายในการวางคนตัวเล็กกว่าลงไป ใบหน้าเห่อร้อนนั้นน่ามองกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มากโข มือสากเลิกเสื้ออีกฝ่ายขึ้นไปกองใต้ลำคอระหง แตะขยี้เป้าหมายเดิมที่ได้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้งเรียกเสียงครางหวานรื่นหูมาให้ได้ยิน และครั้งนี้เขาแนบปลายลิ้นร้อนลงไปยังทับทิมเม็ดสวยอีกข้างหนึ่งด้วย

โลกิเริดใบหน้าแอ่นอกให้อีกฝ่ายอย่างเผลอไผล มือสองข้างจิกเกร็งยันลาดไหล่กว้าง น้ำตาจากหลากหลายอารมณ์เอ่อคลอที่ขอบตาร้อนเรื่อ เรียวขากระชับรอบเอวสอบแกร่งตามสัญชาตญาณ ทั้งอยากผลักไสและตอบรับอีกฝ่ายไปพร้อมๆกัน

มือซุกซนอีกข้างเลื่อนลงไปยังเป้าหมายที่ต่ำกว่า ทั้งที่ยังสาละวนลิ้มรสผิวกายหอมหวานของอีกฝ่ายอย่างหิวโหย น้ำเสียงหอบครางเซ็กซี่ที่ดังมาให้ได้ยินปลุกปั่นแรงราคะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และกว่าโลกิจะดึงรั้งสติที่กระเจิดกระเจิงกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวได้ กางเกงขายาวก็หลุดไปกองร่นอยู่ที่ข้อเท้าขวาเสียแล้ว

“ธอร์!!” ใบหน้าแดงก่ำอาบเหงื่อคลอน้ำตาเขม็งมองเด็กหนุ่มผมทอง ขึ้นเสียงใส่อย่างไม่พอใจ

“ชู่ว อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวพวกนั้นก็เข้ามาเห็นฉากเด็ดๆของพี่กันหมด ผมหวงนะ”

หมีตัวใหญ่โอบเอวเพรียวเข้ามาใกล้ให้อีกคนเกาะตัวเขาเอาไว้เป็นหลัก ขณะเลื่อนมือลงไปซุกซนหยอกล้อกับส่วนอ่อนไหวขนาดกำลังดีที่ระหว่างขาขาว จนชายหนุ่มผมดำสะดุ้งโหยง

“เจ้า!!…เด็กแก่แดด อื้อ…!” น้ำเสียงหวานกระซิบลอดไรฟันสั่นไหว และแผ่วท้ายด้วยเสียงครางครือฟังไม่ได้ศัพท์

ความร้อนของอุณหภูมิฝ่ามือที่แตะโดนผิวกายเย็นมอบรสสัมผัสวาบหวาม ความพยายามในการต่อต้านลดน้อยลงทุกทีๆอย่างช่วยไม่ได้ มือใหญ่ขยับกอบกุมหยอกล้อขึ้นลงเป็นจังหวะเนิบช้าทิ้งความร้อนไว้ยามลากผ่าน กดขยี้ที่ส่วนปลายรีดเสียงร้องหลงคีย์ที่ข้างหูไปตามประสาคนขี้แกล้ง

“อื้ออ…ธอร์…อย่า…” หยดน้ำตาหลั่งรินลงที่ข้างแก้ม มือเรียวจิกลงบนลากไหล่กว้างหอบหายใจแรงเมื่อไม่ได้รับความเห็นใจจากคำร้องห้าม

“กัดเสื้อผมไว้นะ หรือจะกัดไหล่ก็ได้พี่จะได้ร้องได้เต็มที่”

นั่นไม่ใช่สิ่งที่โลกิอยากได้ยิน แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองมีทางเลือกมากไปกว่านี้แล้ว…

คมฟันขาวงับลงบนลาดไหล่เต็มแรง ความเจ็บจี๊ดแล่นไปยังคนที่ชี้โพรงให้กระรอกฟันคม เสียงร้องดังอึกอักได้แค่ในลำคอแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าฟังของมันน้อยลง

เด็กหนุ่มหลงใหลอีกฝ่ายในยามเชิดหน้าเย่อหยิ่งประดุจดั่งราชินีบนบัลลังก์มาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าในยามนี้ที่โลกิกลายเป็นเหมือนลูกแมวตัวน้อยๆ ผิวขาวเห่อร้อนประดับด้วยรอยจูบเป็นปื้นสีแดงกระจายไปทั่วกาย สบถงึมงำบ่นเขาทั้งที่เกร็งกอดไว้แน่นในขณะเดียวกัน ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่ไม่อาจละสายตาไปได้เช่นกัน

“พี่…” ธอร์กัดฟันเอ่ยเรียก

มือหยาบขยับเพิ่มความเร็ว สลับความหนักหน่วงในการลงน้ำหนักมืออย่างชำนิชำนาญ และลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายไปด้วยพร้อมๆกัน

ถ้าการจิกไหล่เขาจนข้อนิ้วขาวซีด เกร็งเรียวขายาวรอบเอวเขาจนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกันเป็นสัญญาณที่ดีแล้ว ธอร์ โอดินสันก็เชื่อว่าเขากำลังทำให้อีกคนมีความสุขอยู่ เด็กหนุ่มแลบลิ้นเลียปลายนิ้วมืออีกข้างของตนจนชุ่ม ก่อนขยับไปหยอกล้อที่ช่องทางด้านหลังของอีกฝ่ายผะแผ่ว

โลกิสะดุ้งสุดตัวเปลือกตาที่ปรือปิด เปิดผึ่งเบิกกว้างน้ำตาที่คลอหน่วงอยู่เต็มอัตราไหลรินเปียกชุ่มไปทั่วดวงหน้าหวาน ปฏิกิริยาต่อต้านที่หายไปกลับมาอีกครั้งเมื่อรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“ไม่เอา…อย่านะ…” โลกิร้องขออีกครั้ง แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันมาไกลเกินกว่าที่จะหยุดแล้ว

“พี่เชื่อใจผมนะ”

ธอร์ก้มลงประกบจูบอย่างอ่อนโยน ก่อนที่นิ้วสากและรุกแทรกเข้าไปภายในกายเพรียวอย่างเชื่องช้า เสียงร้องดังขึ้นในลำคออีกครั้งพร้อมน้ำตาหยดใหญ่ที่ไหลรินไม่ขาดสาย

โลกิดิ้นกายหนีแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงที่มากกว่าของเด็กหนุ่มได้ ความเจ็บแผ่ซ่านไปตามบริเวณที่ถูกแตะต้อง ชายหนุ่มทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าจิกไหล่ธอร์เอาไว้และพยายามผ่อนคลายให้ความเจ็บปวดน้อยลง มันดีขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มยังคงขยับมอบสัมผัสที่เบื้องหน้าให้เขาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ารสจูบที่อ่อนโยนผสมปนเปไปกับความร้อนแรงนี้ก็เป็นสิ่งที่มอมเมาเขาได้อย่างชะงักงันนัก

เด็กหนุ่มผละจูบให้คนอายุมากกว่าให้สูดหายใจก่อนกดจูบลงไปอีกครั้งอย่างโหยหา มันไม่ใช่แค่โลกิเพียงคนเดียวที่หลงระเริงไปในรสชาติระหว่างกัน ภายในของชายหนุ่มผมดำร้อนกว่าผิวเนื้อด้านนอกและบีบรัดแน่นคล้ายจะทดสอบความอดทนกัน ธอร์เริ่มทุกอย่างด้วยความเชื่องช้าและเพิ่มระดับความเร็วแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่อยๆ

ร่างโปร่งเพรียวเชิดใบหน้ามากขึ้น เมื่อทุกสัมผัสที่ถูกรักประเดประดังพัดพาความรู้สึกดีให้มากเกินกว่าที่จะรับไหวแล้ว ในหัวของเขาขาวโพลนไปหมด ความแปลกใหม่สะท้านซ่านที่ถูกสัมผัสทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง จูบเร่าร้อนที่ลำคอ ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันอยู่ที่จุดๆเดียวรอค่อยการถูกปลดปล่อย

ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดชะงักลงด้วยเสียงเรียกจากอีกฝั่งหนึ่งของบานประตู…

“เฮ้!ธอร์นายอยู่รึเปล่า!!”

โลกิสะดุ้งสุดตัว เขาเกาะแขนเสื้อของธอร์แน่นใบหน้าแดงทวีความร้อนมากขึ้นจนแทบไม่เห็นสีผิวดั้งเดิม ชายหนุ่มเงยหน้าสบนัยน์ตาสีน้ำทะเลที่ก้มลงมาอยู่ก่อนแล้วด้วยความตื่นตระหนก

“ไม่นะ…แซมมาตามนายแล้ว” ชายหนุ่มกระซิบ “ฉันบอกแล้วว่าเราไม่ควรทำแบบนี้ เด็กบ้า!ทีนี้จะทำยังไงกันเล่า!?”

“ชู่ว!อย่าพึ่งโกรธผมสิ ทำเงียบๆไปหมอนั่นก็ไม่เข้ามาหรอกน่า ต่อดีกว่านะ” เอสหนุ่มประจำชมรมบาสตอบหน้าตาย

“เวลาแบบนี้ยังจะหื่นอีก พะ…พอก่อน…อื้ออ!” โลกิไม่อาจขัดขืนมือสากที่เริ่มขยับแล้วอีกครั้งได้ แม้ว่าตัวเขาจะอยากลุกหนีไปให้รู้แล้วรู้รอดมากแค่ไหนก็ตาม

“โลกินายอยู่ในนั้นไหม ฉันต้องไปเดทแล้วนะ” เสียงนี้เป็นของแฟนดรัล

คราวนี้โลกิสติแตกจริงๆแล้ว ขาเพรียวขยับเตะธอร์เต็มแรงจนฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัวจุกทรุดลงกับพื้น เสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยถูกจัดให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นัยน์ตาคู่สวยหันมาคาดโทษคนที่นั่งคุกเข่าส่งสายตาน่าสงสารมาให้ เดินตรงไปยังหน้าประตูเตรียมจะเอ่ยตอบคนทั้งสองที่รออยู่อีกฝั่งหนึ่ง แต่นั่นช้ากว่าแขนแกร่งที่รวบตัวเขาจากด้านหลังไปเพียงวินาทีเดียวเท่านั้น

“ธอร์!!” โลกิกดเสียงกระซิบและตัวเขาก็ถูกกดจูบ

เป็นอีกครั้งที่ร่างโปร่งถูกอุ้มขึ้นอย่างง่ายดายจนน่าหงุดหงิดใจ ธอร์พาพวกเขาทั้งสองเข้าไปหลบในประตูห้องน้ำเล็กๆด้านในสุดได้ทัน พอดิบพอดีกับที่ประตูหน้าถูกแฟนดรัลไขกุญแจเข้ามา เสียงพูดคุยระหว่างแซมและแฟนดรัลดังมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน ใจความคร่าวๆนั้นเป็นความงุนงงและบ่นพึมพำเกี่ยวกับการหายตัวไปของเขาและธอร์

ครู่ใหญ่ๆก่อนที่เสียงบานประตูกระทบกรอบจะดังขึ้นอีกครั้งและบทสนทนาก็เงียบลงไป คนซุกซนที่ยืนซ้อนหลังเขาอยู่ก็เริ่มปลดเสื้อผ้าเขาออกอีกครั้งหลังจากปัดป่ายมือไปทั่วไม่หยุดมาตั้งแต่เมื่อครู่ และครั้งนี้โลกิเหนื่อยเกินกว่าจะขัดขืนอีกแล้ว

แก่นกายร้อนแข็งขืนแนบลงที่ด้านหลังยามเมื่อถูกโอบกอดเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาซุกไซร้ซอกคอขาวกดจูบลงทิ้งร่องรอยเอาไว้

“พี่” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเป็นสัญญาณ ลมหายใจร้อนที่ผ่อนกระทบทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายอดทนกับความอึดอัดคับแน่นไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว

“โลกิ…เรียกฉันโลกิ”

รอยยิ้มกว้างแย้มบนใบหน้าเด็กหนุ่มผมทอง มือหยาบบิดปลายคางอีกฝ่ายเข้ามารับสัมผัสนุ่มนวลบนกลีบปาก ขณะกดกายเข้าไปภายในช่องทางที่ได้รับการตระเตรียมเอาไว้แล้ว

มันดี…ดีเหมือนที่คิด หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำไป…

“โลกิ…โลกิ…”

ธอร์ขยับกายไปตามอารมณ์ที่ร่วมกันพัดพาให้โหมกระหน่ำ เสียงร้องหวานหูครางครือดังมาให้ได้ยินตามทุกจังหวะที่ไหวกายเข้าออก ห้องน้ำแคบๆไม่ได้ทำให้ความเร่าร้อนของเรือนร่างที่บดเบียดแลกเปลี่ยนแรงรักกันน้อยลง

“ธอร์…อ๊ะ!…อื้ออ…”

มือเรียวสานเรียวนิ้วเข้ากับมือสากที่เอื้อมมากอบกุมอย่างอ่อนโยน เริดใบหน้าขึ้นรับรสจูบแอ่นกายไปตามแรงกระทำที่แตะสัมผัสในจุดอ่อนไหว ร่วมเร่งจังหวะอารมณ์เร่าร้อนแก่กันและกันอย่างเต็มใจ ไม่ปฏิเสธการถูกพลิกร่างกลับไปเผชิญหน้ากับคนตัวใหญ่ แม้จะยังเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแนบแน่น เชิดรับเรียวลิ้นที่กลับไปดูดดุนยอดอกสีเรื่อ

“ชำนาญจริงนะเรื่องแบบนี้ อื้มม…” คนสวยเอ่ยขึ้นมาหลังจากถูกถอนจูบอีกครั้ง “ฉันไม่แปลกใจหรอกนะ รู้อยู่…ว่าคนหน้าตาดี เป็นเอสของชมรม…อ๊ะ!…กีฬาคงจะเนื้อ…หอม…”

“ก็ต้องมีกันบ้าง คนมันหล่อนี่” ธอร์ยักคิ้วกระล่อนให้

โลกิผลักร่างสูงลงไปนั่งบนโถสุขภัณฑ์ ตามด้วยทิ้งกายลงคร่อมตักร่างสูงใหญ่เอาไว้ มือเรียวประคองใบหน้าหล่อเหลาเข้ามากดจูบ ก่อนกดกายเข้าตอบรับส่วนแข็งขืนใหญ่โตของอีกฝ่ายด้วยตัวเอง

ท่าทีที่เปลี่ยนไปราวหน้ามือกับเป็นหลังมืออดทำให้ธอร์ทึ่งไม่ได้ และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขาได้รู้…

 

โลกิ ลาฟฟี่ซัน ชอบเอาชนะ

 

“เด็กน้อย…ฉันจะสอนให้เองว่าผู้ใหญ่เขาทำกันยังไง”

โลกิกระซิบที่ข้างหูธอร์ ก่อนจะเริ่มสานต่อบทรักของทั้งสองอีกครั้ง ภาพที่อีกคนใช้แขนเท้าเข่าเขาเป็นฐานเพื่อขยับกายขึ้นลง เชิดใบหน้าแดงก่ำขึ้นร้องคราง เป็นอะไรที่อีโรติกที่สุดเท่าที่ธอร์เคยเห็นมาทั้งชีวิตเลย…ขอสาบานต่อโอดินบิดาแห่งสรรพสิ่ง

มือสากขยับปรนเปรอส่วนหน้าไหวระริกให้คนอายุมากกว่าขณะโอบเอวบางเข้ามาแนบชิด เอวสอบกระแทกสวนจังหวะที่ได้รับการสั่งสอน รีดเสียงครางสุขสมจากคนที่ทำให้เขาคลั่งจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แรงส่งสอดรับเพิ่มระดับความรัวเร็วกระทั้นแทก เมื่ออารมณ์ที่แปรปรวนไปมาโหมแตะจุดสูงสุด

และในช่วงสุดท้ายทุกอย่างก็ขาวโพลนไปหมด พร้อมของเหลวขุ่นข้นที่เปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าท้องของคนทั้งสอง

 

 

 

“ผมรักพี่นะ” หลังจากต่างคนต่างสลับกันหอบหายใจจากกิจกรรมเสียเหงื่อเมื่อครู่ คำสารภาพตรงไปตรงมาอีกหนึ่งคำก็ถูกส่งมาให้คนอายุมากกว่าใจเต้นเล่นๆ

“ฉันก็รักนายไปแล้ว…ถ้าทิ้งฉันล่ะก็” โลกิขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างใบหูอีกคน ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่น่าตีเป็นที่สุด “ฉันจะไม่ยกโทษให้นายแน่ ฉันจะทำให้นายเจ็บยิ่งกว่าที่ฉันเจ็บ เข้าใจไหม?”

“โห น่ากลัวจังเลย ผมถอนตัวทันไหมเนี่ย?” หมีตัวใหญ่โน้มกายลงแนบหน้าผากตนกับหน้าผากกว่าของอีกฝ่าย

“แต่ตั้งแต่นายพูดคำว่ารักออกมา…ฉันก็ไม่คิดจะปล่อยให้นายปฏิเสธอีกแล้วล่ะ”

ชายหนุ่มผมดำเอียงใบหน้าไปตามองศาที่จะสามารถจูบกันได้อย่างถนัดถนี่เมื่อถูกขอร้องด้วยสายตา จูบผิวเผินเพียงริมฝีปากแตะมอบความรู้สึกอ่อนโยนเติมเต็มไปทั่วหัวใจ ที่กำลังพองโตด้วยความรู้สึกดีๆที่มีแก่กันและกัน

“ตั้งแต่ผมมองตาพี่ ผมก็ไปไหนไม่ได้อีกแล้วล่ะ…ผมรักพี่นะ โลกิ”

 

 

The End

 

 

ตามหวีดกันที่เพจและทวิตเตอร์ได้นะคะ ^^

One piece The High school Episodes : Uproariously languor XX

บทที่ 19 : สายสัมพันธ์ที่ถูกเชื่อมโยงด้วยความอ่อนโยน

 

“วันนี้รู้สึกเป็นยังไงบ้างซันจิ? ยังเจ็บแผลอยู่รึเปล่า?” การตรวจประจำวันของคุณหมอช็อปเปอร์เริ่มขึ้นอย่างทุกที

อาการของซันจิดีขึ้นมากหลังจากเจ้าตัวได้สติกลับมา เหมือนกับว่ามันฟื้นฟูได้ดีกว่าเดิมอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งๆที่ผ่านไปเพียงหนึ่งคืนแผลที่ท้องก็ปิดแทบสนิทแล้ว ต้องขอบคุณจริงๆที่การผ่าตัดครั้งนี้ได้ศัลยแพทย์มือหนึ่งของแฟรเวนซ์มาช่วยด้วย ช็อปเปอร์กล้ารับประกันเลยว่าทันทีที่เปิดผ้าพันแผลออก จะไม่เหลือรอยแผลเป็นทิ้งไว้บนผิวขาวเนียนแน่นอน

“ขอบใจมากนะช็อปเปอร์ที่ดูแลกันมาตลอด เชื่อได้เลยว่าอนาคตนายต้องเป็นคุณหมอที่เก่งกาจมากแน่ๆ” ซันจิยิ้มแย้มให้ช็อปเปอร์ที่ทำหน้าเขิน

“จะ…เจ้าบ้า! พูดแบบนั้นไปก็ไม่ดีใจหรอกนะ!!” แล้วก็หันไปเต้นท่าแปลกๆอยู่คนเดียว

“พอหายแล้วซันจิจังจะกลับไปพร้อมกับพวกเราเลยรึเปล่า?” นามิถามขึ้นมาเรียกให้ทุกสายตามองไปยังคนที่ต้องตอบเป็นทางเดียวกัน

จริงอยู่ว่าเป้าหมายของพวกเขาที่มาทั้งหมดก็เพื่อพากุ๊กสาวกลับไป แต่ทุกคนก็อยากให้มันเป็นสิ่งที่ซันจิต้องการจริงๆ แม้ว่าเจลมาแห่งนี้จะเป็นอดีตที่เลวร้ายของเด็กสาว สถานที่ซึ่งเธอหลีกหนีมาตลอด แต่หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น อะไรหลายๆอย่างก็แสดงออกไปในทางที่ดีขึ้น พวกพี่น้องวินสโม๊คเองก็ได้ปรับความเข้าใจกันไปมากแล้ว ก็ไม่แน่ว่าซันจิจะยังอยากกลับไปอยู่รึเปล่า…

“ต้องกลับอยู่แล้วสิ” ซันจิระบายยิ้ม ทอดสายตามองไกลออกไปยังวิวทิวทัศน์เบื้องนอกหน้าต่าง สิ่งปลูกสร้างแห่งวิทยาการทั้งหลายคือสิ่งที่มองเห็นได้ลิบๆ และสวนขนาดย่อมๆที่พอจะให้พักสายตาได้คือส่วนที่เห็นได้ชัด นี่เป็นวิวที่แม่ของเธอมองมาตลอดในช่วงวาระสุดท้าย “ฉันไม่ได้อาลัยอาวรณ์ที่นี่หรอก แล้วพวกเรย์ก็ดูแลตัวเองได้ แต่ถ้าพวกนายขาดฉันรับรองต้องหิวจนทำอะไรไม่ถูกแน่จริงไหม?”

ลูฟี่ตอบรับคนแรกอย่างสัตย์จริง ในขณะที่คนอื่นๆก็ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ

“พวกนายคือ ‘ครอบครัว’ ของฉันนะ” ซันจิอ้าแขนออกกว้างโอบกอดเพื่อนๆที่ยืนอยู่ใกล้ๆแน่น ความรู้สึกทั้งหมดที่ได้รับมาช่างแสนอบอุ่น “ขอบคุณนะที่ทำเพื่อฉันขนาดนี้ ขอบคุณจริงๆ”

“อย่าพูดแบบนั้นสิ พวกเราเป็นเพื่อนกันนะ…ไม่สิ เป็นครอบครัวใช่ไหม?” นามินํ้าตารื่นกอดอีกคนเอาไว้แน่น ดีใจเหลือเกินที่เรื่องทุกอย่างจบลงด้วยดี “ถ้างั้นพวกฉันจะไปเก็บของเตรียมตัวนะ จะได้เรียกคนมารับทันพอดี ไม่รู้ว่าทางนั้นจะเป็นยังไงบ้างด้วยสิ”

“นั่นสินะ ข่าวเรื่องสงครามระหว่างวินสโม๊คกับชาล็อตก็ดังไปทั่วโลกแล้วด้วย หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงหน้าหนึ่งเป็นเรื่องนี้ทั้งนั้นเลย ทางเดรสโรซ่ากับอลาบาสต้าก็น่าจะวุ่นวายน่าดู” ซันจิคิดไปถึงหนังสือพิมพ์ที่ตนได้อ่านเมื่อเช้า

เหตุการณ์การโค่นล้มบัลลังก์หนึ่งในสี่จักรพรรดิ ทำให้สามจักรพรรดิคนที่เหลือต้องเพิ่มกำลังพลและคิดหนักมากขึ้นก่อนจะเคลื่อนไหวอะไรในช่วงนี้ และเมื่อหนึ่งที่สามขั้วอำนาจสั่นคลอนพวกที่รอฉวยโอกาสอยู่แล้วก็เริ่มโผล่หางออกมาทีละน้อย แต่แน่นอนว่าอีกไม่นานคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งก็จะสงบลง ตราบใดที่จักรพรรดิคนที่เหลือยังรักษาเสถียรภาพของตัวเองเอาไว้ได้ โลกก็จะยังไม่ดำเนินไปถึงจุดตํ่าสุดในเร็ววันแน่นอน

แต่เรื่องใหญ่แบบนั้นไม่จำเป็นที่เด็กๆจะต้องเก็บมาใส่ใจ นั่นคือสิ่งที่คร็อกโคไดล์ชอบพูดเสมอๆ และผู้ใหญ่แบบเขาก็จะจัดการเรื่องทุกอย่างให้จบลงอย่างสงบเหมือนทุกทีเอง นั่นทำให้ซันจิอดที่จะรู้สึกนับถือคนๆนั้นเพิ่มขึ้นไปอีกเสียไม่ได้

“เรื่องยากๆน่ะช่างมันเถอะ ตอนนี้ไปหาข้าวกินกันดีกว่า…น่าจะจัดงานเลี้ยงกันหน่อยน้า ซันจิอุตส่าห์ฟื้นแล้วทั้งที ชิชิชิ” ลูฟี่หัวเราะร่าเริงแล้ววิ่งออกจากห้องไปเป็นคนแรก ทุกคนมองตามไปก่อนจะถอนหายใจแล้วทยอยเดินตามออกไปบ้าง

“เดินไหวไหม?” โซโลหันไปถามคนเจ็บยิ้มๆ

“แน่นอน” เด็กสาวยิ้มตอบ “แต่ก็อาจจะดีกว่าก็ได้ถ้านายอุ้ม”

ดวงตากลมโตช้อนมองอีกคนอย่างท้าทาย มือเรียวลูบผ่านใบหน้ากร้านสากด้วยไรหนวดอ่อนๆ ที่เจ้าตัวยังไม่โกนออกไปเสียทีพอให้รู้สึกจั๊กจี้ ก่อนจะเดินหัวเราะออกไปจากห้องอย่างมีความสุข กับปฏิกิริยาที่ไม่รู้จะซ่อนหน้าแดงๆของตัวเองไว้ที่ไหนของคนรักหนุ่ม

คนโดนแกล้งกัดฟันกรอดอย่างหมั้นเขี้ยว อยากกระชากคนช่างยั่วเข้ามาฟัดสักทีสองทีแต่ก็ได้แต่อดใจเอาไว้ เก็บไปคิดบัญชีทีเดียวตอนอีกฝ่ายหายดีแล้ว ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเป็นคนสุดท้าย

 

…………………………………………………..

 

งานเลี้ยงเล็กๆถูกจัดขึ้นจนได้ตามความต้องการของลูฟี่ เด็กสาวเข้าครัวอย่างไม่สนใจสีหน้าเหมือนจะจับเธอมัดเอาไว้ของช็อปเปอร์ ติดสินบนเล็กๆด้วยสายไหมสีชมพูที่เจ้าตัวชอบ แล้วลงมือทำอาหารที่ไม่ได้ทำมานานแล้วอย่างร่าเริง โดยมีโคเซ็ตที่ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ทำอาหารด้วยกันอีกครั้ง ร่วมกับจัดเตรียมอาหารจำนวนมากเพื่อเลี้ยงทั้งกลุ่มหมวกฟาง และพวกพี่น้องวินสโม๊คที่เข้ามาแจมด้วยอย่างแนบเนียน

บรู๊คถือโอกาสดีเปิดเปียโนที่ไม่ได้แตะมานาน บรรเลงบทเพลงขับกล่อมบรรยากาศให้รื่นเริงยิ่งขึ้น ยิ้มมีความสุขไปกับภาพงานเลี้ยงสนุกสนานที่ไม่ได้เห็นมานาน นานจนเกือบลืมไปแล้วว่าตนเองชอบเล่นเปียโนแค่ไหน สายตาผู้อาวุโสมองไปยังเด็กหนุ่มเจ้าของรอยแผลเป็นที่ใต้ตาขวา เด็กหนุ่มอ่อนเยาว์ผู้เป็นคลื่นลูกใหม่แห่งยุคสมัย กำลังเต้นรำท่าแปลกๆไปพร้อมกับช็อปเปอร์ โดยไม่รู้ถึงพรสวรรค์ในการรวบรวมผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวกันของตนเอง

พ่อบ้านชราหัวเราะออกมาด้วยเสียงประจำตัว พลางขับร้องบทเพลงที่ตัวเขารักมากที่สุดอย่างสนุกสนาน ช่างน่าเสียดายที่ภายใต้ความสนุกสนานนี้ขาดคนคนหนึ่งไปด้วย…

ซันจิเดินออกมาสูบบุหรี่มองภาพที่แสนคุ้นเคยอย่างมีความสุข แค่ได้มองผู้คนอันเป็นที่รักทานอาหารที่เธอเป็นคนทำอย่างเอร็ดอร่อย เธอก็คิดว่าตัวเองมีความสุขมากแล้วจริงๆ แม้แต่คาตะกุริเองก็ยังดูจะเพลิดเพลินกับงานสังสรรค์นี้ไปด้วย เธอเชื่อว่าอีกไม่นานเขาก็จะสามารถปล่อยให้ตนคิดว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง กับกลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างสนิทใจ

กุ๊กสาวหัวเราะน้อยๆให้กับภาพที่ลูฟี่แย่งอาหารกับยนจิ และนิจิที่ทำท่าหวงของหวานอย่างออกน่าออกตา จนช็อปเปอร์กับคาตะกุริทำหน้ามุ่ยใส่ หรืออิชิจิที่ท้าดวลดื่มกับนามิและโซโล พวกคนคอแข็งทั้งหลายกระดกทั้งเหล้าทั้งเบียร์หรือกระทั่งไวน์หมดไปเป็นโหลๆ เธอหัวเราะออกมาเบาๆและฮัมเพลงทำนองสนุกสนานไปในลำคอ

นัยน์ตาสีอความารีนเหลือบมองไปรอบๆมองหาใครคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่เธอตามหาเมื่อคืนนี้ แน่นอนว่าเขาไม่อยู่ในงานเลี้ยงนี้…

“บรู๊ค เห็นเขาบ้างไหม?” เด็กสาวเดินเข้าไปถามพ่อบ้านของตน

“โยะโฮะโฮะโฮะ อยากคุยกับท่านจั๊ดหรอครับท่านซันจิ” มือชำนาญไม่ได้หยุดขยับ กล่าวออกมาด้วยนํ้าเสียงนุ่มสงบ “เชื่อว่าท่านน่าจะอยู่ในห้องทำงานนะครับ”

ซันจิไม่กล่าวอะไรอีกนอกจากเดินหายเข้าไปในครัวอีกครั้ง แล้วกลับออกมาพร้อมกับถาดที่ใส่อาหารจัดแต่งสวยงาม เด็กสาวกรอกตามองบนเล็กน้อยก่อยจะพาตัวเองออกจากห้องอาหารไป จุดหมายปลายทางเธอรู้ดีว่าขาของตนจะพาไปที่ไหน แต่ใจก็ยังไม่พร้อมเท่าไร

ไม่มีเวลาให้ได้เตรียมแม้กระทั่งคำพูดแรก เธอก็เดินมาถึงหน้าประตูห้องทำงานของราชาแห่งวินสโม๊คแล้ว ซันจิยื่นมือออกไปที่ประตูห้องค้างอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเคาะลงไปสองสามครั้ง เสียงใหญ่ตอบรับเบาๆมาจากอีกด้านของประตู เธอจึงเปิดมันและเดินเข้าไป

“ทางเหนือเป็นไงบ้าง มีพวกทหารเรือเข้ามา…” จั๊ดเอ่ยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง แล้วประโยคคำถามของเขาก็ถูกกลืนลงท้องไปในทันที

ความเงียบเกาะกุมไปทั่วบริเวณทันทีที่เจ้าของห้องได้เห็นหน้าผู้มาเยือนเต็มๆตา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขามีคำถามกับเธอมากมายก่ายกอง แต่ตอนนี้เขากลับจนด้วยคำพูดไปหมด…ไม่แน่ใจว่าตัวเองควรเริ่มต้นอย่างไรถึงจะดี

“พวกลูฟี่กำลังปาร์ตี้กันอยู่ น่าแปลกนะที่เจ้าของปราสาทไม่ออกไปร่วมสังสรรค์ด้วย กลายเป็นคนชอบทำงานนั่งโต๊ะตั่งแต่เมื่อไรกัน?” ซันจิกลั้นใจพูดออกไปเหมือนกับทุกอย่างปกติดี “ฉันก็ไม่ได้อยากเข้ามากวน แต่ยังไงก็น่าจะกินอะไรสักหน่อยนะ”

ซันจิเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของอีกฝ่าย กวาดตามองหาที่ว่างแล้วก็ถอดใจให้กับกองเอกสารมากมายบนนั้น ก่อนจะเลือกเดินไปหาที่ว่างๆอื่นแทน อย่างเช่นบนโต๊ะเล็กๆที่มีบางอย่างคลุมทับด้วยผ้าผืนใหญ่อยู่

“เดี๋ยวก่อน!” เสียงทุ้มร้องห้ามเสียงดัง

แต่ก็ช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เพราะมือเรียวกระตุกผ้าผืนใหญ่นั่นออกไปให้พ้นทางแล้ว เผยให้เห็นบางสิ่ง…บางสิ่งที่เคยปรากฎขึ้นในงานประมูลใต้ดิน บางสิ่งที่หายไปอย่างเป็นปริศนา และบางสิ่งที่ว่า คือรูปวาดของเธอเอง…

เป็นตัวเธอในชุดเจ้าหญิงในวันงานโรงเรียนเมื่อปีก่อน ทั้งเทคนิคและโทนสี หรือที่สำคัญที่สุดอย่างลายเซ็นท์ที่มุมขวาล่างของภาพก็การันตีได้อย่างดีว่า นี่คือรูปที่พลซุ่มยิงประจำกลุ่มหมวกฟาง อุซปเป็นคนวาดขึ้นมา

ถ้ามันมาปรากฏอยู่ที่นี่ก็ย่อมต้องหมายความว่า…

ซันจิหันกลับไปมองจั๊ดที่ลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัวแล้วยกมือขึ้นปกปิดดวงตาเอาไว้นั้นช้าๆ ความรู้สึกบางอย่างก่อเกิดขึ้นในจิตใจของเด็กสาว คล้ายคลื่นที่ซัดเอาเปลือกหอยขึ้นมาเกยบนหาด

“นาย…ประมูลมาหรอ…รูปของฉัน…” เด็กสาวถามพึมพำ

ความเงียบคืบคลานเข้ามาแทนที่ กดดันให้คนทั้งสองในคู่สนทนาตกลงสู่ห้วงความคิดของตัวเอง ก่อนที่เด็กสาวจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาอีกครั้ง

“เอ่อ…ช่างมันเถอะนะ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรมากมาย…แค่เอาเจ้านี่มาให้เท่านั้น กินให้หมดด้วยล่ะ!!” พูดจบก็เอากลับไปวางบนโต๊ะอีกฝ่าย ไม่สนใจอีกแล้วว่าจะทับเอกสารสำคัญอะไรเข้ารึเปล่า

ตอนนี้เธอเพียงแค่ต้องการพาตัวเองออกจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้เท่านั้น แรกเริ่มเดิมทีเธอก็ไม่คิดจะคุยกับเขาอีกแล้ว…อดีตที่ผ่านมามันเลวร้ายมากเกินกว่าที่เด็กตัวเล็กๆอายุไม่ถึงสิบขวบดีจะรับได้ ซึ่งมันยังคงฝังเป็นแผลใจจนถึงทุกวันนี้และเธอไม่ได้คิดอยากปรับความเข้าใจกับอีกฝ่ายอยู่แล้ว เพียงแต่มีเรื่องที่คิดว่าจำเป็นต้องพูด เพื่อไม่ให้มีอะไรค้างคาใจอีกก่อนที่เธอจะกลับไป

ซันจิเดินไปถึงหน้าประตูแล้ว แต่เธอก็ยังไม่เดินออกไป มือเรียวจุดบุหรี่มวนใหม่ขึ้นสูบสงบความว้าวุ่นในจิตใจ เอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับไปมองอีกฝ่าย

“…ตอนที่ฉันยังไม่ได้สติ ฉันได้เห็นท่านแม่ด้วย”

“โซระหรอ?…” ราชาวินสโม๊คเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังที่มีเรือนผมยาวปกคลุม “เธอ…สบายดีไหม?”

นํ้าเสียงของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่ซันจิก็พอสัมผัสได้ว่ามันแสนเศร้าเพียงใด

“ท่านสบายดี แล้วก็ไม่อยากให้ฉันไปอยู่ด้วยเร็วๆนี้เท่าไร ฮาๆ ไม่เปลี่ยนไปเลยนะทั้งที่ผ่านมานานมากแล้วแท้ๆ…” เด็กสาวหัวเราะแห้งๆ ให้คำพูดตัวเอง “แล้วท่านก็บอก…ว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้ฉันยกโทษให้นาย”

ประโยคนั้นทำให้ดวงตาเจ็บปวดของจั๊ดเบิงกว้าง แทบไม่เชื่อหูกับสิ่งที่ตนได้ยิน นํ้าตาไหลรินอีกครั้งเมื่อความเข้มแข็งที่สะกดกลั้นมาทั้งหมดพังทลายลงอย่างง่ายดาย

“รู้ไหมมันยากนะที่จะลืมทุกอย่างที่คุณทำกับฉันมาตลอด มันเจ็บปวดมากนะที่โดนทอดทิ้งทั้งๆที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ฉันระหกระเหินเร่ร่อนออกจากที่นี่ เดินทางไปไกลแสนไกลเกินกว่าครึ่งโลกจนได้เจอคนที่ดีกับฉัน เจอสถานที่ของฉันและมีความสุขได้ แต่นายก็กลับมาและพาฉันกลับมาสู่สถานที่ที่เลวร้าย เรื่องที่เลวร้าย…แต่ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแบบนั้น ถึงแม้ว่ามันจะยาก ฉันก็คิดว่าสักวันฉันจะทำได้” เด็กสาวเอี้ยวตัวกลับมามองคนที่ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ “สักวันพวกเราคงจะได้กลับเป็นครอบครัวอีกครั้ง…”

ซันจิยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี เอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนที่จะพาตัวเองเดินออกจากห้องมา

“นายรู้อยู่แล้วว่าฉันอยู่ที่ไหน ว่างๆก็ลองมาสิ…ที่บาราติเอน่ะ แล้วก็อย่าลืมปรับความเข้าใจกับคนอื่นๆด้วย”

ความอ่อนโยนที่ไม่ได้รับมานานตั้งแต่ภรรยาผู้เป็นที่รักจากไป ในตอนนี้เขาได้รับมันอีกครั้งแล้วจากลูกสาวที่ตัวเขาทอดทิ้งมาตลอด…นํ้าตาที่ไหลไม่หยุดให้กับความอ่อนโยนนั้นค่อยๆละลายความเย็นชาในหัวใจของราชาผู้เลือดเย็นอย่างง่ายดาย เขาได้รับการอภัยแล้วให้กับทุกสิ่งที่ทำมา และได้รับโอกาสที่จะแก้ตัวใหม่อีกครั้งอย่างแท้จริง

มือใหญ่ตักอาหารที่เด็กคนนั้นทำขึ้นมากินทั้งที่นํ้าตายังไม่หยุดไหล รสชาติที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ที่ซันจิใส่เอาไว้ในทุกๆกระบวนการตระเตรียมอาหาร เขากลืนมันลงไปและตักคำถัดไป และถัดไปอีกครั้งกระทั่งมันหมดลง ความอร่อยที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงจากสิ่งที่ลิ้มรับรสได้ ทว่ามันมาจากความสุขลึกๆในจิตใจที่ยากจะลืมเลือนนี้

 

……………………………………………………….

 

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วโดยที่กุ๊กสาวก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆอย่างน่ายินดี แล้วในที่สุดเมื่อเธอหายดีจนพร้อมออกเดินทางแล้ว เรื่องน่าดีใจก็ทยอยผ่านเข้ามาให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง ทั้งกำลังทหารที่ถอนทัพกลับศูนย์ใหญ่แล้วจากทั้งเดรสโรซ่าและอลาบาสต้า หรือคลื่นปั่นป่วนที่เกิดจากศึกล้มบิ๊กมัมที่ค่อยๆสงบลงแล้ว โดยที่ทั่วนิลเวิลก็ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เครือข่ายของบิ๊กมัมทั่วโลกเองก็ล้วนถูกทลายลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนที่ถูกกดขี่อยู่ภายใต้อำนาจของหญิงผู้บ้าคลั่งเองก็ยินดีกับเรื่องนี้มากทีเดียว

นามิกะเวลาแล้วตัดสินใจติดต่อกลับไปยังเพื่อนๆที่อีกซีกโลกหนึ่ง ก่อนจะได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจว่าสามารถส่งเรือกลับมารับพวกเราได้ วันนี้กลุ่มหมวกฟางทุกคนจึงได้ฤกษ์เก็บข้าวของเตรียมเดินทางกลับบ้านกันได้เสียที ทันทีที่ได้กลับไปก็คงทันช่วงเปิดเทอมพอดี

เที่ยงวันของวันนี้ทิศทางลมและกระแสนํ้าเป็นไปในทางที่ดีที่สุด แล้วเรือขนาดย่อมสีแดงขาวสดใสที่มีหัวเรือคล้ายกับสิงโต ก็มาจอดเทียบท่าที่เจลมาตามเวลาที่เด็กสาวผมส้มคำนวณเอาไว้พอดิบพอดี อุซปกับแฟรงกี้แทบกระโดดลงจากเรือมาหาซันจิในทันทีที่ได้เห็นหน้า แม้จะได้รับรู้อาการอีกฝ่ายจากน่ามิตลอด แต่พอมาได้เจอตัวเป็นๆมันก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะดีใจจนออกนอกหน้าแบบนี้

สองหนุ่มรีบนำเสนอผลงานชิ้นโบแดงให้กับลูฟี่และช็อปเปอร์ในทันทีที่เห็นหน้า ซึ่งนั่นก็คือเรือด้านหลังพวกเขานั่นเอง นอกจากจะมีทั้งสองคนแล้ว ก็ยังได้ไอซ์เบิร์กและช่างจากกาเลล่าที่สร้างรถไฟเดินสายรอบโลกเหล่านั้น มาช่วยต่อเรือลำนี้ขึ้นมาภายใต้ชื่อว่า ‘เธาท์ซันท์ ซันนี่’

ในเมื่อคนพร้อม เรือพร้อมแล้ว ในที่สุดทุกคนก็เตรียมตัวออกเรือกันอย่างร่าเริง พวกพี่น้องวินสโม๊ค บรู๊คและ คาตะกุริก็มายืนส่งด้วยสีหน้าเหมือนไม่อยากให้ไปสักเท่าไร

“เดินทางดีๆนะซันจิ” เรย์จูเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงน้องสาวเข้ามากอดแน่นๆ นี่อาจะเป็นการจากลาครั้งสุดท้ายก่อนจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วก็ได้

“ไม่ได้เป็นห่วงหรอกนะ เข้าใจไหม!?” นิจิเดินเข้ามาขยี้ผมเธอแรงๆ พูดโดยไม่มองหน้าเธอแม้แต่น้อย ก่อนจะหลีกทางให้ยนจิกระโดดเข้ามาร่วมวงบ้าง

“ไว้คราวหน้าก็มาดูพวกฉันในสนามนะ จะโชว์ฟอร์มที่ดีที่สุดให้เธอดูแน่นอน!” พูดจบก็ฉีกยิ้มกว้างตามประสา

“พวกฉันคงคิดถึงเธอ” อิชิจิเดินมาปิดท้ายพร้อมกับคาตะกุริ

มือใหญ่ๆของว่าที่พี่เขยลูบศีรษะเธอแผ่วเบาแทนคำอวยพร และตบท้ายด้วยบรู๊คที่อวยพรให้เธออย่างสุขุม ความเป็นห่วงนั้นฉายชัดอยู่ในแววตาของพ่อบ้านอาวุโส เป็นการส่งท้ายที่ชวนให้รู้สึกเหงาไม่น้อยทีเดียว

“ไม่เอาน่าอย่าทำหน้าเหมือนจะไม่ได้เจอกันแล้วอย่างนั้นสิ พวกนายก็รู้ว่าฉันอยู่ที่ไหนไม่หรอ?” เด็กสาวจุดบุหรี่ขึ้นสูบอย่างทุกที “ว่างๆก็แวะมาที่บาราติเอสิ เดี๋ยวจะจัดโต๊ะพิเศษให้เลยตกลงนะ”

ได้ยินแบบนั้นกลุ่มคนที่ทำสีหน้าไม่สู้ดีก็ยิ้มออกมาได้ ความรู้สึกที่ว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วถูกปลิดปลิวไป…

 

ต้องได้เจอกันอีกแน่

 

“จะไม่ไปบอกลาพ่อเธอหน่อยหรอ?” โซโลทักเมื่อเด็กสาวขึ้นเรือมาโดยไม่ได้เห็นราชาวินสโม๊คมาส่ง

“ไม่จำเป็นหรอก” ซันจิส่ายหน้าเล็กน้อย

โซโลมองสีหน้านิ่งสงบปราศจากเรื่องกังวลใจของอีกฝ่ายพร้อมขยับยิ้มที่มุมปาก เด็กหนุ่มหามุมเอนหลังพร้อมหลับตาลง ฟังเสียงกัปตันหนุ่มตะโกนบอกให้ออกเรือ พร้อมกับสายลมแผ่วเบาที่พัดพาเข้ามาละผิวกายอย่างอ่อนโยน เหมือนคำอวยพรสำหรับการออกเรือของกลุ่มหมวกฟาง

เรือลำเล็กเคลื่อนพ้นไปจากเจลมาแล้ว โดยที่มีสายตาของราชามองส่งลงมาจากหน้าต่างห้องทำงานของตน ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด เพียงแค่ส่งความรู้สึกออกไปอย่างเงียบงันเท่านั้น จั๊ดก็เชื่อว่ามันจะต้องส่งไปถึงอย่างแน่นอน

 

ใช่…ต้องได้พบกันอีกแน่นอน

 

กลุ่มหมวกฟางเดินเรือไปจนลับสายตา ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าเรือลำเล็กๆแบบนั้นล่องไปได้ว่องไวแบบนี้ จั๊ดหันกลับเข้ามาในห้องมองไปยังภาพวาดของเด็กสาวที่ยังถูกวางเอาไว้ที่เดิม ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวพร้อมคำตัดสินใจที่ผุดขึ้นมาในทันที

ราชาเดินออกจากห้องมองไปยังผนังที่มีภาพแขวนเอาไว้มากมาย แล้วตัดสินใจที่จะ ‘แขวน’ มันเพิ่มเข้าไปอีกภาพหนึ่ง จั๊ดมองสบตากับดวงตาสีอความารีนของเด็กสาวในภาพวาด ก่อนเหยียดยิ้มกว้างออกมาแล้วออกคำสั่งเดินเรือออกไปเสียงเข้มอีกครั้ง

แม้ในตอนนี้เส้นทางของพวกเราจะสวนทางกัน แต่สักวันหนึ่ง…ในสถานที่ที่พวกเราทุกคนล้วนรู้ดีว่ามันเป็นที่ไหน พวกเราจะต้องได้เจอกันอีกอย่างแน่นอน

 

…………………………………………………………..

 

การเดินทางบนเรือลำใหม่อดทำให้สมาชิกคนอื่นๆที่ไม่ได้เห็นมาก่อนอดตื่นตาตื่นใจไปเสียไม่ได้ แฟรงกี้กับอุซปก็ได้โอกาสโชว์อุปกรณ์เจ๋งๆของเรือซันนี่กับลูฟี่และช็อปเปอร์ ในขณะที่นามิเดินสำรวจไปรอบๆอย่างตื่นเต้น และซันจิที่ไปยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ท้ายเรือ

สายตาเหม่อลอยของเด็กสาวทอดยาวไปตามเส้นทางที่ผ่านมา ปล่อยความคิดให้ว่างเปล่าเรื่อยเปื่อย กระทั่งสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนอบอุ่นที่โอบรัดรอบเอวตนแผ่วเบา และปลายคางเนียนโกนหนวดออกเรียบร้อยแล้วที่วางเกยลงบนไหล่ เด็กสาวขยับมือขึ้นใช้สองนิ้วคีบบุหรี่พ่นควันออกยาวๆ ปล่อยให้แฟนหนุ่มกอดเอาไว้อย่างนั้น เอนกายอิงไออุ่นจากอีกคนอย่างออดอ้อน

มือหยาบลากสัมผัสต้นคอขาวไล่ไปถึงใบหู และหยุดลงที่ต่างหูของตนที่หูซ้ายของอีกฝ่าย เพราะเรือนผมยาวนี้ปิดเอาไว้ตลอดเวลาทำให้แทบไม่สามารถมองเห็นมันได้เลย แต่โซโลก็ดีใจที่ซันจิยอมใส่มันเอาไว้แบบนี้ เขาไม่รู้หรอกว่าเด็กสาวเข้าใจความหมายของมันรึเปล่า แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะขยายความว่ามันเป็นเหมือนสัญญาลักษณ์ตีตราจองของเขา ไม่ให้พวกแมลงน่ารำคาญมายุ่มย่ามกับคนของเขาในตอนที่ต้องห่างกัน

โซโลจับเรือนผมยาวขึ้นมาประทับจูบแผ่วเบา เรียกให้คนที่อยู่ในอ้อมแขนได้แต่หน้าเห่อร้อน ทั้งสองไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำอะไรออกมา เพียงแค่ทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของกันและกัน ซึมซับตัวจนของอีกฝ่ายทดแทนช่วงเวลาที่เสียไปเนิ่นนาน ก่อนที่ใครสักคนจะโน้มใบหน้าอีกคนเข้ามาหา และมอบรสจูบหอมหวานที่ทั้งเร่าร้อนและอ่อนโยนไปในเวลาเดียวกัน

เนิ่นนานกระทั่งลมหายใจขาดห้วงริมฝีปากทั้งคู่จึงยอมผละจากกันออกมา สองหนุ่มสาวแนบหน้าผากเข้าด้วยกันหัวเราะออกมาแผ่วเบาด้วยนํ้าเสียงต่างโทน

“รักนายนะ โซโล”

“อืม ฉันก็รักเธอ”

คำบอกรักสั้นๆส่งให้แก่กันและกันพอให้ชุ่มชื้นหัวใจ โดยที่ทั้งสองคนเลือกที่จะเมินเพื่อนๆคนอื่นๆที่แอบดูอยู่ตั้งแต่แรกแบบไม่เนียนเอาเสียเลยอย่างไม่ใส่ใจ แสร้งทำเหมือนไม่รู้อะไรและหันหน้ามองท้องทะเลกว้างใหญ่ต่อไปเงียบๆ ปล่อยให้เจ้าพวกนั้นยอมถอดใจแล้วแยกย้ายกันไปเอง

อีกไม่นานทุกคนก็จะได้กลับบ้านอีกครั้ง การเดินทางในครั้งนี้ช่างยาวนานเสียจริงๆสำหรับซันจิ แต่กลับไม่ได้รู้สึกเหนื่อยไปมากกว่าการวิวาททุกครั้งที่ลูฟี่จะมุ่งหน้าลุยนำไปก่อนเสมอ ก่อนจะกลับบ้านพร้อมๆกันด้วยบาดสักหน่อย งานเลี้ยงทั้งเล็กและใหญ่อีกสักนิด กับความรู้สึกสนุกสนานที่ก่อเกิดจากการผจญภัย

 

…………………………………………………………………..

 

เวลาผ่านไปเพียงแค่สามวันทุกคนก็กลับไปถึงสถานที่เดิมๆแสนคุ้นเคยอีกครั้ง ทุกคนมองหน้ากันและกันก่อนจะต่างคนต่างกลับบ้านกันบ้าง โซโลกับซันจิมองส่งแฟรงกี้กับอุซปเอาเรือไปเก็บที่อู่ท้ายเมือง ก่อนจะหันมองหน้ากันเองเล็กน้อยแล้วออกเดินไปพร้อมกัน

ซันจิจุดบุหรี่ตัวที่สี่ของวันแล้วนับตั้งแต่เดินลงจากเรือซันนี่ ท่าทางเจ้าตัวจะเป็นกังวลไม่น้อยที่กำลังจะกลับไปที่บาราติเอแล้ว และก็เหมือนว่าระยะทางมันจะสั้นกว่าปกติอย่างไรก็ไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็มาหยุดยืนอยู่หน้าภัตตราคารชื่อดังเสียแล้ว

ดูเหมือนช่วงที่ห่างหายไปจะมีการต่อเติมภัตตราคารใหม่เพิ่มเติมด้วย ท่าทางจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นพอสมควรเลยทีเดียว

“ตื่นเต้นรึไง ไม่ต้องห่วงฉันจะไปเป็นเพื่อน” มือหยาบแตะแขนเด็กสาวเล็กน้อยให้กำลังใจ

ซันจิพยักหน้ารับในหัวคิดตระเตรียมคำพูดมากมาย มือขยับจัดเสื้อผ้าชุดเก่งโทนสีดำเหมือนเช่นทุกทีให้เรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูร้านเดินเข้าไป

“ยินดีต้อนรับครับคุณลูกค้…า…ซันจิ!!” พาร์ตี้ที่เดินออกมาต้อนรับลูกค้านั่นเองที่เจอเด็กสาวเป็นคนแรก

ทันทีที่ได้ยินเสียงตะโกนโหวกแหวกชื่อของเธอ กุ๊กคนอื่นๆในครัวก็แย่งกันวิ่งออกมาที่หน้าร้านจนล้มคะมำไม่เป็นท่า น่าแปลกใจที่เห็นเอ็กซ์ เดรกอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ดูเหมือนเขาจะมาคอยเฝ้าที่นี่เอาไว้ให้ในตอนที่พวกลูฟี่ยกพลไปลุยกัน

ทุกคนเข้ามารุมถามนู่นถามนี้ บ้างก็ตะคอกใส่เธอทั้งๆที่ยกแขนเสื้อขึ้นซ่อนใบหน้าเปื้อนคราบนํ้าตา บ้างก็เข้ามากอดเธอแน่น ยี้หัวจนฟูยุ่งไปหมด และบ้างก็เอ่ยต้อนรับเธอกลับมาอย่างยินดี…

“กลับมาแล้วหรอซันจิ” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นแทรกขึ้นกลางความวุ่นวายย่อมๆ

ทุกคนแหวกทางออกอย่างรู้งานเผยให้เห็นเซฟ ขาแดงผู้ยืนกอดอกมองมายังเธอจากนอกสุดของวง เขาทำสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ ที่ขอบตาคนอายุมากรื่นไปด้วยนํ้าตาใสๆ

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” กล่าวออกมาด้วยนํ้าเสียงสั่นๆ

ทุกถ้อยคำที่ตระเตรียมความเข้มแข็งที่เพียรสร้างขึ้น เพื่อให้สามารถกลับมามองหน้าคนตรงหน้าได้อย่างสง่าผ่าเผย ทะลายสลายกลางเป็นฝุ่นละอองอย่างง่ายดายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ร่างบอบบางที่ไม่ห้ามนํ้าตาตัวเองอีกแล้วกระโจนเข้าใส่เซฟ กอดชายผู้ที่เธอรักและเทิดทูนเหนือกว่าใครแน่น ร่างของเขาซูบไปเล็กน้อยให้เธอสัมผัสได้ แต่ก็ยังแข็งแรงดีเสมอแบบที่ผู้ชายที่ใช้ชีวิตมาครึ่งช่วงอายุคนแล้วไม่น่าจะทำได้

“กลับมาแล้วค่ะ!! ขอโทษค่ะโอนเนอร์…ขอโทษที่ทำตัวเอาแต่ใจนะคะ!” ซันจิร้องไห้โฮกอดเซฟเอาไว้แน่น

ทั้งสองกอดกันและกันเอาไว้ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ความเป็นห่วงทั้งหลายสลายหายไปพร้อมกับบรรยากาศน่ายินดีทั้งหมดนี้ ทุกคนต่างร่วมซาบซึ้งไปกับภาพที่สองพ่อลูกได้มาพบกันอีกครั้ง ก่อนจะจบลงด้วยการปิดภัตตราคารฉลองกันอย่างสนุกสนาน

ความวุ่นวายแบบนี้แหละคือสถานที่ของเธอย่างแท้จริง…เธอได้กลับมาแล้ว

 

…………………………………………………..

 

กว่างานเลี้ยงต้อนรับจะจบลงได้ ท้องฟ้าด้านนอกก็ฉาบย้อมด้วยแสงอาทิตย์สีส้มเสียแล้ว ซันจิตัดสินใจว่าจะไปส่งโซโลเหมือนเคย ในขณะที่เดรกก็ขอตัวกลับบ้านบ้าง แน่นอนว่ากุ๊กสาวไม่ลืมที่จะกล่าวยํ้าคำขอบคุณอีกครั้งก่อนแยกกัน คนใจดีก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากยิ้มกว้างโคลงหัวเล็กน้อยแล้วหมุนตัวเดินแยกไปอีกทาง เหลือเพียงโซโลกับซันจิที่เดินไปตามทางที่คุ้นเคยอีกครั้งเท่านั้น

“คิดถึงเมื่อก่อนเลย เหมือนมันผ่านไปนานมากทั้งๆที่มันก็แค่ปีที่แล้วเอง” ซันจิจุดบุหรี่สูบด้วยมือข้างที่ว่าง และมืออีกข้างก็จับมือกับเด็กหนุ่มเอาไว้ “ต่อจากนี้นายจะทำอะไรโซโล?”

“จะเรียนต่อไหม หรือว่าจะทำงาน?”

เด็กสาวหันไปมองแฟนหนุ่ม เขาเองก็หันกลับมายิ้มให้ซันจิฉีกยิ้มมั่นใจออกมาแล้วตอบด้วยนํ้าเสียงมั่นใจแสนน่าหมั่นไส้อย่างทุกที

“จะเป็นนักดาบอันดับหนึ่งของโลก”

ซันจิกระตุกยิ้มตอบ โคลงหัวให้เขาเบาๆ แกว่งแขนที่จับกันเอาไว้ไปมาไม่ให้ว่างเกินไป เดินไปตามทางที่จำได้แม่นในความทรงจำเสมอ นึกถึงภาพวันวานที่ยังเป็นเพียงเด็กไม่ประสีประสาและทะเลาะไร้สาระกับอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ กระชับสายสัมพันธ์ของกันและกันให้แนบแน่นโดยไม่รู้ตัว มุทะลุและวิวาทไปเรื่อยเปื่อยไม่สนใจกับบาดแผลที่ได้รับเลยสักครั้ง

แต่ถ้าผ่านจากช่วงนี้ไปแล้วก็คงต้องถึงเวลาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เสียที เธอไม่แน่ใจว่าพวกเรากลุ่มหมวกฟางจะยังอยู่ด้วยกันเหมือนเมื่อก่อนอีกไหม ในเมื่อต่างคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง แต่ถึงเธอจะกังวลเธอก็จะไม่ลังเลที่จะก้าวต่อไป เพราะความเชื่อมั่นในตัวกัปตันหนุ่มคนนั้น และแรงผลักดันจากคนที่กุมมือเธอเอาไว้ด้วย

“แล้วเธอล่ะจะเอายังไง จะเรียนต่อรึเปล่า?” โซโลถามกลับบ้าง

“นั่นสินะ…” เด็กสาวทำหน้าครุ่นคิดแวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบกลับ “จะเรียนอีกทำไม ในเมื่อมีงานจริงๆให้ทำอยู่แล้ว เนอะ”

ทั้งสองคนหัวเราะร่วนออกมาพร้อมๆกันพร้อมกับระยะทางแสนสั้นที่สิ้นสุดลง ประตูรั้วแสนคุ้นเคยปรากฎที่เบื้องหน้าของเธอแล้ว เด็กสาวปล่อยมือเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าบ้าน โบกมือลาเมื่อเห็นอีกคนเปิดประตูรั้วจนมันลั่นเสียงโหยๆเหมือนทุกที และหันหลังเตรียมจะกลับบ้าน

“เฮ้! ยัยกุ๊ก”

เสียงแหบห้าวที่ดังเรียกทำให้เด็กสาวชะงักเตรียมจะหันไปมอง ทว่าช้ากว่ามือใหญ่ที่โอบรอบเอวรั้งใบหน้าเธอเข้ามาประกบจูบจากด้านหลัง ขบเบาๆบนกลีบปากอิ่มที่ยังคลุ้งกลิ่นบุหรี่ยี่ห้อประจำของเจ้าตัว ซันจิหน้าแดงวาบตีแขนเขาอย่างเขินอายแล้วเดินหนีกลับไปทันทีที่เขาปล่อยมือ

“ฝากสวัสดีพวกคุณลุงมิฮอว์กด้วย ส่วนเรื่องขอโทษเดี๋ยวฉันจะมาพูดเองตกลงนะ” พูดรัวๆแล้วก็เดินจากไป และยิ่งอับอายเมื่อเด็กหนุ่มหัวเราะเสียงดังๆออกมาอย่างจงใจ

โดยที่ทั้งสองคนไม่ได้สังเกตเลยว่าทุกการกระทำของพวกเขานั้น อยู่ภายใต้การจดจ้องของบุคคลสามคนที่แงบประตูบานออกมาจ้องอย่างออกหน้าออกตา

เพโรน่าหน้าร้อนผ่าวแทบจะลงไปดีดดิ้นด้วยความเขินแทน ในขณะที่สองหนุ่มทำแค่มองหน้ากันและกันสลับกับมองภาพเจ้าลูกชายตัวดีที่ยกยิ้มได้ใจไม่ยอมกลับเข้าบ้านมาเสียที คิดในใจเหมือนๆกันโดยไม่ได้นัดหมาย

แชงค์ฉีกยิ้มกว้างซนๆออกมา ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านตามมิฮอว์กที่เดินนำไปก่อนแล้วทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นอะไรมาก่อน ปล่อยให้เด็กสาวเพียงคนเดียวของคฤหาสน์ดรากูลกระโดดออกไปแซวพี่ชายตนเองอย่างสนุกสนาน

“เด็กๆเนี่ยดีจริงๆเลยน้า” แชงค์เอ่ยออกมาอย่างอารมณ์ดี

“พวกเขาผ่านเรื่องที่ยากมาแล้วก็จริง แต่ต่อจากนี้ต่างหากที่เป็นของจริง…อุปสรรคใหม่ๆมักพุ่งเข้าใส่ผู้คนเสมอ ยิ่งเติบโตเรื่องที่ต้องแบกรับก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย ไม้ใกล้ฝั่งอย่างพวกเราก็ทำได้เพียงจดจ้องและรับรู้เรื่องราวของพวกเขาเท่านั้น แต่ก็ใช่ล่ะนะ…เป็นเด็กน่ะดีกว่าจริงๆซะด้วยสิ” มิฮอว์กยักไหล่เล็กน้อย เปิดไวน์ราคาแพงออกมารินใส่แก้วสองใบ ส่งมันให้กับคนรักแล้วดื่มพร้อมกัน

“ตามนั้นเลยครับ ที่รัก” คนอารมณ์ดีเสมอยิ้มแย้ม

มองออกไปนอกหน้าต่างที่กลางคืนกำลังจะมาเยือนด้วยความสบายอกสบายใจ ทำตัวไม่เหมือนคนที่เพิ่งจะลงไปสงบความวุ่นวายของโลกใต้ดินเมื่อไม่กี่วันก่อนเลยแม้แต่น้อย

ถึงแม้จักรพรรดิผมแดงจะดูเป็นจักรพรรดิที่ง่ายๆสบายๆ และไม่มีกำลังพลมากมายหวือหวาอะไร แต่ถ้าไม่เจ๋งจริงเขาจะมายืนบนจุดสูงอันตรายแบบนี้ได้จริงหรือ? ยิ่งเมื่อเจ้าตัวเปิดเผยความสัมพันธ์ที่มากเกินเพื่อน ระหว่างตนเองกับอีกหนึ่งขั้วอำนาจของโลกอย่างเจ้าของฉายาตาเหยี่ยวคนนี้แล้วด้วยยิ่งแล้วใหญ่

โลกของผู้ใหญ่มันก็วุ่นวายแบบนี้จนแชงค์อดนึกย้อนกลับไปสมัยยังเด็ก ใส่เครื่องแบบนักเรียนเดินตามคนรักตัวเองต้อยๆไปเสียไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นแค่อดีตไปแล้วในตอนนี้ ปัจจุบันที่ได้อยู่ข้างกันย่อมสำคัญกว่าเป็นไหนๆ

 

…………………………………………………..

 

หลังจากหนีเรื่องน่าอายของคนไม่รู้จักยางอายมาได้ ซันจิก็จํ้ารวดเดียวแบบไม่อ้อยอิ่งกลับมาถึงภัตตราคารบาราติเอก่อนฟ้าจะมืดสนิทได้ทันพอดิบพอดี เธอเลือกจะเดินเข้าทางหลังร้านเหมือนที่ชอบทำเป็นปกติ ในครัวเวลานี้มืดสนิทและเงียบสงบปราศจากผู้คน จานชามทั้งหลายที่ถูกใช้ไปก่อนหน้านี้ก็ล้างเก็บเข้าที่เรียบร้อย ดูเหมือนว่าเหล่ากุ๊กฉกรรจ์ทั้งหลายจะเหน็ดเหนื่อยพอดู จนเข้านอนกันแต่หัวคํ่าแบบนี้

ซันจิเองก็เหนื่อยมากแล้วเหมือนกัน ทั้งจากการเดินทางและการเลี้ยงฉลอง เธอคิดว่าวันนี้จะแช่นํ้าสบายๆแล้วเข้านอนบ้าง ก่อนที่จะเริ่มต้นวันใหม่อีกครั้งอย่างจริงจัง ทว่าทันทีที่ขาเรียวจะก้าวออกจากครัวไป เสียงของเซฟที่ดังลอดมาพอให้ได้ยินกับแสงไฟที่ลอดผ่านจากด้านหน้าร้านมาก็ทำให้เธอชะงัก

อะไรบางอย่างในใจทำให้ซันจิหยุดขาที่กำลังจะก้าวออกไป และแอบฟังบทสนทนาของเซฟจากอีกฝั่งหนึ่งแทน เด็กสาวอดสงสัยตัวเองไปเสียไม่ได้ เมื่อรู้สึกว่ากำลังทำตัวลับๆล่อๆเหมือนโจรในบ้านตัวเอง

“ทำไมมาเอาป่านนี้ล่ะ”

เหมือนกับว่าจะมีแขกเข้ามาและน่าจะไม่ใช่ลูกค้า ด้วยนํ้าเสียงของเซฟทำให้เธอคิดเช่นนั้น ซันจิพยายามมองลอดออกไป แต่เห็นแค่เพียงแผ่นหลังในชุดกุ๊กสีขาวของเซฟเท่านั้น

“เฮ่อ…เด็กคนนั้นเจ็บปวดมากแค่ไหน แกเคยรู้บ้างรึเปล่า? เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบที่ต้องเดินทางคนเดียว ระหกระเหินข้าวผ่านทะเลอันตรายนี่มาถึงครึ่งโลก แกเข้าใจความรู้สึกของเธอหรอ?”

นํ้าเสียงของเซฟดูเกรี้ยวกราดจนเด็กสาวตกใจ เขายกมือขึ้นสูงอย่างที่ซันจิเดาว่าคงจะกระชากคอเสื้อคนที่กำลังคุยด้วยอยู่ และจากมุมมองนี้เธอเดาว่าผู้มาเยือนคงจะสูงกว่าเซฟมากพอควรทีเดียว

“ถ้าเสียใจก็น่าจะมาให้เร็วกว่านี้นี่!?”

ชายผู้เดินทางมาถึงครึ่งหนึ่งของอายุขัยทำให้เด็กสาวเบิกตากว้าง เธอเริ่มจะเดาได้ลางๆแล้วว่าใครกันแน่ที่มาเป็นแขกไม่ได้รับเชิญในวันนี้ ร่างบอบบางทรุดตัวลงนั่งหันหลังพิงผนังกอดเข่าตัวเองเอาไว้ ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าแบบไหนและไม่สามารถจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ดับความรู้สึกในอกได้ด้วยในตอนนี้

“เขาเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่วันที่ฉันเสียขาข้างนี้ไป ซันจิโทษตัวเองเสมอว่ามันเป็น เพราะตัวเองที่พรากทุกอยากไปจากฉัน แต่เปล่าเลยเด็กคนนั้นได้มอบสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตให้กับฉันแล้วต่างหาก…แล้วเขาก็มักจะเอาตัวเองไปเสี่ยงเพราะเรื่องของฉันเสมอ เรื่องครั้งนี้ก็เหมือนกัน” เสียงเซฟดูเหนื่อยล้า แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความเข้มแข็ง “ดังนั้นต่อจากนี้ฉันจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก คงเข้าใจใช่ไหมจั๊ด

“อ่า…เข้าใจอยู่แล้วล่ะ ฉันแค่…มาเพื่อขอโทษเท่านั้น” เสียงที่ไม่ได้ยินมาไม่กี่วันไม่ทำให้ซันจิแปลกใจ แต่ประโยคที่เขากล่าวต่างหากที่ทำให้นํ้าตาไหลออกมาอีกครั้ง

โซโลมักจะพูดเสมอว่าเธอเป็นพวกขี้แย แต่กับเรื่องแบบนี้ใครมันจะไปทนได้กันล่ะ…การที่อารมณ์อ่อนไหว กับเรื่องอ่อนไหวมันผิดที่ตรงไหนกัน เด็กสาวก้มใบหน้าลงกับเข่ากลั้นเสียงสะอื้นจนไหล่สั่น

“อย่าเข้าใจผิดฉันไม่ได้ห้ามแกไม่ให้มาที่นี่ สิ่งที่ฉันบอกคือให้แกทำในสิ่งที่ถูกต้องเสียที…เชื่อสิว่าลึกๆที่ไหนสักแห่งในใจของเด็กคนนั้นก็ยังคงคิดว่าแกเป็นพ่ออยู่ ถึงแม้จะไม่พูดออกมาตรงๆก็เถอะ…ใช่ไหมล่ะซันจิ”

คนรู้ทันเอ่ยเรียกให้เด็กสาวที่แอบอยู่หลังกำแพงสะดุ้งตกใจ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะยอมเดินออกจากความมืดไป ภาพของคุณพ่อทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกันทำให้นํ้าตาที่ไหลอยู่แล้วไหลรินมากยิ่งขึ้นอีก เชฟในชุดสีขาวกับจั๊ดในชุดสีดำ…พ่อทั้งสองคนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนอกจากสีผม แต่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นครอบครัวคนสำคัญ ซันจิกระโจนเข้าใส่ทั้งสองคนกอดกันและกันเอาไว้แน่น

ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีวันนี้…ถูกอย่างที่เซฟพูด ลึกลงไปในใจของเด็กสาวในจุดที่เธอจดจำภาพของท่านแม่เอาไว้ ที่ตรงนั้นนั่นเองที่เธอคาดหวังว่าพวกเราพ่อแม่พี่น้องจะได้อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวอีกครั้ง เป็นครอบครัวเล็กๆที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้และรักกันอย่างสนิทใจ

แม้ว่าบาดแผลในอดีตจะสาหัสสากันจนยากที่จะรักษาให้หายได้ในเวลาอันสั้น แต่ด้วยความอ่อนโยนที่ได้รับการปกป้องเอาไว้นั้น จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน…วันที่สายสัมพันธ์ทั้งหมดจะถูกเชื่อมโยงเอาไว้ด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

หายไปยาวนานมากกกกก ขอโทษนะคะที่มาลงช้าแบบนี้

เรื่องมหาลัยกับการย้ายกับหออีกมากมายเลยค่ะเลยวุ่นวาย

พาร์ทสุดท้ายจะเป็นบทส่งท้ายนะคะ หลังจากนี้เราจะทำแบบสอบถามการรวมเล่มขึ้นมาค่ะ

ในเล่มรวมจะมีตอบพิเศษเสริมขึ้นมา ซึ่งจะขออนุญาตไม่ลงในนี้นะคะ

ถ้าหากว่าเราได้จำนวนที่มากพอจะส่งพิมพ์ ก็จะเปิดให้พรีออเดอร์ค่ะ

แต่ถ้าไม่ก็จำเป็นต้องพับโครงการเก็บไปนะคะ ฮาๆ

ขอบคุณทุกๆคนที่ติดตามและอ่านมาจนถึงบันทัดนี้นะคะ รักทุกคนเลยค่ะ^^

[Thorki] Among The Sunlight Of Dawn : แจ้งนะคะ

ก่อนอื่น ต้องขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความสนใจกับงานของเรา มันเป็นการพิมพ์และออกงานเป็นครั้งแรก แล้วเราก็ไม่ได้โปรโมทอะไรมากมายเลย แต่วันงานเราก็ได้เจอคนที่เดินเข้ามาหาแล้วก็บอกเราว่าตามมากจากเด็กดี ขอบคุณจริงๆนะคะ เป็นกำลังใจที่ดีมากๆเลยค่ะ หลังจากนี้ก็จะมีเรื่องอื่นๆตามมาอีกนะคะ ขอให้คนที่สนใจติดตามกันต่อไปนะคะ สามารถติดตามเราได้ทาง เพจ JinJan ค่ะ

แล้วก็จะมีรอบเก็บตกเล็กๆน้อยๆหลังงาน เราจะแนบลิงก์ไว้ให้ สามารถติดตามรายละเอียดได้ตามลิงก์เลยนะคะ https://www.facebook.com/JinJan-195248760823781/

 

ขอบคุณอีกครั้งจริงๆนะคะ

[Thorki] Among the sunlight of dawn : Chapter 2

 

 

6.58 น.

กรมตำรวจในยามกลางวันวุ่นวายมากกว่ายามกลางคืนมาก เจ้าหน้าที่มากมายมารวมตัวกันมากขึ้นทั้งที่สถานีและที่แล็บ เพราะคำยืนยันจากผลชันสูตรศพเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา นักข่าวที่จมูกไวยิ่งกว่ามดวิ่งเข้าใส่น้ำตาลก็แห่เข้ามารวมตัวกันที่หน้าประตูตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ถ้าไม่ได้เจ้าหน้าที่คอยกันเอาไว้จากด้านหน้าป่านนี้กรมคงแตกไปแล้ว

ธอร์และสก็อตซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงถูกเรียกไปประชุม ยังห้องทำงานสำหรับคนที่มีตำแหน่งใหญ่ที่สุดของแล็บ ‘นิค ฟิวรี่’ ชายผิวสีผู้คาดผ้าปิดตาสีดำทาบทับดวงตาข้างขวาเอาไว้ กำลังยืนเอามือไพล่หลังมองมายังเจ้าหน้าที่ทุกคนด้วยสีหน้านิ่งขึงจริงจัง สองหนุ่มผู้มาใหม่ยืนรวมอยู่ด้านหลังเงียบๆ ไม่นานเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจน่าเชื่อถือก็ดังขึ้นเป็นการเปิดประชุมเร่งด่วน โดยมีเจ้าหน้าที่รอสซึ่งถูกเรียกตัวมาอย่างเร่งด่วนและหมอสเตรนจ์ยืนอยู่ข้างๆ

“จากรายงานการชันสูตรศพของเหยื่อทั้งสองรายจากคดีที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง นี่เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะเราไม่มีหลักฐานอะไรอยู่ในมือเลยแม้แต่อย่างเดียว เจ้าฆาตกรยังลอยนวลอยู่ข้างนอกนั่น โดยที่เราไม่รู้เลยว่ามันจะลงมืออีกเมื่อไรหรือกับใคร ผมขอให้พวกคุณให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นอับดับแรกสุด เราจำเป็นจะต้องมีข้อมูลมากพอจะตอบคำถามกับนักข่าวที่ออกันอยู่ด้านนอก อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อให้ประชาชนระวังตัว

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอเอเวอร์เรต  รอสจะมาช่วยเราในการทำคดีนี้แทนแฟนดรัลที่ยังติดงานที่ชิคาโก ต่อจากนี้ไปก็ตั้งใจหาหลักฐานเท่าที่ทำได้ ธอร์ สก็อตพวกนายกลับไปลงพื้นที่ สำรวจที่เกิดเหตุสอบถามพยานแวดล้อม แยกย้ายได้”

ฟิวรี่หันไปรับโทรศัพท์ทันทีที่พูดจบ เขาจำเป็นต้องตอบคำถามกับบรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากมายที่หัวหมุนไปกับสื่อที่พุ่งประเด็นเข้าใส่และต้องการคำตอบไม่ต่างกับคนในแล็บแม้แต่น้อย แต่คนพวกนั้นมีตัวเลือกที่ดีกว่าคือการเอาความกดดันทุกอย่างมาลงให้กับแล็บอาชญากรรม สีหน้าของทีมสืบสวนทุกคนเคร่งเครียดมากขึ้นไม่เว้นแม้แต่โทนี่ สตาร์คที่ยังถือโดนัทเอาไว้ในมือ เจ้าหน้าที่แต่ละคนต่างกระจายตัวกันกลับไปทำงานที่ค้างเอาไว้ พยายามเคลียร์คดีที่ค้างคาอยู่ให้จบเพื่อให้เต็มที่กับคดีใหญ่ที่เข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว

รอสลงลิฟต์ไปกับหมอสเตรนจ์และทุกคนก็ไม่ห้ามปรามอะไร กับคนที่ทำท่าจะยึดเจ้าหน้าที่ตัวค่อนไปทางเล็กคนนั้นไว้กับตัวไม่แบ่งใคร ในขณะที่สก็อตเดินไปด้านหน้าส่วนของกรมตำรวจเพื่อแจ้งข่าวและกระจายกำลังการตรวจสอบ ส่วนธอร์ก็จะกลับไปยังที่เกิดเหตุ

เขาแวะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อพาร์ทเม้นท์ตัวเอง ใช้เวลาไม่นานก็พาตัวเองที่สะอาดขึ้นในชุดใหม่ประดับตราที่ข้างเอวพร้อมปืนพกออกมาทำงานอีกครั้ง รถตำรวจที่ข้างประตูมี

อักษรฟอนต์สากลเขียนว่า ‘New York Police’ สีดำตัดกับตัวรถสีขาวจอดรอเขาอยู่ กระจกข้างคนขับลดลงจนสุดเผยให้เห็นสก็อต แลงค์ที่สวมแว่นดำพาดแขนลงกับกรอบกระจก ดื่มกาแฟจากแก้วกระดาษของร้านประจำที่หัวมุมบล็อกสองรออยู่

ชายหนุ่มทักทายเพื่อนเล็กน้อยและได้รับการยกมือตอบพอเป็นพิธี ธอร์เปิดประตูพาตัวเองเข้าไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ แล้วสก็อตก็สตาร์ทเครื่องทันทีเมื่อของเหลวผสมคาเฟอีนไหลลงคอจนหมดแก้ว

นายตำรวจหนุ่มผมดำอธิบายไปด้วยขณะติดไฟแดงที่สี่แยกที่สอง สก็อตมอบหน้าที่เขตลาดตระเวนให้กับตำรวจในและนอกเครื่องแบบไปหมดแล้ว ต่างคนต่างประจำการตามตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้โดยมีหน้าที่หลักคือการสอดส่องเพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งแม้ตอนนี้จะเป็นเวลากลางวันก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเจ้าฆาตกรโรคจิตนั่นจะไม่ลงมืออีก ส่วนธอร์และแลงค์จะแยกกันไปสอบถามพยานบุคคลจากสถานที่เกินเหตุทั้งสองที่ผ่านมา

“ฉันจะไปส่งนายที่ที่เกิดเหตุเมื่อเช้าส่วนฉันจะไปดูที่อพาร์ทเม้นท์เอง ได้เรื่องอะไรก็ส่งความคืบหน้าด้วย” ชายหนุ่มสรุปใจความพอดีกับที่ขายาวแตะเบรกหลุดรถลงที่หน้าตรอกแสนคุ้นตา เทปกั้นที่เกิดเหตุสีเหลืองยังไม่ได้รับการเก็บกลับไป ด้านในตรอกยังมีเจ้าหน้าที่แล็บตรวจหาหลักฐานกันอยู่คนสองคน

เมื่อถึงจุดหมายโอดินสันก็ก้าวลงจากรถ เขาไม่แน่ใจนักว่าจะได้อะไรจากสถานที่เกิดเหตุนี้รึเปล่า ชายหนุ่มถามเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยสนิทมากนักถึงหลักฐานที่เก็บได้ แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าไปกว่าเมื่อคืนที่เขาได้รู้ บนตัวเหยื่อไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลยซึ่งสอดคล้องกับสภาพตรอกมืดๆ ที่แม้จะเป็นตอนเช้าก็ไม่มีแสงสว่างส่องลอดเข้ามาถึงมากนักและไม่มีร่องรอยการเสียหายอะไรที่ผิดปกติ ขยะที่ถูกทิ้งไว้ยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนแอ่งน้ำสกปรกที่เจิงอยู่ที่พื้นและหายไปตรงตำแหน่งที่เหยื่อนอนอยู่

ธอร์ตัดสินใจละทิ้งจุดเกิดเหตุที่ไม่น่าจะได้อะไรเพิ่มเติม จากข้อมูลที่ได้รู้มาเหยื่อสาวลูกครึ่งเอเชียคนนี้ทำงานที่ร้านอาหารญี่ปุ่นบล็อกข้างๆ บางทีเขาอาจเริ่มจากการไปถามเจ้าของร้าน

เขาไม่ได้ใช้เวลานานในการเดินหาร้านดังกล่าว เพราะท่ามกลางย่านร้านอาหารเช้าสไตล์ยุโรปมีเพียงร้านเดียวเท่านั้นที่ขึ้นป้ายไฟเป็นตัวอักษรแปลกตา และติดธงสีขาวมีจุดสีแดงตรงกลาง ที่หน้าประตูกระจกบานเลื่อนตกแต่งด้วยม่านไม้ไผ่ ความเรียบง่ายของทั้งโทนสีและสไตล์การจัดร้านชวนให้นึกถึงภูเขาไฟที่มีเมฆเคลื่อนผ่านเชื่องช้า

มือใหญ่เลื่อนเปิดประตูด้วยท่าทีสงบตามบรรยากาศ มีเสียงกล่าวต้อนรับนำมาเป็นอย่างแรกด้วยภาษาเอเชียที่เขาไม่เข้าใจ ภายในร้านเองก็ตกแต่งให้เหมือนกับประเทศต้นตำหรับแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งโต๊ะไม้เตี้ยที่ทาเคลือบเปิดเปลือยลวดลายเปลือกไม้ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ถูยกสูงขึ้นจากทางเดิน และเบาะผ้ารองนั่งที่ใช้ต่างเก้าอี้ ที่ด้านหน้าโต๊ะแต่ละตัวจะมีฉากกั้นระหว่างกันและมีผ้าดิบสีขาวบ้างกรมบ้างใช้แทนประตู เพิ่มความเป็นส่วนตัวแบบบ้านๆได้อย่างลงตัว แต่ก็ยังมีเคาน์เตอร์ที่คล้ายกับบาร์เหล้าให้ลูกค้าที่มาคนเดียวสามารถนั่งได้ด้วยที่มุมในสุดของร้าน ด้านหลังบาร์ไม้นั้นพ่อครัวในชุดเครื่องแบบสีขาวสวมหมวกเรียบร้อยสะอาดสะอ้านยืนรับออเดอร์อยู่ด้วยตัวเอง

ภายในร้านมีลูกค้าอยู่ประปรายค่อนไปทางบางตา ธอร์สอดส่ายสายตามองไปได้เพียงครู่พอให้ทันได้เห็นหนุ่มแอฟริกันในชุดฮู้ดสีเข้ม สวมสร้อยเส้นใหญ่สีทองและสีเงินแวววาว กำลังยกเครื่องดื่มร้อนๆในถ้วยกระเบื้องเคลือบลวดลายไม้ไผ่ที่น่าจะวาดด้วยการตวัดพู่กันง่ายๆขึ้นซดอย่างสงบ ก่อนที่หญิงสาวในชุดที่ธอร์เห็นผ่านตามาบ้างและพอจะจำได้ว่ามันเรียกว่ากิโมโน รวบผมขึ้นเรียบร้อยด้วยปิ่นไม้ จะเดินเข้ามาหาเขาด้วยกิริยาสุภาพอ่อนน้อม

“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า ไม่ทราบว่าได้จองโต๊ะเอาไว้รึเปล่าคะ?” เธอค่อมหลังลงเล็กน้อยก่อนจะพูด สำเนียงอังกฤษที่ไม่ชัดเจนตามเจ้าของภาษาสนับสนุนใบหน้าที่แตกต่างกับชาวยุโรปโดยสิ้นเชิง

ดวงตาของเธอเรียวเล็กเหมือนกรอบหน้า ขอบตานั้นบวมแดงแบบที่แม้จะพยายามใช้เครื่องสำอางช่วยกลบมันก็ยังสามารถสังเกตเห็นได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เธอก็ยังขยับยิ้มและรอเขาอย่างอดทนใจเย็น ธอร์ขยับเปิดเสื้อนอกออกให้เห็นตราตำรวจที่ข้างเอวแทนคำตอบ

“ผมมาเรื่องวาเนสซ่า คุณเป็นเจ้าของร้านใช่ไหมครับ?” ชายหนุ่มเกริ่นนำ

“ไม่ค่ะ ดิฉันเป็นเพียงพนักงานเท่านั้น แต่ตอนนี้เขาคงกำลังยุ่งอยู่เขาเป็นเชฟด้วยน่ะค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เธอเป็นเด็กดีค่ะคุณตำรวจ…เธอเป็นลูกจ้างร้านเรามาได้สองสามปีแล้ว ร้านเราเป็นร้านเล็กๆที่เปิดจากคนที่อพยพย้ายถิ่นมาจากเกาะเล็กๆที่อีกฝั่งของทะเล พวกเราจึงพยายามรักษาวัฒนธรรมของพวกเราเอาไว้ ถึงเธอจะเป็นลูกครึ่งแต่เธอก็ยึดมั่นในเลือดครึ่งหนึ่งของเธอมากทีเดียว เธอไม่เคยเข้างานสายและไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยแม้แต่น้อยค่ะ ดิฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นกับคนดีๆแบบเธอ”

หญิงสาวหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกจากผ้าที่พันรอบเอว เธอซับน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเงียบๆ ธอร์ไม่เร่งรัดเธอหรือทำอะไรมากไปกว่าหลีกทางให้ลูกค้าคนถัดไปเดินเข้ามา

“เสียใจด้วยครับ”

“ได้โปรดเถอะค่ะคุณตำรวจ จับคนที่ทำเรื่องแบบนี้กับเธอ” หญิงสาวค่อมหลังอีกครั้งเป็นการขอตัว หลีกทางให้เขาเข้าไปหาเจ้าของร้านที่หยิบกระทะขึ้นเทน้ำมันลงไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“ขอโทษนะครับ ผมเป็นตำรวจอยากจะสอบถามเรื่องของวาเนสซ่า”

ตราตำรวจถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ เชฟวัยกลางคนหันมามองครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจหันไปเรียกเด็กหนุ่มผู้ช่วยเข้ามาทำแทน ก่อนเดินออกจากเคาน์เตอร์มาเพื่อดึงให้เขาไปยืนคุยกันที่มุมเงียบๆของร้าน

“เมื่อวานเธอเข้าและออกจากกะกี่โมงครับ?”

“ร้านของเราเปิดตั้งแต่ตีห้าถึงห้าทุ่ม ส่วนยูมิน่ะทำงานกะดึกเธอจะเข้ามาช่วงทุ่มหนึ่งและเลิกงานห้าทุ่ม เมื่อวานเธอก็เข้ากะตรงเวลาแล้วก็เลิกงานตามปกติ ตอนนั้นเธออยู่ช่วยเก็บร้านแล้วก็ออกไปทางประตูหลัง…ยูมิหันกลับมายิ้มแล้วก็บอกพวกเราว่าจะกลับแล้วนะ ไม่คิดเลยว่านั่นจะกลายเป็นประโยคบอกลา…ผมน่าจะไปส่งเธอที่ถนนใหญ่…” ใบหน้าเคร่งขรึมก้มลงมองพื้น

“เสียใจด้วยครับ แต่คุณไม่ใช่คนผิดหรอกนะ…คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเธออีกบ้าง? เธอมีศัตรูหรือคนที่อยากจะฆ่าเธอรึเปล่า?” ธอร์ถามต่อตามหน้าที่ อีกฝ่ายชักสีหน้าเล็กน้อยตอบสวนกลับมาในทันที

“ไม่ครับ เธอเป็นเด็กดีถ้าใครที่คิดจะฆ่าเธอ คนคนนั้นคงจะต้องเป็นซาตาน”

ธอร์เงียบไปกับความจริงจังในน้ำเสียงและสีหน้า เขาถามต่อไปอีกสองสามคำถามแต่ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมมากนัก ชายหนุ่มยอมถอยกลับออกมาเมื่อหมดความสงสัย บรรยากาศในร้านที่เงียบสงบดูจะหนักอึ้งมากขึ้นยามเขาจากออกมา สถานที่ซึ่งคนเป็นอยู่เพื่อเสียใจให้กับคนตายมักหดหู่เสมอ ตั้งแต่เขาเลือกที่จะทำงานในสายนี้เขาก็ต้องยอมรับแล้วว่าเขาจะต้องแบกรับความรู้สึกเหล่านี้และเดินหน้าต่อไป

ชายหนุ่มกระชับเสื้อนอกถอนหายใจยาวๆที่หน้าร้าน ในหัวยังคงพยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหยื่อทั้งสองราย ฆาตกรโรคจิตโดยทั่วไปที่ธอร์เคยพบมักจะมีรสนิยมในการเลือกเหยื่อ ส่วนมากจะเลือกเหยื่อที่มีลัษณะจากคนที่เคยมีความหลังฝังใจกันมาก่อน อย่างเช่น ถ้าคนคนนั้นเคยถูกทำร้ายร่างกายด้วยผู้หญิงผมแดงแล้วกลายมาเป็นฆาตกรโรคจิต เหยื่อของเขาก็มักจะเป็นผู้หญิงผมสีแดงเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วฆาตกรโรคจิตก็มักจะมีรูปแบบการลงมือที่ทิ้งเอกลักษณ์เอาไว้ บ้างก็เพื่อแสดงตัวโอ้อวด บ้างก็เพื่อท้าทายเย้ยหยันตำรวจ

ในกรณีของคดีนี้เขายังหาความสัมพันธ์ในการเลือกเหยื่อไม่ได้ มันดูไม่มีอะไรเลยที่เชื่อโยงโปรแกรมเมอร์เข้ากับสาวเสิร์ฟ แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็รู้รูปแบบการลงมือแม้จะยังไม่สามารถระบุไปได้อย่างแน่ชัด แต่การถ่ายเลือดของเหยื่อออกไปจนหมดตัวโดยปราศจากร่องรอยบาดแผลคือวิธีการของมัน ดังนั้นมันพอจะทำให้สันนิษฐานได้คร่าวๆว่าหากเกิดคดีครั้งต่อไปที่เป็นแบบนี้ ฆาตกรจะต้องเป็นคนเดียวกันอย่างแน่นอน…ซึ่งเขาหวังว่ามันจะไม่มีเหยื่อรายถัดไป

ขายาวก้าวไปตามทางเดินที่จะไปอพาร์ทเม้นท์ของวาเนสซ่า มันสามารถเดินไปได้สองทางคือจากด้านหน้าร้านเดินเลียบถนนใหญ่มาเรื่อยๆ หรือเดินจากทางหลังร้านก็จะเป็นการเลาะตรอกเปลี่ยวมืดๆ แต่ธอร์เดาว่ามันน่าจะเป็นทางลัดเพราะเขาใช้เวลาไม่นานเลยเพื่อเดินผ่านที่เกิดเหตุไปจนถึงตึกสูงสีหม่นๆ ชายหนุ่มก้าวเข้าไปคุยกับเจ้าของอพาร์ทเม้นท์สองสามคำ ก็ได้กุญแจสำรองของห้องพักหญิงสาวมา

ธอร์เดินขึ้นบันไดอยู่สองสามชั้นก็พาตัวเองมาถึงหน้าห้องของเธอจนได้ มันแปะป้ายเล็กๆเข้ากับฟอนต์น่ารักเป็นชื่อของหญิงสาวที่อยู่กลางบานประตู ชายหนุ่มไขกุญแจเข้าไปภายในห้องพักขนาดกลางที่น่าจะใหญ่ไปสักหน่อยสำหรับหญิงสาวตัวเล็กๆเพียงคนเดียว มีโซฟาสีครีมตั้งอยู่ที่กลางห้องติดกับโต๊ะเตี้ยสีขาว ถัดไปอีกนิดก็เป็นโทรทัศน์หน้าจอประมาณยี่สิบสี่นิ้ว ห้องครัวและห้องน้ำสะอาดสะอ้านดีไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนในห้องนอนนอกจากเตียงเดี่ยวขนาดหนึ่งคนนอนกับโต๊ะอ่านหนังสือที่มีนิยายจากร้านหนังสือเช่า ซึ่งถูกคั่นด้วยใบเสร็จที่ยาวประมาณสามในสี่ของความยาวเล่ม กับไดอารี่ปกกำมะหยี่สีแดงเลือดนก

ชายหนุ่มเปิดมันออกตัวเขียนสวยงามถูกบรรจงลงบนหน้ากระดาษที่มีเส้น เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันและความประทับใจในนิยายที่เพิ่งจะอ่านไป นอกเหนือจากนั้นบางวันที่น่าจะเป็นวันที่ไม่ดีเท่าไรนักของเธอ วาเนสซ่าก็แทนที่มันด้วยรูปวาดน่ารักๆ เธอค่อนข้างมีพรสวรรค์ทีเดียว

ธอร์ปิดมันและวางลงที่เดิมเขามองไปยังรูปของหญิงสาวกับชายหนุ่มหน้าตามีอายุและคล้ายคลึงกัน ยิ้มแย้มอยู่ภายในกรอบรูปง่ายๆ มันตั้งอยู่บนโต๊ะของเธอตรงด้านหน้า ในตำแหน่งที่ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมาก็จะได้เห็นมันอย่างชัดเจน และมันทำให้เขานึกถึงครอบครัวขึ้นมาแวบหนึ่ง

ธอร์ส่ายหน้าเขาเริ่มสำรวจอีกรอบแต่ก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมมากขึ้นเลย เกือบสองชั่วโมงถัดมาเขาทิ้งตัวลงกับโซฟามันนุ่มกว่าที่ตาเห็นไม่น้อย เสียงถอนหายใจครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ของวันดังจากเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาในหัวเขายังคงว่างเปล่า เปลือกตาบางปรือปิดลงอย่างอ่อนล้า เขาพักอยู่ครู่และตัดสินใจจะกลับไปยังแล็บอีกครั้ง นึกสงสัยไม่น้อยที่วันนี้ยังไม่ได้รับสายอะไรจากใครเลย

กุญแจถูกคืนให้ผู้ดูแล ชายหนุ่มเดินออกมาจากอพาร์ทเม้นท์เดินกลับไปยังตรอก เสียงเรียกเข้าแรกของเช้าวันใหม่ดังขึ้นอีกครั้ง ธอร์หยิบมันออกมากดรับกรอกเสียงตอบไปตามสายอย่างเคยชิน

“’ไงโอดินสันนี่ฉันเองนะ ฉันรู้ว่าฟิวรี่อยากให้เรามุ่งประเด็นความสนใจไปที่คดีฆาตกรรมต่อเนี่อง แต่ว่าตอนนี้จาวิสก็เจาะไปเข้าในระบบเราเข้าถึงบัญชีของเด็กคนนั้นแล้ว ฉันได้อ่านแชทที่เธอคุยกับคนทางอินเทอร์เน็ต ในช่วงสองสามอาทิตย์มานี้ดูเหมือนว่าเธอจะคุยกับผู้ชายคนหนึ่งที่ใช้ชื่อแอคเคาท์ว่า Honey_J อย่างสม่ำเสมอ เนื้อหาที่คุยกันเชื่อได้เลยว่าไอ้หมอนี่กำลังจีบเธออยู่และเธอไม่เล่นด้วย พ่อหนุ่มนั่นโกรธน่าดูเลยล่ะ” แว่วเสียงนิ้วกระทบแป้นพิมพ์รัวเร็วเป็นจังหวะ “แล้วที่ดีที่สุดของความพยายามในการเจาะไฟล์วอล์ของฉันก็คือ เรารู้แล้วว่าพ่อหนุ่มเจ้าเสน่ห์คนนั้นเป็นใครพร้อมกับคลิปวีดิโอที่จะใช้เป็นหลักฐานมัดตัวได้แบบดิ้นไม่หลุดเลยล่ะ”

สีหน้าชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นตึงเครียดพยักหน้ากับโทรศัพท์ตอบรับอีกสองสามคำก็วางสาย เขาถอนหายใจช้าๆกับเจ้าเครื่องมือสื่อสารสีดำ คำพูดสุดท้ายของโทนี่ สตาร์คยังวนเวียนอยู่ในหัวของเขา มันเป็นคำฝากฝังให้เขาจับเดนมนุษย์ที่ซ้อมผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งจนตายให้ได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะต้องกลับไปยังการสืบสวนของคดีหลัก

ชายหนุ่มโทรกลับไปยังสถานีแจ้งข้อมูลสำคัญจากแล็บไปยังตำรวจในเครื่องแบบ แว่วเสียงตอบรับและสั่งการวุ่นวายก่อนสายจะถูกตัดไป เขาจะไม่ไปจับเจ้าบาร์เทนเนอร์สองหน้านั่นเองเมื่อยานพาหนะคู่ใจนอนรออยู่ที่อพาร์ทเม้นท์และเพื่อนรักที่ขับรถมาส่งไว้ก็ยังไม่กลับมา และเขายังมีอีกหนึ่งงานสำคัญที่ต้องไปทำ

การมารอรถไฟใต้ดินจึงเป็นตัวเลือกแรกที่พาให้ชายหนุ่มมายืนล้วงกระเป๋าอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้ ใบหน้าหล่อเหลายังไม่ทิ้งจากความเคร่งขรึม ในหัวเขาตระเตรียมคำพูดมากมายสำหรับงานสำคัญนั้น ปกติมันไม่ใช่หน้าที่ของเขาและมักจะเป็นของนิค ฟิวรี่อยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นหัวหน้า แต่เป็นเพราะเขามีประสบการณ์มากกว่า พบเจออะไรมามากกว่า และจัดการกับเรื่องราวแบบนี้ได้ดียิ่งกว่าใครๆ ทว่าในตอนนี้ที่ทุกคนวิ่งวุ่นวายกันไปหมดมันก็คงต้องเป็นเขาอย่างช่วยไม่ได้

ขายาวก้าวเข้าไปในรถไฟทันทีที่มันจอดเทียบชานชาลาและประตูบานเลื่อนอัตโนมัติเปิดออก เสียงหญิงสาวที่อัดไว้เพื่อเปิดแจ้งเตือนชื่อสถานีดังขึ้นทุกครั้งที่ประตูเปิดออก ผู้โดยสารมากมายเดินสวนทางกันตามแต่จุดหมายที่แต่ละคนจะไป ส่วนจุดหมายของเขาก็คือสองสถานีก่อนปลายทาง มันเป็นชานชาลาที่มีคนไม่มากนักอาจเป็นเพราะเวลาที่ผู้คนควรจะนั่งประจำที่ในบริษัทกันแล้ว

เขาเดินขึ้นบันไดช้าๆสูดลมหายใจเข้าลึกทันทีที่กลับขึ้นมายังถนนใหญ่อีกครั้ง สภาพรอบด้านสงบและเป็นบ้านเรือนเพราะแถวนี้เป็นย่านค่อนไปทางชานเมือง มีเด็กน้อยวิ่งเล่นและขี่จักรยาน

ผ่านหน้าเขาไปสองสามคน มันเป็นบรรยากาศดีๆที่ชวนให้รู้สึกอยากพักผ่อนเสียเหลือเกิน เขานั่งลงบนเก้าอี้สาธารณะตัวยาวสีขาวจ้องไปยังบ้านเดี่ยวหลังขนาดกลางๆ ทาสีอบอุ่นเบื้องหน้าอย่างชั่งใจ

ข้อความถูกส่งเข้ามาแจ้งข่าวแสดงความยินดี เจ้าหน้าที่ที่เขาโทรแจ้งไปจับกุมคนร้ายได้เรียบร้อยแล้วและเจ้าตัวก็รับสารภาพเมื่อจำนนต่อหลักฐาน

ธอร์ถอนหายใจยาวๆ เขาลุกขึ้นยืนเดินตรงไปยังประตูไม้สีขาวตรงหน้า มือใหญ่ยกขึ้นเคาะสามครั้งเป็นมารยาทยามปรับสีหน้าเป็นนิ่งเฉย และข่มเก็บทุกความรู้สึกทุกอย่างในใจได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“N.Y.P.D ครับ”

หญิงสาววัยกลางคนเป็นผู้ออกมาเปิดประตู ใบหน้าของเธอมีร่องรอยแต่งแต้มไปตามกาลเวลา แต่ก็สามารถคาดเดาได้เลยว่าเธอต้องเป็นคนที่สวยมากแน่นอนสมัยสาวๆ ขอบตาของเธอแดงก่ำเต็มไปด้วยความโศกเศร้า และทุกอัตลักษณ์บนใบหน้านั้นถ่ายทอดสู่หญิงสาวที่บัดนี้นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงเหล็กเย็นเฉียบในห้องชันสูตร

“เชิญเข้ามาก่อนค่ะคุณตำรวจ” เสียงของเธอระโหยโรยแรงขณะเชิญแขกเข้าไปในบ้าน

ภายในบ้านที่ธอร์เดาว่าครั้งหนึ่งมันคงเต็มไปด้วยความอบอุ่น ถูกแทนที่ด้วยความเงียบเหงาจนรู้สึกวูบโหวงในอก กรอบรูปครอบครัวที่ถ่ายพ่อแม่ลูกในอิริยาบถต่างๆ ตั้งแต่ในวัยเด็กมาจนถึงช่วงที่เด็กสาวในรูปถ่ายเริ่มกลายเป็นวัยรุ่นก็เหลือเพียงเธอและหญิงสาวตรงหน้าธอร์เท่านั้น มาจนถึงช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน

หญิงสาวเชิญให้ธอร์นั่งลงที่โซฟาเธอหายเข้าไปหยิบชาออกมาต้อนรับแม้ว่าธอร์จะปฏิเสธ ไม่นานเธอก็กลับมาพร้อมกับถาดของว่างและชาแบบอังกฤษ ทั้งสองจิบชาเงียบๆกันไปครู่หนึ่งจนชายหนุ่มคิดว่ามันคงถึงเวลาอันสมควรที่จะแจ้งข่าวแล้ว

“ฉันรู้ดีค่ะคุณตำรวจว่าคุณมาด้วยเรื่องอะไร” เจ้าบ้านเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ น้ำตาของเธอไหลออกมาช้าๆอย่างที่ธอร์ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากนั่งมองและพูดประโยคสุดคลาสสิคตอบกลับมา

“ผมเสียใจด้วยกับความสูญเสียครับ…”

“ลินซี่…ลูกสาวของฉัน เธอเป็นเด็กฉลาดและเป็นตัวของตัวเองค่ะ…เธอเป็นลูกสาวที่ฉันภูมิใจเสมอมา แม้กระทั่งตอนที่เธอดื้อรั้นจะออกจากบ้านเข้าเมืองไปทำตามความฝัน สามีของฉันคัดค้านเสมอแต่ฉันก็ยังสนับสนุนเธอ” หญิงสาวปาดน้ำตากลั้นสะอื้น

“พวกเราจับตัวคนร้ายได้แล้วนะครับ” ธอร์พูดไปเพียงเท่านั้น

เพราะแบบนี้ยังไงล่ะ…คนที่มักจะมาทำงานแบบนี้จึงเป็นนิค ฟิวรี่ ชายหนุ่มอดนับถือในตัวชายหนุ่มคนนั้นไม่ได้จริงๆ ที่สามารถแบกรับความรับผิดชอบมากมาย และบอกกล่าวคำแสดงความเสียใจเหล่านี้ให้กับครอบครัวของเหยื่อมากมายมาตลอด

ชายหนุ่มยิ้มเก่งยิ้มไม่ออกเหมือนทุกที เขาพูดแสดงความเสียใจออกมาอีกสองสามคำเท่าที่คนปลอบใจใครไม่ค่อยเป็นจะสามารถทำได้ พร้อมแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการรับศพไปประกอบพิธีกับทางห้องชันสูตร

“ขอบคุณนะคะคุณตำรวจ…ขอบคุณจริงๆ”

กว่าครึ่งชั่วโมงในการแจ้งข่าว ในที่สุดธอร์ โอดินสันก็พาตัวเองออกมาจากบ้านของเหยื่อได้ในที่สุด แดดยามสายแรงมากขึ้นแต่ก็ไม่กระเทือนผิวหนุ่มผู้มีภูมิลำเนาเดิมเป็นชาวออสซี่มากเท่าไร เขาสูดหายใจเข้าลึกรับเอากลิ่นอากาศที่บริสุทธิ์กว่าในตัวเมืองและไอแดดอบอุ่นเข้าไปให้เต็มปอด

วันนี้คุณตำรวจหนุ่มก็ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปอย่างแข็งขัน…

 

 

 

 

“นายบอกฉันว่านายชันสูตรศพไปคนนึงแล้วใช่ไหม? สาเหตุการตายมาจากการที่เลือดออกหมดตัวงั้นหรอ?” เอเวอเรสส์ รอสพลิกหน้ากระดาษรายงานการชันสูตรกวาดสายตาอ่านเร็วๆ ก่อนจะเอ่ยถามแพทย์หนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ใช่” สเตรนจ์ตอบ

“จริงๆนะฉันคิดว่าสาเหตุการณ์ตายแบบนี้มันคุ้นๆยังไงก็ไม่รู้” รอสนึกถึงคดีที่ตัวเองเคยทำในอดีตขณะพึมพำพูดออกมา

พอดิบพอดีกับตอนที่ประตูลิฟต์เปิดออกช้าๆ พาทั้งสองคนมาสู่ห้องชันสูตรในที่สุด คุณหมอชื่อแปลกเดินนำมาเปิดประตูให้เจ้าหน้าที่เอฟบีไอแบบที่ถ้าคนในแล็บมาเห็นก็คงอดไม่ได้ที่จะร้องว้าวออกมาด้วยความไม่คุ้นชิน แต่ไม่ใช่กับชายหนุ่มเจ้าของส่วนสูง 169 เซนติเมตรที่คุ้นเคยสุดๆจนเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ร่างของวาเนสซ่าถูกเข็นเข้ามาวางที่เตียงชันสูตรกลางห้องเรียบร้อยแล้ว สเตรนจ์สวมถุงมือยางเตรียมตัวผ่าชันสูตรอย่างทุกทีโดยมีรอสยืนมองอยู่ข้างๆ อันดับแรกเขาจำเป็นจะต้องอาบน้ำและเก็บหลักฐานเสียก่อน กล้องติดแฟลชถูกหยิบขึ้นมาถ่ายตามระเบียบปฏิบัติ เขาสำรวจร่างกายภายนอกของหญิงสาว ซึ่งไม่พบร่องรอยผิดปกติอะไรรวมถึงบาดแผลจากการป้องกันตัว กระดาษถูกนำมารองที่หลังศีรษะพร้อมหวีที่ไล่สางไปตามเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม เศษบางอย่างสีดำสนิทติดมาตามซี่หวีตกลงตามแรงโน้มถ่วง

เสื้อของเธอถูกถอดออกไล่จากเสื้อกั๊กตัวสั้นสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนกระบอก รองเท้าส้นสูงประมาณสองนิ้วครึ่ง กางเกงขายาวและชุดชั้นในสีดำสนิท ร่างกายเปลือยเปล่าขาวซีดนอนสงบนิ่งบนเตียงเหล็กปรากฏสู่สายตาคนเป็นทั้งสอง รอสหยิบถุงกระดาษมาช่วยเก็บเสื้อผ้าของเหยื่อใส่ลงไป ในขณะที่สเตรนจ์เปิดฝักบัวขึ้นมาชำระล้างร่างกายหญิงสาวที่สะอาดสะอ้านกว่าศพอื่นๆที่เขาชันสูตรมามากมาย ราวกับว่าเธอเพียงแค่หลับไปเท่านั้น

ไม่นานนักเสียงหยดน้ำกระทบเตียงก็สงบลง ปลายมีดผ่าตัดคมกริบถูกหยิบยกขึ้นจรดลงที่ใต้ไหล่ข้างซ้าย หมอหนุ่มกดน้ำหนักให้เหล็กคมจมลงไปในผิวเนื้อ ก่อนลากลงช้าๆอย่างมั่นคงมาจรดที่อกบริเวณระหว่างไหปลาร้าทั้งสองข้างและเปลี่ยนเป็นกรีดจากฝั่งขวามาบรรจบในจุด

เดียวกัน ลากยาวลงไปจรดตำแหน่งเหนือท้องน้อย บนใบมีดที่ถูกวางลงบนรถเข็นวางอุปกรณ์ผ่าตัดไม่มีหยดเลือดติดมาด้วยอย่างที่สมควรจะเป็น

ผิวหนังที่ผ่าออกจากกันถูกแหวกให้แบะออกเหมือนมันอบในชุดเสต็ก เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่เรียงตัวกันสงบนิ่งในตำแหน่งอันสมควร อวัยวะทุกชิ้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่มีร่องรอยการบอบช้ำ กระเพาะอาหารเป็นจุดถัดมาที่คุณหมอให้ความสนใจมีดเล่มเดิมทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง ที่ด้านในมีอาหารมื้อสุดท้ายที่วาเนสซ่าได้ลิ้มรสถูกย่อยแล้วรวมกันอยู่ รอสส่งกระบวยและจานแก้วส่งมาให้ เขาตักมันออกมาและเตรียมส่งไปพิสูจน์ต่อในแล็บ

“ไม่มีเลือดเหลือสักหยดจริงๆด้วย” เอฟบีไอหนุ่มพึมพำ

“ไม่ว่าใครจะเป็นคนทำ เจ้านั่นจะต้องเป็นคนที่ฉลาดและมีความรู้ทางการแพทย์ที่สูงมากแน่ๆ จนถึงตอนนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาทำยังไงถึงสูบเลือดของเหยื่อไปจนหมดตัวโดยไม่ทิ้งรอยแผลอะไรเอาไว้เลย”

มือที่สวมถุงมือยางไม่ได้หยุดงานที่ทำ แต่สตีเฟ่น สเตรนจ์ก็ยังแสดงความคิดเห็นต่อรูปคดีกับรอสอย่างต่อเนื่อง ผิดวิสัยคนที่ถูกประณามว่ามนุษยสัมพันธ์ติดลบอย่างชวนน่าสงสัย แต่มันก็มักจะเป็นเรื่องปกติเสมอเมื่อเป็นกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอตัวเล็กคนนี้

“นายชันสูตรต่อไปก่อนก็แล้วกันนะ ฉันจะเอาพวกนี้ขึ้นไปที่แล็บให้เอง”

ถุงมือยางถูกถอดโยนลงถังขยะอย่างแม่นยำ เมื่อถุงกระดาษใส่เสื้อผ้า รองเท้าและตัวอย่างจากกระเพาะอาหารของเหยื่อถูกรวบไปถือในมือ ก็ทำให้คนที่ประหยัดส่วนสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วดูพะรุงพะรังไปหมด

“มื้อเที่ยง?” หมอเสตรนจ์แอบอบยิ้มเล็กๆกับภาพนั้น

“หลังจากนี้”

เอเวอร์เรสส์ รอสใช้ขาเตะประตูให้เปิดออก เอี้ยวตัวมาตอบเล็กน้อยก่อนจะตรงไปยังลิฟต์ด้วยสีหน้าที่ไม่เคยผ่อนคลายความตึงเครียดลง ทิ้งให้คนที่มีหน้าที่ประจำต้องทำจัดการกับงานของตัวเองต่อไปในห้องที่แสนเย็นยะเยือก

ชายหนุ่มสำรวจอวัยวะแต่ละส่วนอีกครู่ใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเป็นชิ้นเป็นอันนักในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจบงานของเขาลง ผิวหนังที่ถูกเปิดได้รับการปิดกลับมายังตำแหน่งเดิมของมัน เข็มกับด้ายสีดำสำหรับเย็บแผลถูกหยิบออกมาตระเตรียม หมอหนุ่มบรรจงแท่งเข็มลงที่รอยต่อของผิวเนื้อเริ่มจากที่แรกที่เขาจรดมีดกรีด เย็บเชื่อมมันช้าๆอย่างประณีตบรรจงและชำนิชำนาญบ่งบอกความสม่ำเสมอในการฝึกฝน ปิดท้ายมันด้วยการมัดปมและตัดด้ายส่วนเกินออก ผ้าดิบสีขาวที่รอสหยิบมาวางไว้ที่เตียงข้างๆถูกคลี่ออกคลุมร่างเปลือยเปล่านั้นปิดตั้งแต่อกจรดปลายเท้า ป้ายชื่อสีขาวถูกนำมาคล้อยที่นิ้วเท้าขวาของศพเป็นอย่างสุดท้าย

คุณหมอมองใบหน้าของหญิงสาวลูกครึ่งเอเชียอีกครั้งด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ไม่แสดงออกทางสีหน้า ก่อนที่เขาจะถอดถุงมือชำระล้างมือและแขน เช็ดจนหมาดกับผ้าขนหนูสีขาว ก่อนหยิบปากกาจรดลงบนกระดาษที่มีหัวข้อพิมพ์ด้วยฟอนต์มาตรฐานสากลว่า ‘ผลการชันสูตร’

 

 

 

 

“นายอาจจะเร่งฉันได้แต่นายเร่งจาวิสไม่ได้โอเคไหม ดังนั้นเลิกจ้องฉันสักทีเดี๋ยวได้เรื่องแล้วจะโทรไปเองน่า!” โทนี่โวยวายด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ถึงขีดสุด เมื่อถูกนิค ฟิวรี่ยืนจ้องมาไม่ต่ำกว่าสิบห้านาทีแล้ว “นายไม่มีงานทำ? ต้องตอบคำถามพวกคนจากกลาโหมกับนักข่าวไม่ใช่รึไง”

ชายหนุ่มผิวเข้มหรี่ตาลงเล็กน้อยกับคำผลักไสไร้ความเคารพนับถืออย่างที่ผู้ใต้บังคับบัญชาควรมี แต่ถ้าจะถือสาหาความกับเรื่องเล็กๆแบบนี้ เขาคงประสาทเสียไปตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆแล้ว ดังนั้นตามวิถีคนที่รับมือความเอาแต่ใจและต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างสูงของโปรแกรมเมอร์หนุ่มมาตลอด นิค ฟิวรี่จึงกอดอกเอนหนังพิงผนังกระจกรออยู่แบบนั้นเช่นเดิม

เสียงคำรามบ่นงึมงำดังได้เพียงในลำคอ โทนี่รัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ว่องไวโดยไม่จำเป็นต้องละสายตาไปจากจอ เขาเขียนโค้ดเพิ่มเติมลงไปในสมองประดิษฐ์ของตน เพื่อเร่งให้การเจาะไฟล์วอล์ครั้งที่สองจากโทรศัพท์มือถือของเหยื่อโปรแกรมเมอร์หนุ่มไมค์ ไดรฟ์เร็วขึ้นอีกสักหน่อย ภาพโฮโลแกรมของแผนผังข้อมูลเน็ตเวิร์คปรากฏขึ้นที่กลางห้อง ตัวเลขมากมายวิ่งวนไปมาให้ผู้มีอำนาจสูงสุดในแล็บยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนยอมเดินออกจากห้องไป

ฟิวรี่สวนกับรอสที่หอบหิ้วหลักฐานมาเต็มสองมือ ปลายทางของเอฟบีไอหนุ่มเป็นห้องแยกสสารและห้องพิสูจน์หลักฐานใหญ่ ในขณะที่เขามุ่งหน้าตรงไปยังห้องพิสูจน์อักษร ทั้งสองถามไถ่กันเล็กน้อยถึงความคืบหน้าของรูปคดีที่ไม่ค่อยได้อะไรเพิ่มเติมมากมายนัก ก่อนต่างคนต่างแยกย้ายกลับไปสนใจจุดหมายของตัวเอง

ประตูกระจกห้องด้านซ้ายมือถูกดันออก ‘เจน ฟรอสเตอร์’ เงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำ เธอสวมแว่นพลาสติกใสสีส้มเอาไว้ ในมือถือไฟแบล็กไลท์ส่องไปยังกระดาษแผ่นเล็กที่ขึงอยู่กับคลิปหนีบกระดาษ

“สวัสดีค่ะหัวหน้า ตอบคำถามกับสื่อหมดแล้วหรอคะ” เธอแซวด้วยรอยยิ้มขำ

“นี่กระดาษจากแจ็กเกตของไดรฟ์ใช่ไหม ได้เรื่องอะไรบ้าง?”

“ค่ะ ก็ไม่มากเท่าไร” เมื่อชายหนุ่มผู้ไร้อารมณ์ขันไม่เล่นด้วยหญิงสาวจึงหันกลับไปจริงจังกับงานที่ทำ เธอยกไฟฉายที่สาดไฟสีม่วงออกมาไปยังหน้ากระดาษ ตัวอักษรและตัวเลขสีขาวที่เขียนเรียงกันด้วยลายมือสะเปะสะปะไม่มีความหมายปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า “เขาเป็นโปรแกรมเมอร์ ฉันคิดว่านี่อาจจะเป็นรหัสลับหรือโค้ดอะไรบางอย่างก็ได้ ฉันพยายามถอดรหัสมาสักพักแล้ว แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไรเดี๋ยวฉันจะส่งมันต่อให้โทนี่แล้วล่ะค่ะ”

“ได้เช็คของจากกระเป๋าของเหยื่อคนที่สองวาเนสซ่า ยูมิรึยัง?” ชายหนุ่มพยักหน้ารับและถามต่อ

“ยังค่ะกำลังจะจัดการต่อจากนี้ ได้เรื่องยังไงฉันจะเดินไปหาคุณที่ห้องคนแรกเลย”

ฟิวรี่เดินออกจากห้องไปทันทีที่ทราบความคืบหน้า เขาแวะไปอีกสองสามห้องก่อนจะต้องกลับไปสนใจสายเรียกเข้าที่ดังไม่ยอมหยุดอีกครั้ง ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆเขาก็พอจะเข้าใจความตื่นตูมของสื่อและทางกระทรวงดี การเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเป็นเรื่องที่เหมือนกับคลื่นลูกใหญ่ท่ามกลางฝูงชนมากมาย มันจึงเป็นเรื่องปกติที่ทุกฝ่ายจะต้องการรู้ความคืบหน้าพอๆกับที่เร่งให้ทางกรมตำรวจจับฆาตกรให้ได้โดยเร็วก่อนที่จะมีเหยื่อรายถัดไป

แต่ลางสังหรณ์ของชายหนุ่มบอกว่าเรื่องในครั้งนี้ไม่ได้ง่ายแบบนั้น และหลักฐานในมือมันน้อยเกินไป ทั้งๆที่มีศพถึงสองศพแล้วแต่กลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย…

ในตอนนี้เขายังทำอะไรไม่ได้ นอกไปเสียจากถอนหายใจยาวๆเพื่อเตรียมใจและยกหูโทรศัพท์ขึ้นกรอกเสียงตอบลงไปขรึมๆ

“นิค ฟิวรี่…”

 

 

 

 

อากาศช่วงบ่ายแก่ๆที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะหมดหน้าที่ของวันเข้าไปทุกที อากาศของนิวยอร์กก็เริ่มลดลงอย่างช้าๆ รถตำรวจคันเดิมวนกลับมายังตรอกที่เกิดเหตุที่ทิ้งเพื่อนไว้เมื่อเช้าในที่สุด ชายหนุ่มผมดำผิวปากไปตามจังหวะเพลง Borombon ของ Camilo Azuquita ที่ดีเจเปิดตามคำขอของแฟนคลับอย่างอารมณ์ดี ถึงเขาจะไม่ได้อะไรจากการสืบสวนทั้งวันมากนัก แต่การรับสายจากลูกสาวตัวน้อยก็มากพอแล้วที่จะทำให้วันเหนื่อยๆสลายหายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน

เท้าที่สวมผ้าใบคู่เก่งสีน้ำตาลมีร่องรอยฝุ่นโคลนบ้าง บ่งบอกความสมบุกสมบั่นในการใช้งานแตะเบรกเบาๆเมื่อมาถึงที่หมาย นัยน์ตาเบื้องหลังแว่นกันแดดสอดส่องไปรอบๆ ที่ด้านในตรอกร้างผู้คนไปแล้ว แต่เทปกั้นที่เกิดเหตุสีเหลืองยังคงไม่ถูกเก็บออกไปและรอบๆนี้ก็ไม่เห็นนายตำรวจหนุ่มผมทองที่เขาส่งไว้เมื่อเช้านี้ด้วยเช่นกัน

สก็อตก้าวลงจากรถมองซ้ายขวาครู่หนึ่งก็ได้เห็นร่างสูงใหญ่เจ้าของส่วนสูง 190 ที่นั่งอยู่กับม้านั่งที่อีกฝั่งหนึ่งของถนน เขาส่ายหน้าสองสามครั้งให้คนที่เท้าศอกทิ้งน้ำหนักตัวลงกับหน้าขา ไหล่ตกเหม่อมองพื้นถนนสีหน้าคร่ำเคร่ง ก่อนเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆยกมือขึ้นตบไหล่คู่หูหนักๆสองสามครั้ง เอนหลังลงกับพนักพิงแหงนเงยมองท้องฟ้าสีส้มแสดกับก้อนเมฆปุยขาวที่ลอยเอื่อยไม่เข้ากับความวุ่นวายในตัวเมือง

ไม่มีคำปลอบใจใดๆหลุดจากปากผู้มาเยือนเพราะนี่คือสิ่งที่พวกเราทุกคนล้วนต้องก้าวผ่านมันกันมาแล้วทั้งสิ้น สก็อตเดาได้ว่าวันนี้ธอร์ไปทำอะไรมาบ้างจากสายที่เจ้าตัวโทรแจ้งเข้าไปที่กรม ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องการแจ้งข้าวกับญาติผู้เสียหายมักจะเป็นหน้าที่ของฟิวรี่ พอๆกับที่รู้ว่าในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้คนที่ว่างและเป็นผู้รับผิดชอบคดีจะต้องทำแทน

เขาเองก็เคยทำหน้าที่นี้มาบ้างแล้วสองสามครั้ง และเชื่อเถอะทุกครั้งที่เขากลับจากบ้านผู้เสียหายสภาพเขาแย่กว่าเจ้าโกลเด้นรีทีฟเวอร์ที่ยิ้มแฉ่งแข่งกับพระอาทิตย์ได้ทั้งวันมากโข…

สองหนุ่มปล่อยให้ความเงียบช่วยแบ่งเบาภาระที่แบกอยู่บนบ่าซึ่งต้องมั่นคงอยู่เสมอจนฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ต่างคนต่างก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งบนรถเหมือนนัดกันไว้ เรื่องงานถูกหยิบยกกลับมาเป็นหัวข้อสนทนาที่สำคัญที่สุดอีกครั้ง แน่นอนว่าทั้งธอร์ทั้งสก็อตไม่มีใครมีความคืบหน้าอะไรดีๆพอจะเอากลับไปรายงานหัวหน้าทั้งนั้น ทั้งสองได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาวๆออกมา

คดีนี้มันชักจะยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆซะแล้ว…

“เอาน่า อย่างน้อยก็ไม่มีคดีอื่นเข้ามาแทรก” ชายหนุ่มผมดำพยายามให้กำลังใจตัวเอง “ไปหา’ไรกินก่อนกลับเป็นไง?”

“ก็ดีเหมือนกัน ฉันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงแล้ว” ธอร์คาดเบลท์ พลางนึกถึงเมนูอาหารเย็นชุดใหญ่ไปด้วย

แว่วเสียงสารถีกิตติมาศักดิ์บอกในเชิงให้โอดินสันเป็นคนเลี้ยง พร้อมวิทยุที่ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง Immigrant ของ Led Zeppelin ดังขึ้นกระหึ่มไปทั่วคันรถ สองหนุ่มมองหน้ากันก่อนยิ้มขำและแข่งกันร้องเพลงเสียงสูงจนน่าสงสารกล่องเสียง รอยยิ้มที่หายไปทั้งวันกลับมาได้อีกครั้งด้วยเรื่องแสนง่ายดาย แล้ว New York Police ก็แล่นออกไปตามท้องถนนยามเย็น

New York ของ Alicia Keys ตามมาติดๆพร้อมกับ Baby it’s cold outside เวอร์ชั่นโคฟเวอร์ดัดแปลงเป็นทำนองป็อปใสๆสไตล์วัยรุ่นของนักร้องหนุ่มเสียงใส ที่ธอร์คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นวงโปรดของใครสักคนในแล็บ สองหนุ่มแข่งกันร้องเพลงต่อไปเรื่อยระหว่างที่สก็อตหักพวงมาลัยพาทั้งคู่กลับมาติดแหง็กที่ถนนใหญ่ ช่วงเวลาเลิกงานเป็นเรื่องปกติที่ต่อให้มีตำรวจจราจรมากแค่ไหน ก็ไม่ช่วยให้เมืองใหญ่ที่คับคั่งไปด้วยรถราเคลื่อนตัวไปได้เร็วมากขึ้น

“ฉันหิวข้าวจังเลยยย” สก็อตบ่นออกมาเป็นเพลง

“ฉันก็หิวน่า”

ธอร์ยกแขนขึ้นต่างหมอนเอนหัวซบพักสายตาจากแสงไฟท้ายของรถมินิคันข้างหน้า ที่มองมาเกือบๆจะครึ่งชั่วโมงได้แล้ว ในหัวเริ่มวางแผนว่าควรจะหาที่จอดรถแล้วเดินไปร้านสะดวกซื้อแทนจะดีกว่ารึเปล่า นายตำรวจหนุ่มทนฟังเพื่อนเปลี่ยนเนื้อร้องเพลงอยู่ครู่ใหญ่ๆก็เปิดตาขึ้นมองอีกครั้ง เผื่อว่ารถจะขยับขึ้นหน้าไปอีกสักนิดแม้จริงๆมันจะยังหยุดสนิทอยู่ที่เดิมก็ตามที

ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนกันไปมานั้นเอง ใครคนหนึ่งในชุดเสื้อนอกสีดำสนิทที่มองซ้ายมองขวาก่อนจะเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆปรากฏสู่สายตาของธอร์ ประตูรถถูกเปิดออกในนาทีต่อมาพร้อมร่างสูงใหญ่ที่พุ่งพรวดขึ้นไปบนฟุตบาท แทรกฝูงชนมากมายตามไปยังภาพสุดท้ายในปลายสายตา โดยไม่สนใจเสียงร้องหลงด้วยความงุนงงของสก็อตหรือแม้แต่การจะเหวี่ยงประตูปิดให้เรียบร้อย

 

 


to be continus in novel book….

[Thorki] Among the sunlight of dawn : Chapter 1

 

 

สัญชาตญาณแห่งความสงสัยส่งให้ตำรวจหนุ่มสาวเท้าเข้าไปยังตึกต้นเหตุ ในหัวเขายังสลัดภาพนัยน์ตาสีสดนั้นไปไม่ได้ บางทีถ้าจากตำแหน่งนั้นเจ้าของห้องก็อาจจะเห็นเหตุการณ์อะไรบ้างก็ได้

ภายนอกอาคารมันเป็นเพียงตึกสูงที่หาได้ทั่วไปในนิวยอร์ก ส่วนภายในมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นห้องพักคล้ายกับอพาร์ทเม้นท์สามดาวเห็นจะได้ การตกแต่งเป็นไปอย่างเรียบง่ายด้วยเครื่องเรือนโทนอบอุ่นและให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ ธอร์มองสำรวจครู่หนึ่งก่อนเข้าไปคุยกับเจ้าของสถานที่ เธอเป็นหญิงวัยกลางคนค่อนไปทางใกล้เกษียณหน้าตาใจดี

ชายหนุ่มสอบถามเธอพอเป็นพิธีและจดทุกคำให้การลงในสมุดพก ตามด้วยขออนุญาตสอบปากคำผู้เช่าในตึก เธอพยักหน้าตอบอย่างเต็มใจเขาจึงเริ่มไล่เคาะประตูทีละห้องไล่จากชั้นหนึ่งขึ้นไป

ทุกคนที่ออกมาเปิดประตูล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพงัวเงียไม่ตื่นดี และไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ได้มากนักส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซํ้าว่าเกิดคดีขึ้น ธอร์ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลยจนกระทั่งเขาเดินขึ้นไปถึงชั้นสี่ เขาค่อนข้างแน่ใจว่ามันเป็นชั้นเดียวกันกับที่เขาได้เห็นนัยน์ตาสีแดงคู่นั้น ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ มันมักจะเป็นเสมอเมื่อเขาเข้าใกล้ความจริงอะไรสักอย่าง หรือกำลังจะได้เบาะแสอะไรเพื่อสาวไปให้ถึงรูปคดี

 

ก๊อกๆ! ก๊อก!

“นี่ N.Y.P.D (New York Police Department) กรุณาเปิดประตูด้วยครับ” ประโยคเดิมๆที่ธอร์พูดซํ้าๆมาหลายครั้งถูกเอ่ยอีกครั้ง

ชายหนุ่มยืนรออย่างใจเย็น แต่ผ่านไปพักใหญ่ๆห้องก็ยังคงเงียบและดูไร้วี่แววว่าจะมีคนออกมาเปิด ธอร์เคาะเรียกอีกครั้งและอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเจ้าของห้องก็ทนไม่ไหวและลุกขึ้นมาเปิดประตู

ชายคนนั้นแง้มประตูออกมาเพียงเล็กน้อย พอให้ได้เห็นส่วนสูงที่น่าจะใกล้ๆกับเขาแต่น่าจะเตี้ยกว่าสองสามเซนฯ อายุคะเนได้ประมาณไม่น่าจะเกิน 25 ปี ใบหน้าขาวซีดชวนให้รู้สึกว่างดงามมากกว่าหล่อเหลาล้อมกรอบด้วยเรือนผมยาวประบ่าหยักศกเล็กน้อย และขลับให้โดดเด่นด้วยนัยน์ตาสีมรกตงดงาม มันฉายแววไม่พอใจและหวาดระแวงไม่น้อย

 

 

 

“เอ่อ…ขอโทษนะครับ ผมตำรวจนิวยอร์กมีเรื่องอยากจะสอบถามคุณ ก่อนหน้านี้เวลาประมาณสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนคุณกำลังทำอะไรอยู่ครับ?” หลังจากตกอยู่ใต้ภวังค์ของนัยน์ตาคู่สวยไปพักใหญ่ ธอร์ก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกุกกักเล็กน้อย

“กำลังนอนอยู่” เสียงทุ้มนุ่มติดสำเนียงคนจากประเทศผู้ดีเก่าเอ่ยตอบเย็นๆ เหมือนลมที่พัดออกมาปะทะผิวเขาจากเบื้องหลังบานประตูไม้

“เกิดการฆาตกรรมที่ตรอกข้างๆนี้ คุณได้ยินเสียงหรือเห็นอะไรบ้างไหมครับ?”

“ไม่ แค่นี้ใช่ไหม”

ทันทีที่จบประโยคตัดรอนนั้นชายหนุ่มผมดำก็ดันประตูปิดลงอย่างแรง ทว่ามันช้ากว่ามือใหญ่ๆที่สอดเข้ามารั้งบานประตูเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที ยื้อยุดกันอยู่พักหนึ่งและเจ้าของห้องก็ต้องยอมแพ้ด้วยเรี่ยวแรงที่ต่างกัน

“เดี๋ยวๆเดี๋ยว! อย่าพึ่งสิ นายไม่เห็นอะไรจริงๆหรอ?” ธอร์พยายามถามอีกครั้ง อันที่จริงเขาติดใจกับนัยน์ตาของอีกฝ่ายมากกว่า…ถึงจะไม่ใช่สีแดงแบบที่เขาเห็นในตรอก แต่มันก็คล้ายกันมากจนชายหนุ่มแปลกใจ

“ไม่ครับ!” เสียงทุ้มโวยก่อนจะกระแทกประตูปิดเสียงดังเป็นครั้งสุดท้าย ธอร์จำต้องถอยหนีออกมาอย่างช่วยไม่ได้

ชายหนุ่มเดินออกจากอพาร์ทเม้นท์ด้วยสีหน้างุ่นง่าน เขาไม่ได้อะไรจากการสอบถามเลยแม้แต่น้อยแถมยังได้เรื่องน่าสงสัยมาค้างคาในใจเพิ่มเติมอีกต่างหาก เขามองไปรอบๆ รถตำรวจกับพวกเจ้าหน้าที่จากแล็บกลับไปแล้ว นิวยอร์กยามตีสามกว่าๆวังเวงไม่น้อย บางทีเขาควรจะกลับไปที่สถานีหรือไม่ก็กลับไปนอนสักงีบจนกว่าจะเช้า หรือไม่ก็ไปหาอะไรกิน

และแน่นอน…ธอร์เลือกข้อสาม

ชายหนุ่มเก็บแฟ้มเอกสารของไว้ในเสื้อโค้ทขึ้นคร่อมไทเกอร์คันเก่งเตะขาตั้งขึ้น เร่งเครื่องไปตามท้องถนนในความมืด โดยไม่ได้รับรู้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จดจ้องการกระทำของเขามาจากภายในความมืดเลยแม้แต่น้อย

ไม่นานเขาก็พาตัวเองมาถึงร้านสะดวกซื้อที่เปิดให้บริการยี่สิบสี่ชั่วโมง แซนวิชชิ้นใหญ่สองชิ้นและโค้กกระป๋องกลางถูกวางลงกับเคาน์เตอร์ เศษเหรียญถูกล้วงออกมาจากก้นกระเป๋ากางเกงเป็นการแลกเปลี่ยน ธอร์แกะมันทันทีกัดมันคำใหญ่ความเย็นมาพร้อมรสมายองเนสเบสิคกับแฮมชีส

ขายาวๆพาตัวเองกลับมานั่งบนเบาะมอเตอร์ไซต์ เคี้ยวมื้อเช้า(มืด) ตุ้ยๆกระดกโค้กตามลงคออีกสองสามอึก ก่อนที่นัยน์ตาสีนภาจะเหลือบไปเห็นชายหนุ่มผมดำที่เขาเพิ่งจะได้สนทนาด้วยไปเมื่อครู่นี้เดินมาตามฟุตบาท ร่างโปร่งเพรียวอยู่ในเสื้อนอกตัวยาวสีดำ และสะพายกระเป๋าหนังสีนํ้าตาลมาด้วย เขามองตามคนที่มองซ้าย-ขวาก่อนจะเดินเข้าร้านสะดวกซื้อด้วยความสนอกสนใจ

ชายหนุ่มผมดำเดินวนไปมาครู่หนึ่งได้นํ้าเปล่าขวดกลางติดมือกลับมาขวดหนึ่ง เขาออกมายืนพิงผนังข้างๆประตูบานเลื่อนอัตโนมัติ หยิบเอาโทรศัพท์มือถือฝาพับสีดำออกมากดเช็ค ให้กระทั่งธอร์ผู้ไม่ตามติดอะไรเทคโนโลยีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมยังต้องแอบวิพากษ์วิจารณ์ความเก่าของมันในใจ เขาไม่คิดว่าในยุคนี้แล้วจะยังมีคนใช้โทรศัพท์ปุ่มกดแบบนั้นอยู่อีก

เสียงโทรศัพท์เจ้ากรรมดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ถึงจะเป็นนิวยอร์กที่วุ่นวายแต่ช่วงเช้ามืดแบบนี้ เสียงเพียงเล็กน้อยก็เรียกสายตาคนจากอีกฝั่งถนนได้เป็นอย่างดี ธอร์หยิบเครื่องมือสื่อสารเครื่องจิ๋วขึ้นรับอย่างลนลาน เป็นคนจากแล็บนั่นเองที่เรียกให้เขาเข้าไปดูผลชันสูตร

 

ชายหนุ่มตอบรับเสียงค่อยสองสามคำก่อนจบบทสนทนาและเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มผมดำก็หายไปเสียแล้ว…

 

 

 

 

ตึกด้านหลังสถานีตำรวจกลางนิวยอร์ก คือสถานที่ตั้งของแล็บอาชญากรรมหรือแล็บนิติเวชที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งเต็มไปด้วยบุคลากรทั้งนักเคมีวิทยา นักชีววิทยา นักอาชญวิทยา รวมถึงนักสืบฝีมือดีทั้งสังกัดรัฐบาลและเอกชนมารวมตัวกันอยู่

ที่นี่จะเป็นสถานที่แรกที่จะส่งเจ้าหน้าที่ประดับยศตราตำรวจ ออกไปยังสถานที่เกิดเหตุกับกล่องเครื่องมือเพื่อเก็บหลักฐานกลับมาส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อเก็บรวมรวมข้อมูลสืบคดีต่อไป ซึ่งแล็บนี้ยังหมายรวมไปถึงห้องชันสูตรที่มีแพทย์ฝีมือดี พร้อมเครื่องมือครบครันทันสมัย ที่จะช่วยย่นเวลาในการชันสูตรพลิกศพได้มากโขไปด้วย

จากชื่อแล็บอาชญากรรมก็บ่งบอกชั้นเจนว่างานหลักๆของพวกเขา ก็ย่อมต้องเป็นการทำคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมสืบตามหาตัวอาชญากรเป็นหลัก และการที่จะหาตัวคนร้ายได้ดีที่สุดนอกจากหลักฐานแวดล้อมจากที่เกิดเหตุแล้ว สิ่งแรกที่ควรเริ่มก็คือการชันสูตร แน่นอนว่านั่นเป็นงานของแพทย์ชันสูตรมือหนึ่งในขณะนี้ ผู้กำลังจรดมีดผ่าตัดบางเฉียบลงกับอกของศพล่าสุดที่เพิ่งจะถูกส่งเข้ามาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว

“ได้อะไรจากศพบ้างหมอ?” เสียงทุ้มนำมาก่อนตัวเจ้าของเสียง

แสงไฟนีออนสะท้อนป้ายชื่อ ‘สตีเฟ่น สเตรนจ์’ ที่ข้างอกเสื้อหมอหนุ่มเจ้าของเรือนผมตัดสั้นสีเข้มแซมขาวเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าลึกลับไม่ได้ละไปจากงานในมือ

ธอร์รีบซิ่งไทเกอร์กลับมาทันทีหลังจากได้รับสายจากเพื่อนในกรม แต่ดูเหมือนเขาจะมาผิดเวลามากไปหน่อย…ตอนนี้ชายหนุ่มผมทองจึงทำได้แต่หุบปากเงียบลง พยายามทำตัวนิ่งๆหามุมสงบยืนเจียมเนื้อเจียมตัวรอผลชันสูตรอย่างอดทน

แม้ว่าคุณหมอสเตรนจ์จะมีฝีมือเก่งกาจมากแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะด้วยพื้นเพของการเป็นคนจากประเทศผู้ดีเก่าหรือด้วยนิสัยนิ่งขรึมส่วนตัวบวกกับความหยิ่งอีกนิด มั่นใจในตัวเองอีกหน่อย คุณหมอหนุ่มก็เลยเรียกได้ว่าไม่ใช่คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากเท่าไร ออกจะแปลกสมกับชื่อก็ไม่ผิดมากนัก คนในแล็บมักจะเกี่ยงกันเสมอว่าใครจะเป็นผู้โชคร้ายต้องเหยียบเข้ามาขอผลตรวจจากหมอ

แน่นอนว่าด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมานั้นก็เท่าให้ห้องชันสูตร มีหมอชันสูตรมือหนึ่งเพียงคนเดียว…แต่ก็ใช่ว่าพ่อหนุ่มอังกฤษจะไร้เพื่อนไปเสียที่เดียวและคนที่พอจะคุยกับคุณหมอได้บ้าง(เรียกว่าทนนิสัยได้อาจจะถูกกว่า) ถ้าไม่นับธอร์ ก็คือคุณเอฟบีไอฝีมือดี ‘เอเวอร์เรต เค. รอส’ ที่นานๆทีเท่านั้นถึงจะเข้ามาในแล็บบ้าง และในนานๆครั้งที่ว่านั้นแม้ว่าแล็บกับเอฟบีไอจะเป็นอริกันมากแค่ไหน ทุกคนก็จะร่าเริงมากเป็นพิเศษอยู่ดี

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักและประเด็นหลักก็คือ ถึงธอร์จะไม่ได้เกลียดอะไรชายหนุ่มผู้ตัดแต่งหนวดเคราเสริมลุคเข้มขรึมของตัวเอง ก็ใช่ว่าการมาอยู่ในห้องชันสูตรเย็นเฉียบกับคุณหมอที่ผ่าเนื้อแหวกอกชันสูตรแบบไม่เปลี่ยนสีหน้านั้น จะเป็นเรื่องที่ตำรวจหนุ่มภาคสนามสายลุยจะสามารถทนนั่งมองได้นานๆเสียเมื่อไหร่…

“เฮ้” นํ้าเสียงสำเนียงผู้ดีเก่าที่อดทำให้ธอร์นึกถึงชายหนุ่มผมดำอีกคนไม่ได้ทักขึ้น ธอร์ที่พยายามยืนเงียบๆอยู่สะดุ้งเล็กน้อย ไหล่กว้างชนเข้ากับตู้เก็บอุปกรณ์จนมีดหมอร่วงลงกระจัดกระจาย

ธอร์ก้มเก็บของยัดกลับชั้นวางลวกๆ เร่งฝีเท้ากลับมาหาคนร้องทักส่งสายตาลุแก่โทษให้ และได้รับเสียงถอนหายใจภายใต้สีหน้านิ่งๆมาแทนคำตอบ

“อะไรหรอ?” ชายหนุ่มกระแอมไอ รับถุงมือยางมาสวมอย่างรู้งาน

“มันก็ชัดเจนตั้งแต่สีผิวที่ซีดขนาดนี้แล้วล่ะนะ…ในร่างกายของเหยื่อไม่เหลือเลือดเลยสักหยดเดียว แต่ที่มันแปลกก็คือเหยื่อไม่มีบาดแผลภายนอกและฉันไม่เห็นบาดแผลที่ภายในด้วย…” สเตรนจ์มองมือใหญ่ที่แตะลงบนผิวเนื้อด้านในของเหยื่อที่ซีดกว่าปกติ สังเกตสีหน้าที่เครียดขรึมขึ้นเมื่อพลิกฝ่ามือขึ้นและไม่พบหยดเลือดติดมากับถุงมือเลยอย่างที่มันควรจะเป็น “ฉันสันนิษฐานสาเหตุการตายได้ว่ามันคือการเสียเลือดจนตาย แต่ฉันไม่รู้ว่าฆาตกรทำยังไงถึงถ่ายเลือดของเหยื่อออกจากร่างโดยไร้บาดแผลแบบนี้”

หมอหนุ่มสรุปสั้นๆเขาหันกลับไปจรดปากกาบันทึกผลการชันสูตร ในหัวที่เต็มไปด้วยความสงสัยขุดเอาทุกประสบการณ์การเป็นแพทย์ชันสูตรมากว่าหกปีของตนขึ้นมาเปรียบเทียบ แต่ก็ว่างเปล่า…เขาไม่เคยเจอเคสแบบนี้มาก่อนเลย สภาพศพเองก็สะอาดสะอ้านมากจนแทบจะหาร่องรอยอะไรไม่ได้ หมอหนุ่มคาดหวังกับเศษเนื้อเยื่อใต้เล็บของเหยื่อที่พอจะสังเกตได้เล็กน้อย ตอนใช้สำลีเก็บตัวอย่างเก็บลงในกล่องกระดาษขนาดพอดีกันเพื่อรักษาหลักฐาน

“ฉันมีให้แค่นี้ ส่งไปที่แล็บก็แล้วกัน…จะลองชันสูตรอีกที เผื่อจะได้อะไรมากกว่านี้”

ธอร์ถอดถุงมือออกเลิกสำรวจความพิศวงเบื้องหน้า รับกล่องตัวอย่างมาและเดินออกจากห้องชันสูตรเย็นเฉียบที่เจ้าของห้องปิดบทสนทนาแบบไม่เปิดช่องให้ไถ่ถามความสมัครใจ ขายาวก้าวพาร่างเดินไปยังลิฟต์เหล็ก กดแป้นเลือกชั้นที่สูงกว่าชั้นปัจจุบันไปสามชั้น หมุนกล่องในมือไปมาใช้ความคิดไม่นานประตูเหล็กก็เปิดออกพร้อมเสียงแจ้งเตือนเล็กๆบอกชั้นที่หมาย

ห้องแล็บสีขาวสะอาดตาแต่ละห้องถูกกั้นด้วยประตูกับผนังที่ทำจากกระจกนิรภัยใส ภายในแต่ละห้องบรรจุอุปกรณ์สำหรับการพิสูจน์และทดลองทางวิทยาศาสตร์มากมาย เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสวมชุดกาวน์เดินสวนกันไปมา บรรยากาศบนชั้นนี้เงียบสงบน้อยกว่าและกดดันน้อยกว่าห้องชันสูตรของหมอสเตรนจ์อยู่มาก แต่เงื่อนงำที่เพิ่งได้มาก็ไม่ได้ทำให้ธอร์หายใจหายคอได้คล่องขึ้นเท่าที่ควร

ชายหนุ่มก้าวออกจากลิฟต์ไปตามทางเดินกลาง สวนกับเพื่อนร่วมงานในชุดกาวน์สีขาวสองสามคน ก่อนจะผลักประตูกระจกห้องด้านขวามือเข้าไป ที่ด้านในมีชายหนุ่มวัยกลางคนผู้ไว้หนวดไว้เคราในชุดกาวน์สีขาวพับแขนขึ้นจนถึงศอก คาบโดนัทเคลือบช็อคโกแลตสีชมพูโรยเกล็ดนํ้าตาลหลากสีเอาไว้ในปาก ในขณะที่ตาจ้องไปยังจอซุปเปอร์คอมพิวเตอร์มือรัวแป้นพิมพ์กรอกคำสั่งลงไปในสมองประดิษฐ์อย่างว่องไว

“ฉันเอาของฝากมาจากหมอแปลกด้วย” ธอร์โบกหลักฐานไปมาตรงหน้าดวงตาสีเฮเซลนัทที่จ้องจอไม่กระพริบ เอ่ยถึงฉายาที่ทุกคนเอาไว้เรียกคุณหมอหนุ่มมนุษยสัมพันธ์ติดลบลับหลัง

“โอเค จากคดีโปรแกรมเมอร์ที่ซีดตายสินะ ฉันจะเช็คให้เอาไปวางที่โต๊ะเลย” น้ำเสียงกวนประสาทเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นจากเจ้าของห้อง ‘โทนี่ สตาร์ค’ ไม่ได้ละสายตาไปจากการแฮคระบบตรงหน้า

“คดีสาวนั่งดริ้งยังไม่จบหรอ?”

จ้องหน้าจออยู่ครู่ใหญ่จนรู้ว่าโทนี่กำลังทำการแฮคเข้าระบบ ของเว็บไซต์แชทออนไลน์จากโทรศัพท์ของเหยื่อสาวผมบลอนด์ในคดีที่เข้าแล็บมาเมื่อวันก่อน นายตำรวจหนุ่มก็เอ่ยถามความคืบหน้าไปตามประสา เขายังจำได้ดีวันที่ตัวเองเข้าไปเอาผลตรวจจากหมอสเตรนจ์ที่ห้องชันสูตรได้เป็นอย่างดี

สภาพของหญิงสาวที่บอบช้ำไปทั้งร่างจนเห็นร่องรอยม่วงเขียวเป็นจ้ำทั่วไปหมด เธอสวมชุดเสื้อผ้าน้อยชิ้นแบบที่สาวนั่งดริ้งในบาร์นิยมสวมกัน เธอเพิ่งจะอายุสิบเก้าเท่านั้นและเขายังไม่ได้แจ้งเรื่องนี้กับครอบครัวของเธอเลย เขาหวังว่าการพบหน้ากันครั้งแรกเขาจะสามารถบอกอะไรได้มากกว่า ‘พวกเรากำลังสืบหาตัวฆาตกร…’

“ฉันก็พยายามอยู่นี่ไง เดี๋ยวจะปล่อยให้จาวิสจัดการต่อส่วนตอนนี้…” โทนี่พูดถึงเอไอสมองกลที่เขาสร้างขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ ก่อนละจากงานตรงหน้ายกขาถีบขาโต๊ะเหล็กไถลตัวไปที่โต๊ะไฟกลางห้อง หมุนตัวกลับมาสนใจคดีที่สองด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ขอบตาที่คล้ำจากการอดหลับอดนอนช่วยสงเสริมท่าทีล้านั้นได้เป็นอย่างดี “นี่คือตัวอย่างที่เก็บมาจากเล็บของเหยื่อใช่ไหม มาดูกันซิ…ฉันจะระบุตัวมันได้รึเปล่า”

เมื่องานเข้าไปอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญแล้ว สิ่งที่ธอร์ทำได้ก็เหลือเพียงรอเวลาเท่านั้น เขาเดินออกจากห้องเงียบๆเพื่อให้คนชอบความสงบได้ใช้สมาธิอย่างเต็มที่ และเป็นที่รู้กันตามประสาเพื่อนที่ร่วมงานกันมาเกือบแปดปีแบบไม่นับช่วงที่เรียนมาด้วยกัน ถ้าโทนี่ได้เรื่องอะไรเมื่อไรอีกฝ่ายก็จะส่งข้อความมาบอกเขาเอง

ชายหนุ่มแวะไปยังห้องตรวจอักษรและห้องพิสูจน์ลายนิ้วมือ เศษกระดาษที่ถูกขยำและทิ้งลงในชักโครกจนน้ำหมึกจางเกินกว่าจะอ่านออกจากคดีสาวนั่งดริ้งกำลังถูกเป่าให้แห้ง และหนีบเข้ากับคลิปสีดำในตู้กระจกสำหรับหาลายนิ้วมือ ควันขาวจากเกล็ดไอโอดีนที่ถูกทำให้ระเหิดเป็นไอควันสีม่วง ซึ่งถ้าหากบนกระดาษแผ่นนั้นมีไขมันหรือน้ำมันของเหงื่อปรากฏอยู่ มันจะดูดซึมไอควันเหล่านี้ไว้เหลือหลักฐานให้เห็นเป็นรอยเส้นสีน้ำตาลออกเหลืองตัดกับสีพื้นวัตถุนั้น และทันทีที่รอยนิ้วมือปรากฏชัดเจ้าหน้าที่ก็จะต้องถ่ายภาพไว้โดยทันที ก่อนที่มันจะจางหายไปอย่างรวดเร็วหลังสิ้นสุดกระบวนการนี้ ส่วนวัตถุที่ปรากฏของลายแฝงเหล่านี้ จะต้องถูกทำเครื่องหมายกำกับกำหนดตำแหน่งอย่างถูกต้องเพื่อการนำไปพิสูจน์เอกลักษณ์และอักษรต่อไป

เขาจ้องหญิงสาวผมยาวทำงานครู่ใหญ่ เธอเดินไปหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายหลักฐานเก็บไว้ก่อนจะส่งข้อมูลเข้าไปในซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่อีกมุมห้อง ลายนิ้วมือจากกระดาษปรากฏบนหน้าจอฝั่งซ้าย ก่อนที่ลายนิ้วมือเปรียบเทียบซึ่งได้รับการเก็บเอาไว้ในเอฟิสจะถูกรันขึ้นมาตรวจสอบในฝั่งขวา และเมื่อยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันชายหนุ่มก็เลิกสนใจคนที่หยิบกระดาษมาส่องกับแบล็กไลท์ สาวเท้าก้าวยาวๆไปตามทางเดินเดิมเพื่อทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองต่อไป

ธอร์ โอดินสันเป็นตำรวจและคนในแล็บเองก็ถือตราไม่ต่างจากเขา เพียงแต่ชายหนุ่มผมทองเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นงานส่วนใหญ่ของเขาจึงเป็นการสืบคดีจากตัวบุคคล และจากการเหลือบมองนาฬิกาที่ข้างผนังซึ่งเข้มสั้นยาวชี้ไปยังเวลาใกล้รุ่งสางแบบนี้ การจะไปเยือนผับที่เกิดเหตุอีกสักครั้งก็ดูจะไม่เป็นการสายไปเสียเท่าไร

 

 

 

 

ผับ XZ-Y 3.47 น.

แสงสีของนครที่ไม่ยอมหลับใหลสาดสนั่นไปทั่วย่านแห่งสถานบันเทิงเริงรมณ์ ชายหนุ่มผมทองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาและหุ่นสุดเพอร์เฟกต์ กลายเป็นที่จับตามองอย่างง่ายดายแม้อยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันขวักไขว่ นัยน์ตาคู่สวยกวาดไปทั่วบริเวณ ผู้คนมากมายในชุดหรูหราเปิดโชว์เนื้อหนังตามสมัยนิยมดื่มเครื่องดื่มดีกรีแรง โยกย้ายส่ายเอวไปตามจังหวะเพลงที่ดีเจดั๊บสเตปมันสดๆหน้างาน รวมถึงสาวเสิร์ฟและสาวนั่งดริ้งในชุดเสื้อผ้าน้อยชิ้นพร้อมถาดวางเครื่องดื่มในมือ

เขาชอบดื่มและจัดว่าเป็นคอแข็งในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบสถานที่แบบนี้…ที่จริงสมัยวัยกำลังซ่าชอบความตื่นเต้นท่าทาย เขาก็เที่ยวเก็บแต้มตามผับบาร์อยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นคนคุ้นหน้ากับบาร์เทนเนอร์หลายคน จนกระทั่งเขาเริ่มงานตำรวจและต้องแวะเวียนมายังสถานแสงสีแบบนี้อีกหลายครั้ง ต่างกันก็ตรงสถานะและจุดประสงค์ มันเป็นหลายครั้งที่เขาต้องถือรูปที่ถูกถ่ายจากเตียงในห้องชันสูตรมาสอบถามพยานบุคคล

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไปมากจนไม่คิดจะมาที่นี่อีก นอกเหนือจากเรื่องงานหรือเวลาที่เหนื่อยมากจริงๆนานๆครั้ง…

“ ’ไงครับ จะรับอะไรดี?” บาร์เทนเนอร์หนุ่มเอ่ยทักเมื่อร่างสูงทิ้งตัวลงที่เก้าอี้

ตราประจำตัวถูกวางลงบนเคาน์เตอร์แทนคำตอบสีหน้าบาร์เทนเนอร์หนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย ส่งเสริมประโยคที่ว่าไม่มีใครที่จะรื่นเริงกับการคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ธอร์สอบถามข้อมูล

เกี่ยวกับคดีเท่าที่จะมีข้อมูลในมือตอนนี้ และไม่ได้อะไรมากไปกว่าคำตอบเดิมที่เขาเคยถามไปเมื่อครั้งที่แล้ว ก่อนที่หญิงสาวมากมายซึ่งถูกใจในลุคร้อนแรงของเขาจะตบเท้าแวะเวียนเข้ามาทักทายชายหุ่นหมีด้วยสีหน้าหวานหยด กับค็อกเทลซาบซ่านในมือ ธอร์ยิ้มรับตามมารยาทสอดส่ายสายตาไปรอบๆตามวิสัยช่างสังเกตที่ตำรวจทุกคนพึงมี ก่อนที่มันจะสะดุดลงเมื่อได้โฟกัสกับใบหน้าของใครคนหนึ่งที่ดูเหมือนเขาจะเห็นบ่อยเสียเหลือเกินในเวลาไม่ถึงห้าชั่วโมงมานี้

เขาไม่ลังเลที่จะเดินตรงไปยังเป้าหมายในเสื้อนอกสีดำ ธอร์มั่นใจว่าท่ามกลางฝูงชนแบบนี้อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ตัวแน่ แต่เขาคิดผิดเมื่อนัยน์ตาสีมรกตเหลือบมามองสบเขาราวรู้ทัน ดวงหน้าขาวซีดไม่ได้เปลี่ยนการแสดงอารมณ์ในตอนที่ร่างโปร่งเพรียวขยับวิ่งหนี

“เดี๋ยว!” ธอร์ตะโกนแต่มันสู้เสียงเพลงไม่ได้

นายตำรวจหนุ่มฝ่าฝูงชนออกวิ่งตามความสงสัยเกาะกุมในใจอย่างช่วยไม่ได้ และประสบการณ์ชั่วชีวิตการทำงานตำรวจสามารถบอกเขาได้อย่างหนึ่งในทันที ไม่มีคนดีๆที่ไหนวิ่งหนีตำรวจถ้าไม่ได้ทำความผิด…

การวิ่งในสถานที่อโคจรทำให้ธอร์ช้ากว่าคนที่อยู่ใกล้ประตูทางออก แต่ก็ไม่มากจนถึงขั้นคลาดสายตา ทันทีที่ตัวเขาผลักบานประตูออกตรอกเล็กๆของทางหลังร้านก็ปรากฏแก่สายตา ความเงียบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสภาพความวุ่นวายภายในผับทำให้เสียงฝีเท้าของคนที่กำลังหนีดังชัดเจนในโสตประสาท ชายหนุ่มสาวเท้าตามไปอย่างว่องไวพร้อมเก้ามม.ที่ถูกหยิบจากข้างเอวขึ้นถือ

“นี่หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” ชายหนุ่มตะโกนเมื่อเห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มร่างโปร่งลิบๆ

ไม่มีใครเชื่อฟังคำสั่งแบบนั้นดังนั้นธอร์จึงเลือกที่จะเพิ่มความเร็วในการวิ่งแทน ชายหนุ่มผมดำวิ่งเร็วมากจนคนที่วิ่งจับโจรวิ่งราวได้แบบที่แทบจะไม่ต้องออกแรงเริ่มจะหอบ แต่ดูเหมือนความชำนาญทางของธอร์จะมีมากกว่า เมื่อในที่สุดอีกฝ่ายก็วิ่งไปชนเข้ากับทางตันซึ่งเป็นอิฐสีแดง ที่ติดป้ายประกาศหลุดลอกขาวซีดเก่าๆเป็นกำแพงที่ขวางกั้นทางหนีไว้ ธอร์เล็งปืนขณะสาวเท้าเข้าใกล้

“อย่าขยับ ยกมือขึ้น” ประโยคคลาสสิคอีกประโยคถูกเอ่ยขึ้น

และก็อีกเช่นเคย…ไม่มีใครเชื่อฟังประโยคแบบนั้น

ชายหนุ่มผมดำหันกลับมามองเพียงครู่ก่อนพุ่งเข้าใส่ธอร์เต็มแรง มือเรียวที่โผล่พ้นแขนเสื้อตัวยาวขาวซีดและมีเล็บเรียวยาวเป็นอาวุธที่ดูอันตรายไม่น้อย เมื่อมันปัดผ่านลำคอของธอร์ไปอย่างแรงจนได้ยินเสียงแหวกอากาศ น่ากลัวว่าถ้าหลบไม่ทันมันจะทิ้งรอยบาดเรียกเลือดไว้ให้ไม่น้อยเป็นแน่

มือใหญ่ตวัดเสยขึ้นฟาดสันปืนเข้ากับข้อมือเรียว ให้อีกฝ่ายเสียจังหวะในการโจมตีครั้งต่อไปก่อนที่เขาจะรวบข้อมือข้างหนึ่งเอาไว้อย่างแน่นหนา มืออีกข้างฟาดเข้าใส่แต่ไม่อาจสู้แรงมือที่รวบแน่นได้ ท้ายที่สุดคนตัวเล็กกว่าก็จำต้องยอมจำนน ทำได้เพียงดิ้นรนสะบัดร่างไปมา แต่ก็ไม่ช่วยอะไรไปมากกว่าเรียกเสียงหัวเราะในลำคอของธอร์ โอดินสัน

อันที่จริงความเย็นยะเยือกของผิวกายที่สัมผัสต้องกันทำให้เขาตกใจไม่น้อย มันเย็นไม่ต่างกับเนื้อที่แช่ในช่องฟรีสหรือถ้าพูดให้น่ากลัว ช่างไม่ต่างอะไรกับร่างกายของศพบนเตียงชันสูตรของหมอแปลกเลยด้วยซ้ำ

ธอร์ชะงักไปกับสัมผัสนั้นเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มผมดำตวัดกรงเล็บเข้าใส่ สัญชาตญาณบอกให้เขาหลบแต่ก็ช้าเกินไปจนได้รอยกรีดยาวมาเป็นของแถมบนต้นแขน โอดินสันครางเสียงต่ำในลำคอยกปืนขึ้นเตรียมจะสวนกลับ และก็เป็นอีกครั้งที่มันช้าเกินไป เพราะชายหนุ่มผมดำคนนั้นได้หายไปเสียแล้ว…

เปลือกตาบางได้แต่กระพริบถี่อย่างงุ่นง่าน เขาเพิ่งจะชวดหลักฐานชิ้นใหญ่ไป! แต่ไม่สามารถแจ้งกับกรมได้ เพราะไม่มีอะไรเป็นสนับสนุนว่าการที่คนซึ่งบังเอิญเช่าห้องติดกับที่เกิดเหตุ มาเที่ยวผับและวิ่งหนีตำรวจเป็นผู้ต้องสงสัย

ชายหนุ่มเท้าเอวถอนหายใจแรงๆ เมื่อเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งจนเขาเริ่มจะหลอนเสียงของมันแล้ว และทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าหยิบมันขึ้นมากดรับ

“ธอร์ โอดินสันพูด…”

 

 

 

 

“มาเร็วดีนี่” ‘สก็อต แลงค์’ ฉีกยิ้มให้เล็กน้อยเมื่อเห็นเจ้าของไทเกอร์สีแดงดับเครื่องและเดินเข้ามาใกล้

“ว่าไงเกิดอะไรขึ้น”

ชายหนุ่มผู้ซ่อนรอยข่วนยาวมีเลือดออกซิบๆไว้ใต้เสื้อโค้ทแขนยาวถาม พลางเดินตามคนที่ก้าวนำเข้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ มันเป็นตรอกแคบๆเหมือนกับสถานที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้ สก็อตดึงเทปกั้นที่เกิดเหตุขึ้นพอจะให้คนตัวสูงใหญ่อย่างธอร์ก้มลอดผ่านเข้าไปได้ เหยื่อเป็นผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายคนเอเชียในชุดสาวเสิร์ฟ เธอนอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นสกปรกข้างกายมีกระเป๋าถือตกอยู่ด้วย หมอสเตรนจ์กำลังตรวจสอบสภาพศพอยู่ไม่ไกล และเจ้าหน้าที่ประจำกะจากแล็บอีกสองสามคนก็เริ่มถ่ายรูปเก็บหลักฐานไปรอบๆ

“ผู้ตายคือวาเนสซา ยูมิ อายุ 29 ปี ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟจากร้านอาหารญี่ปุ่นที่บล็อกข้างๆ เพื่อนบ้านมาเจอศพเข้าตอนจ็อกกิ้งเพราะหมาที่พามาด้วยดันวิ่งเข้ามาแล้วเห่าเสียงดังไม่หยุดน่ะ” ชายหนุ่มผมดำตัดสั้นหยิบกระเป๋าเงินออกจากกระเป๋าถือ อ่านชื่อในบัตรนั้นและเล่าสถานการณ์คร่าวๆ สก็อตยกมือป้องปากเล็กน้อยกระซิบกระซาบกับชายหนุ่มตัวสูงกว่าเกือบยี่สิบเซนฯเป็นเชิงว่าถ้าอยากรู้มากกว่านี้ควรจะถามหมอชันสูตร และเขาจะไม่ใช่คนถามแน่นอน

“เป็นยังไงบ้างหมอ?” ธอร์เอ่ยถามทันทีแบบไม่รอให้เพื่อนต้องพูดซ้ำ

 

หมอหนุ่มไม่ตอบอะไรกลับมามือเรียวภายใต้ถุงมือสีขาวยังคงทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดี ครู่ใหญ่ๆของความเงียบที่ค่อนข้างอึดอัดในที่สุดเสียงติดสำเนียงบริติชก็เอ่ยตอบ

“ร่างของศพยังอุ่นอยู่เธอเพิ่งจะตายเมื่อไม่เกินสองสามชั่วโมงมานี้ ไม่มีบาดแผลจากภายนอก ไม่มีร่องรอยสารพิษ แต่ยังฟันธงไม่ได้ถ้าไม่ได้ผ่าชันสูตร ผิวของเธอซีดมากฉันบอกได้เลยว่าใต้ผิวของเธอคงไม่มีเลือดอยู่สักหยดแน่ๆ” สตีเฟ่น สเตรนจ์เก็บอุปกรณ์ลงกระเป๋าเครื่องมือ ชายหนุ่มหันไปพยักหน้าให้บุรุษพยาบาลที่ยืนรอท่าอยู่หิ้วเปลผ้าเข้ามาพาศพกลับไปยังแล็บ “ฉันคิดว่า…เธอตายเหมือนกับโปรแกรมเมอร์คนนั้น”

“บางทีมันอาจจะเป็นมากกว่าคดีแปลกประหลาด…นี่มันฆาตกรรมต่อเนื่อง”

[Thorki] Among the sunlight of dawn : Prologue

 

 

It’s sad when the people who gave you the best memories, become a memory.

 

…มันเป็นเรื่องน่าเศร้า ยามเมื่อคนที่เคยมอบความทรงจำที่งดงามที่สุดให้กับเรา กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งในความทรงจำ…

 

 

ธอร์ โอดินสันไม่เคยเข้าใจความหมายของกลอนอกหักแสนละเมอเพ้อพกนั้นเลย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้…

 

เปลือกตาบางกระตุกเปิดขึ้นช้าๆ เหตุจากเสียงริงโทนน่ารำคาญของเจ้าเครื่องมือสื่อสารสีดำบนโต๊ะเตี้ยๆข้างเตียง มือหยาบใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้ากร้านอย่างอ่อนล้า ก่อนยันกายลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว

อาชีพตำรวจไม่ใช่อาชีพที่ดีมากนักในแง่ของการทำงานเป็นเวลา เพราะเหตุด่วนเหตุร้ายล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบประดับยศไว้บนอกเสื้อ ก็จำเป็นจะต้องตื่นตัวและพร้อมอยู่เสมอสำหรับการถูกตามตัวไปทำคดี แม้ว่าในตอนนั้นจะเป็นเวลาที่ล่วงเลยมาจากตีหนึ่งเพียงเล็กน้อยก็ตาม

แต่ชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาประปรายด้วยเคราสีอ่อนเพราะเวลาที่ไม่เอื้ออำนวยให้ดูแลมันมากนัก ล้อมกรอบด้วยเรือนผมยาวประบ่าสีทองสว่างดูเข้ากับนัยน์ตาอบอุ่นสีนภากว้างใหญ่ ก็ยังยึดถือมันเป็นอาชีพหลักที่เขาแสนจะภาคภูมิใจอยู่ดี อาจเพราะอิทธิพลจากครอบครัวที่เอาดีในอาชีพสายตำรวจมาตั้งแต่รุ่นปู่แล้ว หรือไม่ก็อาจจะเพราะความชอบส่วนตัวของเขาเอง ซึ่งธอร์คิดว่ามันน่าจะเป็นทั้งสองอย่างรวมๆกัน

“ฮัลโหล…อ่า…เข้าใจแล้วจะไปเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มรับสายกรอกเสียงทุ้มที่แหบลงเล็กน้อยตอบรับ คว้ากุญแจห้องเป็นอย่างสุดท้าย ก่อนจะล็อกประตูอพาร์ทเม้นท์แล้วตรงรี่ไปยังมอเตอร์ไซต์คันเก่งสีแดงทองที่พ่นแต่งตัวเครื่องดูดุดันสมชื่อยี่ห้อไทเกอร์(Tiger) ร่างสูงก้าวขาพาดขึ้นคร่อมมันก่อนจะบิดเร่งเครื่องตรงดิ่งไปยังสถานที่นัดหมายอย่างรวดเร็วท่ามกลางความความมืดมิดที่แสงจันทร์ไม่อาจส่องลอดจากหมู่เมฆหนาของนิวยอร์กลงมาได้

 

 

 

 

สถานี Woodhaven Blvd  1.45 น.

 

ไทเกอร์คันสวยจอดสนิทอยู่ไม่ไกลจากสวนสาธารณะใกล้สถานีรถไฟ ร่างสูงใหญ่ก้าวเร็วๆไปตามแสงไฟสีแดงจากไซเรนรถตำรวจ ไม่นานภาพความวุ่นวายจากเหล่าเพื่อนร่วมงานที่ทำหน้าที่เดินสวนกันไปมา และเทปกั้นเขตสีเหลืองซึ่งขึงพาดกั้นระหว่างซอกตึกสูงสองตึกเอาไว้

“โย้! ‘แฟนดรัล’ ” ธอร์ร้องทัก

“มาแล้วหรอธอร์ กว่าจะรับสายได้นะ” เจ้าของนามหันกลับมามองเพื่อนหนุ่ม

ในมือของเจ้าของร่างสูงโปร่งในโค้ทตัวยาวสีเข้มถือแฟ้มกระดาษเอกสารสีนํ้าตาลอ่อนเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาดูเจ้าสำราญยกยิ้มเหนื่อยๆมาให้เขา ขอบตาที่คลํ้าลงไม่น้อยทำให้เจ้าของเรือนผมสั้นสีทองอ่อนดูเหนื่อยอ่อนอย่างไม่ปิดบัง

“ ’โทษทีๆ ว่าแต่คราวนี้อะไรอีกล่ะ” ชายหนุ่มข้ามเรื่องโอดครวญออกไป เข้าเรื่องงานอย่างจริงจัง

“อ่า รีบทำงานก็ดี เอาตรงๆนะอาทิตย์นี้ฉันยังไม่ได้นอนเลย” แฟนดรัลยักไหล่เนือยๆ ไหล่ที่ลู่ลงกับคอเสื้อเชิ้ตตัวในที่ไม่เนี้ยบเหมือนเคยเสริมคำพูดนั้นได้เป็นอย่างดี “ไมค์ ไดรฟ์ โปรแกรมเมอร์ของบริษัทเกมรายใหญ่ อายุประมาณ 24 ปีได้ สาวเสิร์ฟที่ทำงานกะดึกเดินมาเจอเข้าก็เลยโทรแจ้ง 911”

แฟนดรัลชี้นิ้วโป้งข้ามไหล่ไปให้เห็นหญิงสาวที่กำลังให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่อีกทางหนึ่ง ก่อนจะหยิบปากกาที่เสียบไว้ตรงอกเสื้อออกมาชี้ไปยังร่างของชายหนุ่มผมตัดสั้นเกรียน ใบหน้าซูบตอบที่ช่วงตัวพิงอยู่กับกำแพงส่วนท่อนขาวางพาดอยู่กับพื้นอย่างค่อนข้างจะผิดธรรมชาติ แบบที่ธอร์เชื่อว่าถ้านอนท่าแบบนั้นแล้วตื่นขึ้นมาไม่คอก็เอวต้องได้เคล็ดกันบ้างแน่ๆ

“หมอชันสูตรยังไม่มาก็ยังบอกไม่ได้ล่ะนะว่าตายมานานแค่ไหนแล้ว แต่ดูๆแล้วก็ไม่มีบาดแผลจากภายนอกแล้วก็ไม่ใช่การชิงทรัพย์แน่ๆ เพราะกระเป๋าตังค์กับเงินสดก็ยังอยู่ครบ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ด้วย”

“นายคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว?” ธอร์ย่อลงไปสำรวจศพ กระเป๋าเงินอยู่ในกระเป๋ากางเกงโทรศัพท์มือถือก็ยังอยู่ในเสื้อโค้ท ใบหน้าของศพไม่แสดงอารมณ์ใดๆเปลือกตาปิดสงบนิ่ง มันคงไม่เป็นการตายที่ทรมานมากนัก “ยาพิษรึเปล่า?”

ชายหนุ่มผมทองจับฝ่ามือใหญ่ขึ้นมาสำรวจ อุณหภูมิร่างกายเย็นลงแล้วแต่ศพก็ยังไม่แข็งตัว ที่โคนเล็บไม่มีร่องรอยสีม่วงจากการโดนพิษปรากฏ แต่ก็ยังฟันธงไม่ได้จนกว่าจะได้ผ่าชันสูตร

“ก็ไม่รู้นะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้รอคนจากแล็บมาก็แล้วกัน” แฟนดรัลหาวตบท้ายจนนํ้าตาเล็ดที่หางตา

เสียงริงโทนจากเครื่องมือสื่อสารแผดลั่นคั่นท่ามกลางความเงียบงัน ซึ่งมันไม่ได้มาจากกระเป๋ากางเกงของธอร์ นักสืบหนุ่มล้วงเอาเครื่องมือสื่อสารขนาดกระทัดรัดขึ้นมาแตะปุ่มสีเขียวเพื่อรับสาย แนบมันเข้ากับใบหูกรอกเสียงถามลงไปตอบรับสองสามประโยค ก่อนจะวางหูด้วยท่าทางเหนื่อยกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย

 

“เฮ่อ…”

“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้ไม่ได้ร่วมบทสนทนาเลิกคิ้วถาม

“ชิคาโกเรียกตัวกลับน่ะ ทางนู้นเกิดคดีอีกแล้ว…” มือเรียวยกขึ้นนวดไหล่อย่างอ่อนล้า “ยังไงคดีทางนี้นายก็ช่วยจัดการหน่อยก็แล้วกันนะ ได้ความยังไงก็โทรมาก็บอกกันบ้าง”

ธอร์พึมพำตอบตกลง ทั้งสองแท็กมือกันเล็กน้อยก่อนที่นักสืบหนุ่มจะเดินออกจากตรอกไป ทิ้งนายตำรวจหนุ่มเอาไว้พร้อมกับแฟ้มเอกสารบางๆ และเทปสีขาวที่ล้อมกรอบตามร่องรอยหลักฐานชิ้นเล็กชิ้นน้อยเท่าที่พอจะหาได้ตามพื้นและรอบจุดที่ครั้งหนึ่งเคยมีศพของชายร่างผอมสูงนอนแน่นิ่งอยู่

ชายหนุ่มก้มมองเวลาในโทรศัพท์มือถือที่ขยับใกล้ช่วงเช้าเข้าไปทุกที แหงนหน้าขึ้นมองไปยังช่องว่างระหว่างซอกตึกที่ยังไม่มีวี่แววของแสงแรกแห่งเช้าวันใหม่เลยแม้แต่น้อย…แล้วในตอนนั้นเองที่เขาได้สบเข้ากับนัยน์ตาสีแดงฉานของใครคนหนึ่งที่มองมาจากชั้นสองของตึกสูง

[Thorki] Among the sunlight of dawn ชี้แจงกันก่อนนะค

ชี้แจงกันก่อนนะคะ ><

-ฟิคเรื่องนี้เราจะลงขายในงาน Comic Square ดังนั้น เราจะไม่ได้ลงทั้งหมดนะคะ จะลงเป็นตัวอย่างแค่บางส่วนเท่านั้น ติดตามรายละเอียดได้จากเพจ JinJan เลยนะคะ

-ฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคแนวสืบสวน+แอคชั่น+แฟนตาซีค่ะ

ปก Among the sunlight

*อันนี้ตัวอย่างปกนะคะ

 

 

 

 

 

 

One piece The High school Episodes :Uproariously languor XIX

บทที่ 18 : ราชินีแห่งวินสโม๊ค

 

ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!

เสียงเครื่องมือวัดจังหวะการเต้นของหัวใจเครื่องใหญ่ร้องดังเป็นจังหวะสมํ่าเสมอ เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสลวยนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียงนอนสีขาวสะอาดตา ภายใต้ชุดผู้ป่วยสีขาวบริเวณหน้าท้องแบนราบถูกพันทับด้วยผ้าก๊อซพันแผลแน่นหนาหลายชั้น เธอนอนหลับมาเกือบสัปดาห์หนึ่งแล้วด้วยอาการทรงตัว

ทราฟลาก้า ลอว์จะเข้ามาตรวจอาการของซันจิทุกวันสองเวลา และวันนี้การตรวจรอบแรกพึ่งจบไป ไม่มีอะไรเพิ่มเติมมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เฝ้ารอพอมีกำลังใจได้บ้างก็คือการที่ศัลยแพทย์หนุ่ม ถอดเครื่องช่วยหายใจออกให้แล้วเมื่อคืนก่อน ชายหนุ่มถูกโทรเรียกตัวให้กลับเฟรเวนซ์ตั้งแต่เมื่อเช้า และจนถึงตอนนี้สายเรียกเข้าก็ยังดังไม่หยุด จนในที่สุดเขาก็ต้องยอมแพ้และเตรียมตัวเดินทางกลับ

ลอว์ฝากฝังทุกอย่างไว้กับช็อปเปอร์อย่างเชื่อใจ เด็กหนุ่มผู้เพิ่งผ่านการผ่าตัดมาครั้งแรกมีฝีมือมากกว่าที่ลอว์คาดเอาไว้ สมกับที่เป็นเด็กอัจฉริยาที่เขาเล่าลือกัน แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากได้ออกจากห้องผ่าตัด เจ้าตัวก็สลบล้มตึงไปลำบากให้นามิต้องมาดูแล เด็กก็ยังคงเป็นเด็ก…เห็นเลือดมากมายขนาดนั้น แถมยังต้องอยู่ในสภาวะกดดันที่มีเสียงเครื่องวัดชีพจรดังเร่งรัด การตัดสินใจผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจนำไปสู่ความตายได้

ช็อปเปอร์ทำดีมากแล้ว นั่นคือคำชมจากศัลยแพทย์มือหนึ่งของเมืองสีขาว ทว่าแม้ว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้นลงด้วยดีเด็กสาวก็ยังไม่ลืมตาตื่นขึ้นมา ทำให้ลอว์ที่เก็บกระเป๋าเสร็จเรียบร้อยรู้สึกไม่อยากจากไปมากกว่าเดิม ถ้าพูดในฐานะหมอก็คงเพราะเป็นห่วงอาการคนไข้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็เหมือนเขาไม่ไว้ใจช็อปเปอร์มากพอจะฝากเธอไว้ในการดูแล

แต่ถ้าพูดในฐานะเพื่อนแล้ว เขาก็แค่เป็นห่วงมากเกินกว่าจะกลับไปเท่านั้น…แต่มันเป็นไปไม่ได้ บ่ายวันนั้นเรือที่เทียบท่าอยู่ที่เจลมาจึงถอนสมอและเดินทางเร่งด่วนกลับเฟรเวนซ์ไปในที่สุด พร้อมกับแฟนหนุ่มที่ตามไปด้วยอย่างเป็นห่วงเป็นใย

โซโลไม่ผละไปจากข้างเตียงของซันจิเกินกว่าห้องนํ้าที่อยู่ในตัวห้อง มือสากกุมมือเรียวของเด็กสาวเอาไว้จนชื้นเหงื่อ ความรู้สึกมากมายถาโถมอยู่ในตัวเขา ภาพความทรงจำวนกลับมาฉายซํ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายของเขามีผ้าพันแผลบ้างบางส่วนแต่มันก็ใกล้หายดีแล้ว เหลือเพียงความกังวลในใจเท่านั้นที่ไม่จางหายไป คนอื่นๆเองก็แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้างบางครั้ง แต่ทุกคนก็เลือกที่จะปล่อยให้โซโลใช้เวลากับเด็กสาวตามลำพังมากกว่า

ลูฟี่เองก็บาดเจ็บไปไม่น้อยและยังไม่ตื่นเช่นกัน แต่รายนั้นหนังเหนียวอยู่แล้วแถมหลังจากการวิวาทครั้งใหญ่แบบนี้ เจ้าตัวก็หลับเป็นตายเสียทุกทีเป็นปกติ ความเป็นกังวลส่วนใหญ่จึงตกมาอยู่ที่บุตรสาวลำดับหนึ่งของวินสโม๊คเสียมากกว่า

“จะมัวมานอนแบบนี้ไม่ได้รู้ใช่ไหม?” โซโลจุมพิตฝ่ามือขาวของอีกฝ่ายแผ่วเบา ยกมือเธอขึ้นแนบใบหน้ากร้าน “เรายังมีเรื่องต้องคุยกันอยู่ไม่ใช่หรือไง? เธอมีเรื่องจะบอกฉันเยอะแยะเลยไม่ใช่หรอ…ถ้างั้น รีบตื่นได้แล้ว”

เปลือกตาบางปิดลง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเอ่ยคุยกับอีกฝ่ายแบบนี้…การรอคอยทรมานใจเขาเสมอ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอ

“โซโลคุงเธอน่าจะไปพักบ้างนะ” เรย์จูเดินเข้ามาในห้อง บาดแผลของเขาหายดีเป็นปลิดทิ้งแล้วสมกับที่ ร่างกายแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ธรรมดาทั่วไปและได้ยาดีๆจากเจลมาช่วยอีก “ฉันจะเฝ้าซันจิต่อเองไปพักผ่อนสักหน่อยนะ…ถ้าซันจิตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเธอไม่ยอมกินอะไรเลยแบบนี้จะโกรธเอานะ”

โซโลมองวินสโม๊คคนโตอย่างชั่งใจ ก่อนจะยอมลุกออกไปจากห้อง ปล่อยให้เรย์จูได้อยู่กับน้องสาวของตัวเองบ้าง ชายหนุ่มเหม่อมองใบหน้าของน้องสาวบนเตียงพยาบาลด้วยสีหน้าห่วงใย

“พี่ขอโทษนะ พี่ปกป้องเธอไม่ได้สักครั้ง…” เรย์จูมองเด็กสาวนิ่ง นํ้าตาคลออยู่ในนัยน์ตาสีอความารีน ในหัวนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอย่างเจ็บปวด

 

ถ้าตอนนั้นเขาเร็วกว่านี้สักหน่อยล่ะก็…

 

…………………………………………………………..

 

เสียงกระสุนปืนเสียดแทงไปทั่วบริเวณ ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังร่างของเจ้าสาวผู้วิ่งย้อนกลับมายังสนามรบ ร่างบอบบางในชุดสีขาวที่ค่อยๆถูกย้อมด้วยสีแดงล้มลงช้าๆ เรย์จูเบิงตามองภาพนั้นอย่างตื่นตะลึง รู้สึกตัวอีกทีเขาก็ซัดพุดดิ้งกระเด็นไปแล้ว เขาไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าคนที่ลั่นไกสภาพเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งแรกที่ทำคือวิ่งกลับไปหาผู้เป็นน้องสาว

เขาไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองด้วยซํ้าว่าเธอวิ่งกลับมารับกระสุนแทนจั๊ดแบบนั้น…

ราชาวินสโม๊คทิ้งการต่อสู้ของตนไปในทันที หันกลับมาประคองร่างของซันจิขึ้นมาด้วยสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน มือใหญ่ของบิดาทางสายเลือดกดห้ามเลือดจากบาดแผลกลางลำตัวอีกฝ่ายแน่น ปากพรํ่าถามคำถามเดิมซํ้าๆหาสาเหตุจากการกระทำของเด็กสาว

โรโรโนอา โซโลวิ่งมาถึงก่อนเขาเพียงเล็กน้อย เด็กหนุ่มจ้องไปยังเด็กสาวที่ยื่นมือมาหาและจับมือเธอเอาไว้แน่น สีหน้าซีดเผือดและเลือดที่เจิ่งนองของเด็กสาวทำให้คนที่วิ่งกลับมาใจเสีย

“อย่าหันหลังในสนามรบ! ไม่รู้รึไงจั้ด!!” เสียงบิ๊กมัมตะโกนลั่นพร้อมการโต้กลับที่รุนแรง แต่การโจมตีนั้นไปไม่ถึงแผ่นหลังของราชาวินสโม๊ค

เป็นลูฟี่นั่นเองที่วิ่งกลับลงมาบ้างแล้ว เขามองไปทีซันจิอย่างตกใจและเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด ก่อนจะทุ่มพลังทั้งหมดลงไปในการต่อสู้กับบิ๊กมัมอีกครั้ง และคราวนี้เขาจะไม่ถอยกลับเป็นครั้งที่สองแล้วเป็นแน่ เบจเองก็เลือดขึ้นหน้าแล้วเหมือนกันเมื่อมองไปเห็นเจ้าหญิงของตนล้มลงไปแบบนั้น กลายเป็นว่าตอนนี้เบจกับลูฟี่ก็กลับไปตะลุมบอนกับบิ๊กมัมอีกครั้ง แต่การต่อสู้ดุเดือดไม่ได้อยู่ในความสนใจของเรย์จูมากไปกว่าซันจิ

“ทุกคนถอยไป ฉันเป็นหมอนะให้ฉันดูอาการเธอ!!” เป็นเสียงช็อปเปอร์ที่ดังนำขึ้นมา เด็กหนุ่มตัวน้อยที่เพิ่งขึ้นมัธยมปลายมาหมาดๆฝ่าเข้ามากลางวงที่ล้อมเด็กสาวเอาไว้ เพื่อไปให้ถึงตัวเธอในทันทีพร้อมกับศัลยแพทย์แห่งความตาย

เลือดที่เจิงนองเต็มพื้นนั้นทำให้ช็อปเปอร์ชะงักไป แต่คนที่จะเป็นหมอในอนาคตก็ยังกัดฟันสู้แล้วก้มมองบาดแผลที่หน้าท้องของอีกฝ่าย

“โทราโอะกระสุนมันฝังอยู่ข้างใน เราต้องผ่าตัดแล้วล่ะ เดี๋ยวนี้เลย!!”

“ใจเย็นไว้โทนี่ยะ ฉันจัดการเองแต่เราต้องพาเธอกลับไปที่รถ” ผู้ผ่านประสบการณ์การผ่าตัดมานานมองสถานการณ์อย่างใจเย็น กระสุนที่ฝังอยู่ในนั้นคงจะเป็นกระสุนแบบพิเศษที่โดฟลามิงโก้พูดถึงในช่วงนี้ ถ้าศัลยแพทย์หนุ่มจำไม่ผิดดูเหมือนมันจะกำลังถูกซื้อขายอย่างลับๆในโลกใต้ดิน

ความร้ายกาจที่เป็นลูกตะกั่วแบบหนักพิเศษ ที่ทำให้เมื่อมันถูกยิงเข้าไปในตัวศัตรูแล้ว จะไม่ทะลุไปอีกฝั่งและฝังอยู่ภายใน และใช้ความพิเศษของสารที่ผสมเพื่อหลอมมันขึ้นมานั้น กร่อนทำลายอวัยวะภายในอย่างช้าๆเพื่อฆ่าเหยื่อให้ตายอย่างทรมาน ลอว์เลียริมฝีปากอย่างเคร่งเครียด พยักหน้าให้ช็อปเปอร์ฉีกยาห้ามเลือดและยาชาให้เธอไปก่อนเป็นอย่างแรก

“ซันจิฟังฉันนะ” ลอว์เรียกให้นัยน์ตาเรียวที่มองไปยังโซโลกลอกกลับมาสนใจเขา “ฉันจะไปปล่อยให้เธอเป็นอะไรไปทั้งนั้น แข็งใจเอาไว้ฉันจะอุ้มเธอขึ้น…อาจจะเจ็บสักหน่อย อดทนไว้นะ”

“ดะ…เดี๋ยว…” เด็กสาวรั้งแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักเอาไว้ “โซ…โล”

“ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่ข้างๆเธอ” มือสากกุมมือเรียวเอาไว้ ฟังทุกถ้อยคำที่แสนแผ่วเบานั้นอย่างตั้งใจ

“ช่วย…รอฉัน…อีกสักหน่อย…นะ” รอยยิ้มอ่อนแรงถูกส่งมาให้จากคนบาดเจ็บ เลือดไหลรินจากมุมปากคนที่ฝืนพูดออกมา รสสนิมเหล็กคงคลุ้งในลำคอระหงนั้นมากเป็นแน่

โซโลไม่ได้รับปากออกไป และซันจิก็ปิดเปลือกตาลงเพราะยาสลบเข็มสุดท้ายที่ช็อปเปอร์ฉีดเข้าไป ลอว์อุ้มเด็กสาวขึ้นมาพาเดินกลับไปยังรถที่จอดรออยู่ที่เดิมอย่างเร่งรีบและเบามือ เด็กหนุ่มผมเขียวเองก็ตามไปคุ้มกันทั้งสามจากพวกศัตรูที่ฉวยโอกาส

“พวกเราจะผ่าตัดที่นี่ไม่ได้ แผลอาจจะติดเชื้อนี่ไม่ใช่ห้องผ่าตัดนะ” ช็อปเปอร์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ตอนเอ่ยประโยคนี้ออกมา

“ถ้างั้นถ้าเป็นที่เจลมาล่ะ? ที่นั่นน่าจะมีอุปกรณ์พร้อมนะรวมถึงห้องผ่าตัดด้วย” นามิที่คอยอยู่ก่อนแล้วเสนอ

“ไม่มีเวลาแล้ว นิโคลยะออกรถเลย!” ลอว์ตอบรับคำพูดของนามิด้วยการหันไปสั่งโรบินที่ไม่ได้ขยับไปจากตำแหน่งเดิม

“แล้วพวกลูฟี่ล่ะ จะทิ้งพวกนั้นไว้ที่นี่หรอ?” นามิยังคงเป็นกังวล ใจหนึ่งก็ห่วงเพื่อนสาวที่ชุดแต่งงานสีขาวกลายเป็นสีแดงไปแล้ว อีกใจก็เป็นห่วงกัปตันของตนที่ต่อสู้พัลวันอยู่ด้านนอก

“เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง” โดฟลามิงโก้เอ่ยขึ้น

สองหนุ่มใหญ่ลงไปยืนในสนามรบอีกครั้ง ใบหน้าทั้งสองเต็มไปด้วยความจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ใบหน้าของโจ๊กเกอร์แห่งโลกมืดแสยะยิ้มน่ากลัวออกมา มือใหญ่ของเขากระแทกปิดประตูรถทรงประหลาดนั้น เร่งด้วยการกระทำให้นิโคล โรบินออกรถไปในที่สุด ก่อนจะเข้าไปช่วยฝ่ายของตนอย่างไม่ลังเล

 

 

“ทำไม…” พึมพำอย่างไม่เข้าใจ ราชาวินสโม๊คยังคงนั่งอยู่บนพื้นทั้งๆแบบนั้น

ส่วนตัวเรย์จูเองก็ยังมองไกลออกไปยังทิศทางที่รถคันใหญ่เคลื่อนออกไป ความเป็นห่วงกระจายขึ้นจับไปทั่วหัวใจที่ยังมีความรู้สึกของเขา อาจจะดีแล้วที่วินสโม๊คคนอื่นๆสู้อยู่ในระยะที่ไกลเกินกว่าจะมองเห็นภาพนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วเรย์จูไม่แน่ใจเลยว่าเหล่าพี่น้อง ที่ปล่อยสัญชาตญาณลงไปในสนามรบอย่างเต็มที่ จะทำอะไรลงไปบ้าง

“ท่านพ่อ ไม่ใช่เวลามานั่งอยู่แบบนี้แล้วนะ ตอนนี้มีแต่ต้องเชื่อใจพวกเขาเท่านั้น!! ส่วนหน้าที่ของพวกเราคือต้องจบสงครามนี่ซะ!” เรย์จูเรียกสติอีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะกลับไปสู้อีกครั้ง

ใช่…ประโยคนั้นเองก็เพื่อยํ้าเตือนกับตัวเองด้วยว่าหน้าที่ของเขาอยู่ที่ไหน เขาเติบโตเพื่อเป็นนักฆ่าและนักฆ่าจะทำหน้าที่ของตนในสนามรบ เขาจะจบเรื่องนี้และรีบกลับไปหาน้องสาวของตน เรื่องทุกอย่างมันก็แค่นั้น…

เขาไม่ได้หันกลับไปมองว่าจั๊ดลุกขึ้นอีกครั้งรึเปล่า แต่เสียงการต่อสู้ที่เกิดจากอาวุธหนักก็ทำให้เขาเชื่อว่ามันจะเป็นแบบนั้น

การต่อสู้ของพวกลูฟี่กับบิ๊กมัมหลังจากกินเวลาไปอีกหลายชั่วโมง ในที่สุดมันก็จบลงโดยฝ่ายกุมชัยตกเป็นของสมาชิกกลุ่มหมวกฟาง เมื่อชาล็อต หลินหลินและเหล่าลูกๆผู้ฝีมือเก่งฉกาจของเธอพ่ายแพ้ไปจนหมดแล้ว ลูกน้องคนที่เหลือของหนึ่งในสี่จักรพรรดิก็ยกธงขาวยอมแพ้

ลูฟี่ปฏิเสธที่จะปลิดชีวิตบิ๊กมัม และไม่สนใจเธออีกหลังจากที่ตนได้รับชัยชนะ ใครคนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นคร็อกโคไดล์ติดต่อไปที่ทหารเรือ ก่อนที่ทุกคนจะหนีออกจากที่แห่งนั้น พวกเบจ คร็อกโคไดล์และโดฟลามิงโก้กลับไปที่เรือของตนและถอนสมอออกเรือทันที ส่วนคนที่เหลือก็มุ่งหน้ากลับไปที่เจลมา

อิชิจิพ่วงคาตะกุริกลับมาด้วยแต่จั๊ดไม่ได้ให้ความใส่ใจมากนัก ในใจของราชาแห่งวินสโม๊คมีเรื่องสำคัญกว่าให้ต้องจัดการ

และทันทีที่จั๊ดกลับไปถึงเจลมา พลทหารก็เข้ามาแจ้งเรื่องคนแปลกๆที่บุกเข้ามาใช้ห้องผ่าตัด แต่เพราะเห็นว่าพวกนั้นพาซันจิเข้ามาด้วย ทุกคนจึงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหลีกทางให้ วินสโม๊คคนพ่อเพียงพยักหน้าตอบ ก่อนสั่งเคลื่อนย้ายกองทัพในทันทีเมื่อมั่นใจว่าทุกคนมาอยู่กันครบแล้ว เพื่อหลบหนีพวกทหารเรือที่กำลังเดินทางมาที่โฮลเค้ก

เมื่อเคลื่อนพลออกห่างได้ไกลพอสมควร อย่างที่คิดว่าคงจะไม่โดนตามเจอเร็วๆนี้แล้ว จั๊ดก็สั่งทอดสมออีกครั้งจัดยามเฝ้าระวังตลอดทั้งวันทั้งคืน และในเช้าวันถัดมาเรือของเบจ คร็อกโคไดล์และโดฟลามิงโก้ก็มาเทียบท่าของเจลมา กัปตันเรือทั้งสามมาเพื่อดูอาการของซันจิกันทั้งนั้น เมื่อทราบข่าวว่าเด็กสาวพึ่งออกจากห้องผ่าตัดในอาการที่เรียกได้ว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังไม่ได้สติทุกคนก็ดูจะลดความเป็นกังวลลงไปได้มากทีเดียว

เบจไม่ได้อยู่รอต่อเพราะถึงยังไงเขาก็ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องไปจัดการ เขาจึงออกเรือทันทีที่สบายใจโดยไม่ได้ฝากคำพูดอะไรทิ้งท้ายเอาไว้ เช่นเดียวกันกับโดฟลามิงโก้ที่ออกเรือกลับเดรสโรซ่าไปแล้วเช่นกัน เพราะสายเรียกเข้าที่คนของแฟมิลี่แจ้งมาว่าพวกทหารเรือเข้ามายุ่มย่ามในเมือง ซึ่งเขาจะไม่รีบกลับเท่าไรเลยว่าศูนย์ให้กองทัพเรือไม่ส่งพลเอกมาเอง ท่าทางเรื่องที่เขามีเอี่ยวในสงครามของบิ๊กมัมจะแดงไปถึงหูเจ้าพวกนั้นแล้ว

เมื่อโจ๊กเกอร์กับเบจเดินทางจากไปแล้ว ท่านเซอร์จากดินแดนทะแลทรายก็รู้อนาคตตัวเองว่าเขาจะอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นานแล้ว เมืองอลาบาสต้าอยู่ไกลมากจากนิวเวิลนี้ และเขาทิ้งที่นั่นมาพร้อมกับการฝากฝังทุกอย่างเอาไว้กับมือขวาคนสนิทเพียงคนเดียว แต่ถ้าทหารเรือสั่งพลเอกไปที่เดรสโรซ่า อีกไม่นานพลเอกก็ต้องไปโผล่ที่อลาบาสต้าเช่นกัน เพื่อไม่ให้เรื่องที่เขาไปงานเลี้ยงนํ้าชาด้วยแดงออกไป เขาจึงต้องออกเรือในเช้าวันถัดมาแล้วเช่นกัน

นิโคล โรบินและคร็อกโคไดล์ออกเรือจากไปแล้วอย่างไม่ชอบใจนัก ท่านเชอร์หนุ่มจุดซิการ์สูบติดต่อกับเกือบตลอดเวลาเพื่อดับอารมณ์หงุดหงิดของตน แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นหน้าซันจิก่อน และฝากฝังเด็กสาวไว้กับเรย์จูเล็กน้อยก่อนจะจากไป

กลุ่มหมวกฟางทุกคนที่ยังอยู่ก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเจลมาได้ ทุกคนมีบาดแผลกันไม่มากก็น้อยแต่ก็ไม่มีใครเป็นอะไรมาก นอกจากลูฟี่ที่หลับเป็นตายอย่างที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเรื่องปกติ นามิเองพอเริ่มขยับตัวได้ก็ส่งข้อความกลับไปหาพรรคพวกอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้มาด้วยกัน แจ้งข่าวกลับไปว่าสงครามจบลงแล้วและอัพเดตอาการเพื่อนสาวไปด้วยยามที่ว่าง

พี่น้องวินสโม๊คคนอื่นๆก็หายจากอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็วอย่างที่เป็นมาตลอด เพียงแต่สภาพจิตใจแต่ละคนก็ไม่สู้ดีนัก ทุกคนล้วนแล้วแต่เข้ามาเยี่ยมเด็กสาวกันเท่าที่จะเป็นไปได้ มานั่งคุยเรื่อยเปื่อยกับเธอเหมือนไม่อยากปล่อยให้เธออยู่คนเดียว

แต่ถึงแม้เรย์จูจะยังไม่เคยเห็นจั๊ดเข้าไปเยี่ยมเธอเลย ชนิดที่ไม่แม้แต่จะเฉียดไปยังตึกพยาบาลสักนิด ชายหนุ่มเห็นหน้าเขาน้อยมากด้วยซํ้าทั้งที่อยู่ในปราสาทเดียวกัน เรย์จูก็ไม่โทษเขาเรื่องนั้น

ในเวลานี้วินสโม๊ค จั๊ดเองก็คงยังสับสน ในหัวของเขาคงเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ และเขาเองก็มีเรื่องหลายอย่างให้ต้องจัดการทั้งเรื่องของเจลมา และเรื่องอารมณ์ของตัวเขาเอง

คนที่เข้ามาเยี่ยมเด็กสาวมากที่สุดก็หนีไม่พ้นโซโล เขาแทบจะอยู่กับเธอทั้งวันทั้งคืนแล้วถ้าไม่ถูกนามิสั่งให้นอนพักเสียบ้าง และอย่างน้อยที่สุดเขาก็ยอมไปหาอะไรทานตามที่เรย์จูบอก

ชายหนุ่มมองหน้าน้องสาวผู้หลับใหลด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทิ้งตัวลงนั่งแทนที่เด็กหนุ่มจับมือบางขึ้นมากุมหลวมๆ

“ฉัน…พวกเรายังมีเรื่องต้องคุยกันอยู่อีกเยอะเลยนะ อย่าหลับนานขนาดนี้สิเธอไม่ใช่ยนจิใช่ไหม? เพราะงั้นรีบตื่นขึ้นมาเถอะนะ”

 

……………………………………………………………

 

ความมืดมิด…

 

รอบกายของซันจิห้อมล้อมไปด้วยความมืดขนาดที่ต่อให้ลืมตาก็ยังมองอะไรไม่เห็น ร่างกายของเธอหนักเกินกว่าจะขยับได้แต่กลับล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่านั้น ซันจิจำได้ว่าล่าสุดตัวเองกระโดดกลับเข้าไปบังกระสุนให้กับจั๊ด น่าขำนะที่เธอเกลียดเขามากแต่กลับไม่สามารถละทิ้งเขาเอาไว้ได้

ผู้ชายคนนั้นเอาแต่พรํ่าถามเธอว่าทำไมหลายต่อหลายครั้ง ทำสีหน้าเหมือนทุกอย่างสิ้นสลายไปแล้วแบบนั้นไม่สมกับเป็นราชาเลือดเย็นเลยสักนิด เธออยากหัวเราะแล้วพูดแบบนั้น แต่ฝ่ามือใหญ่ที่กดห้ามเลือกที่ท้องให้ก็ทำให้เธอเลือกที่จะเงียบเอาไว้ โซโลเองก็รีบวิ่งมาหาเธอสีหน้าเขาเคร่งขรึมแบบที่เธอไม่ค่อยชอบนัก แต่เขาก็ยังจับมือของเธอที่ยื่นออกไปหา

ความรู้สึกผิดเกาะกุมอยู่ในใจ ดูเหมือนเธอจะทำให้ทุกคนเป็นห่วงอีกแล้ว…ไม่ไหวเลยจริงๆ แค่ลูกปืนโง่ๆนัดเดียวแท้ๆเชียว ความเจ็บปวดทางกายไม่เท่าทางใจจริงๆ

เธอหลับไปและฝากชีวิตเอาไว้ในมือศัลยแพทย์แห่งความตาย จนถึงตอนนี้เธอก็มัวแต่มานอนมองห้วงแห่งความมืดที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอยู่ มันสมควรจะถึงเวลาที่เธอจะตื่นเสียที แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอไม่พยายามทว่าไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ร่างกายไม่เป็นไปอย่างใจนึกเลยเธอไม่สามารถขยับได้แม้แต่นิ้วมือสักนิ้ว และทุกครั้งที่เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่งความเจ็บปวดก็จะพุ่งเสียดแทงจากท้องขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหว แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะกรีดร้องออกมา

 

นี่เธอกำลังจะตายรึเปล่านะ?

 

ไม่อยากเลยนะเรื่องตายเนี่ย…

เธอยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องทำ มีผู้คนมากมายที่ต้องขอบคุณและขอโทษ มีคนที่ยังคงรอคอยให้เธอกลับไปหา เธอยังไม่ได้พูดคำว่า ‘รัก’ กับโซโลเลยสักครั้ง และถ้าเธอตายไปจริงเหล่าเพื่อนพ้องที่เสี่ยงชีวิตมาช่วย จะต้องโทษตัวเองไปตลอดแน่ๆ…

เธอไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเลย

 

ซันจิ

 

นํ้าเสียงคุ้นเคยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน เด็กสาวสะดุ้งเฮือกกรอกตามองหาเจ้าของเสียงนั้นด้วยหัวใจที่เต็นเร็วแรง

“ท่าน…แม่…” เด็กสาวร้องเรียกเสียงแผ่ว “นั่นท่านแม่หรอ? อยู่ที่ไหนคะ อยู่ที่ไหนกัน!!?”

“ซันจิ ลูกรัก” เสียงนั้นใกล้ขึ้นกว่าเดิมมากจนซันจิรู้สึกราวกับมันเป็นเสียงกระซิบที่ติดอยู่ที่ข้างหู แต่เธอก็ยังมองอะไรไม่เห็นอยู่ดี “แม่อยู่นี่ลูกรัก แม่อยู่นี่”

เด็กสาวเพ่งมองเข้าไปในความมืดอีกครั้ง แสงสว่างเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดนี้ส่องสว่างไกลออกไป เด็กสาวตะเกียดตะกายด้วยร่างกายที่เจ็บปวดจนสามารถพาตัวเองมาถึงแสงนั้นได้ เธอเห็นสะพานไม้ที่เชื่อมสีดำกับสีขาวเอาไว้ด้วยกัน โซระยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพานนั้น ในชุดกระโปรงสีขาวที่เธอสวมเสมอๆ

นํ้าตารื่นขึ้นที่ขอบตา ดวงตากลมโตสีอความารีนเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ความคิดถึงคือสิ่งหนึ่งที่ฉายชัดมากที่สุดในเวลานี้

หญิงสาวผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับเธอเหลือเกินยิ้มแย้มออกมายามที่ได้เห็นเธอ ใบหน้าใจดีนั้นไม่ได้ต่างไปจากในความทรงจำแม้แต่น้อย

“ซันจิโตขึ้นเยอะเลยนะ แม่คิดถึงลูกมากเลยรู้ไหม” นํ้าเสียงอ่อนโยนเติมเต็มความอบอุ่นในจิตใจของเด็กสาว “เติบโตขึ้นเป็นเด็กสาวผู้อ่อนโยนและสง่างาม อย่างที่แม่หวังจะเห็นเลย”

“ท่านแม่…หนูเองก็ คิดถึงท่านมากเหมือนกันค่ะ…” นํ้าตาไหลท่วมใบหน้าน่ารักอย่างไม่อาจทานทน “ทำไมท่านมาอยู่ที่นี่…หรือว่าหนูกำลังจะตายงั้นหรอ?”

เด็กสาวผู้ชาญฉลาดสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว มันคงจะเหมือนหนังสือที่เธออ่านเมื่อนานมาแล้ว และนี่คงเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกคนเป็นกับคนตาย

“หึๆ เก่งมากซันจิ” โซระชมลูกสาวจากใจจริง “ลูกจ๋าแม่รู้ว่าลูกกำลังลังเล แต่ว่าอย่าอยากทิ้งชีวิตเพื่อมาอยู่กับคนที่ตายมานานแล้วเลยนะ ชีวิตคนเราไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถหนีจากความตายไปได้ ไม่ช้าก็เร็วสักวันลูกก็จะต้องตายเหมือนกัน เพียงแต่มันไม่ใช่ตอนนี้ลูกรัก…”

ราชินีวินสโม๊คมองความลังเลในใจของเด็กสาวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ซันจิทำได้เพียงร้องไห้เงียบๆจดจ้องภาพมารดาที่เธอรักยิ่งเอาไว้เท่าที่จะสามารถทำได้ ตัวตนของโซระช่างสว่างไสวเหลือเกินไม่ว่าจะเป็นแต่ก่อนหรือตอนนี้

“ลูกผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบากมาตั้งแต่ยังเล็ก และได้ผู้คนแสนใจดีที่ช่วยโอบอุ้มให้ลูกเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง เพื่อนๆของลูกเป็นสิ่งมีค่าสำหรับลูกใช่ไหม ยังมีเรื่องอีกมากที่อยากกลับไปทำใช้รึเปล่า?” โซระยิ้มกว้างเหมือนตอนที่ทานข้าวกล่องฝีมือซันจิครั้งแรก “แม่ไม่ไปไหนหรอกลูกรัก แม่จะมีชีวิตอยู่ในใจของลูกเสมอ บอกแม่สิจ๊ะว่าคนเก่งของแม่อยากกลับไป”

“ค่ะ…ท่านแม่ หนูอยากกลับไป” ซันจิตอบออกมาด้วยเสียงที่ไม่หายจากการสะอื้น พร้อมกับพยักหน้ารัวๆหนักแน่น

“นั่นแหละลูกสาวของแม่ แม่จะส่งลูกกลับไปนะ” โซระโบกมือลาลูกสาวด้วยรอยยิ้มกว้างเหมือนภาพสุดท้ายที่ซันจิได้เห็นในวัยเด็ก “ซันจิ…”

“พ่อเขาอาจจะเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง แต่เขาก็แค่สับสนเท่านั้นถ้าเป็นไปได้ก็อย่าเกลียดเขาเลยนะ…เรื่องหลายอย่างทำให้เขาเลือกเดินในทางที่ผิด แต่เนื้อแท้เขาก็ยังเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่สามารถสลัดเรื่องการตายของแม่ไปได้…” โซระเอ่ยด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน เธอยังคงเป็นห่วงจั๊ดแม้ว่าช่วงชีวิตสุดท้ายทั้งคู่จะจบแบบไม่ลงรอยกันนัก

“หนู…ไม่รับปากนะคะ” เด็กสาวยิ้มซนๆออกมา

โซระมองรอยยิ้มของลูกสาวแล้วก็ได้แต่แอบถอนหายใจอยู่คนเดียว แสงสว่างโอบล้อมรอบตัวซันจิและสว่างมากขึ้นเรื่อยๆจนแสบตา เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งลูกสาวตัวน้อยของเธอก็จากไปแล้ว

ราชินีแห่งวินสโม๊คจึงถอนหายใจออกมาได้อย่างเปิดเผย ซันจิเหมือนเธอมากจริงๆ…นํ้าตาหยดเล็กไหลจากดวงตากลมสีอความารีน แต่เหมือนเธอกับเขาคนนั้นผสมกันคนละครึ่งนะ

โซระหันหลังให้กับความมืดมิด เดินกลับเข้าไปในทุ่งหญ้าสีขาวสว่างของตน เด็กคนนั้นจะต้องมีความสุขได้แน่นอนหลังจากนี้ และสิ่งที่เธอจะทำก็คือการรอคอยต่อไปจนกว่าจะถึงเวลาที่พวกเราจะได้พบกันอีกครั้ง ซึ่งโซระก็หวังว่าเวลานั้นจะไม่เดินมาถึงเร็วมากนัก โลกหลังความตายไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกแล้ว มันมีเพียงช่วงเวลาที่เดินไปอย่างเชื่องช้าและความเงียบสงบอันเป็นนิรันดิ์เท่านั้น

 

……………………………………………….

 

ซันจิสะดุ้งเฮือกลุกขึ้นนั่งในความมืด มีเพียงแสนจันทร์เท่านั้นที่ส่องมาจากหน้าต่างบานใหญ่ข้างกายที่มอบแสงสว่างให้ ความเจ็บแปล๊บที่แล่นลิ่วจากท้องขึ้นมาทำให้นึกถึงตอนที่ตัวเองอยู่ในความมืดไร้ก้นบึ้งนั้น แต่สารพัดข้าวของและเตียงนอนที่เธอใช้อยู่ก็บอกเธอแล้วว่า ที่นี่คือเรือนพยาบาลของเจลมา

 

เธอกลับมาแล้ว

 

เด็กสาวยิ้มออกมาได้ มือเรียวยกขึ้นหมายจะมองดูตัวเองแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่มือข้างขวา เธอก้มมองลงไปก่อนจะได้เห็นภาพที่ทำให้ต้องยิ้มออกมาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้

โรโรโนอา โซโลนั่นเองที่เผลอหลับไปทั้งๆที่กุมมือเธออยู่อย่างนั้น เขาดูผอมลงไปนิดหน่อยและขอบตาคลํ้าลงจนอยากแซวว่าเป็นแพนด้าแมนรึเปล่า แต่ในเวลานี้เธอกลับทำเพียงขยับมืออีกข้างออกไป ลูบใบหน้ากร้านที่ไม่ยอมโกนหนวดของอีกฝ่ายแผ่วเบา เพียงเท่านั้นอีกฝ่ายก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมากระพริบตาปริบมองเธออย่างตกตะลึง

“ฉันตื่นแล้วนะ โซโล” นํ้าเสียงของเธอแหบแห้งเล็กน้อยเพราะเป็นเวลานานพอสมควรแล้วที่ไม่ได้ดื่มนํ้าสักเท่าไร แต่เรื่องนั้นโซโลไม่ใส่ใจอีกแล้ว

มือหยาบที่ขยับเข้ามาหาเด็กสาวสั่นเทาจนสัมผัสได้ ซันจิขยับจับมือข้างนั้นมาใกล้ตัวแล้วแนบใบหน้าลงไปแผ่วเบา เหมือนทุกครั้งที่เธอจะอ้อนเขา เพียงเท่านั้นโซโลก็ยิ้มกว้างออกมาและคว้าตัวเธอเข้าไปกอดแน่น ความโล่งอกโล่งใจแผ่กว้างจากร่างสูงที่สั่นน้อยๆ

“ขี้เซาไปแล้ว ยัยคิ้วม้วนจอมสร้างปัณหานี่นิ!” เด็กหนุ่มเอ็ดที่ข้างหู แต่เด็กสาวกลับหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายอีกครั้งอย่างอดไม่ได้ “ห้ามทำให้ฉันเป็นห่วงอีกนะ เข้าใจไหม!?”

เสียงขู่นั้นไม่ได้ทำให้ซันจิกลัวเลยสักนิด ความอบอุ่นแผ่ขยายตัวเข้ามาในใจของเธอเหมือนผืนดินแห้งแล้งที่ได้รับฝนชุ่มฉํ่า

“ขอโทษนะโซโล จะไม่ทำอีกแล้วล่ะ…ขอบคุณนะที่รอฉันมาตลอด” เด็กสาวกระชับอ้อมกอดแม้ว่านั่นจะทำให้เธอรู้สึกเจ็บแผลก็ตาม

โซโลผละจากออกมา แนบหน้าผากลงกับหน้าผากมนของอีกฝ่าย ยกมือขึ้นปาดนํ้าตาออกจากใบหน้าน่ารักของเด็กสาวผู้เป็นที่รักอย่างอ่อนโยน ทั้งสองคนจ้องมองกันและกันครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเด็กหนุ่มที่โน้มใบหน้าลงไปประกบจูบกับอีกฝ่ายแผ่วเบา ลิ้มร้อนแทรกเข้าไปในโพรงปากนุ่มของอีกฝ่าย หยอกล้อกับเรียวลิ้นเล็กที่พลิกหนีตกใจอย่างชํ่าชอง มอบรสจูบที่ลึกซึ้งและเร่าร้อนยิ่งกว่าครั้งไหนๆให้กับเด็กสาวไร้เดียงสา ที่ค่อยๆยอมคล้อยตามและจูบตอบกลับมาอย่างงกๆเงิ่นๆ เนิ่นนานจวบจนลมหายใจของเด็กสาวติดขัดเสียแล้ว โซโลจึงต้องยอมผละออกมาอย่างเสียอกเสียดาย

ของเหลวสีใสไหลรินจากมุมปากอิ่มที่เปลี่ยนเป็นสีกุหลาบ เจ้าของหอบหายใจน้อยๆอย่างที่โซโลลงความเห็นว่าเซ็กซี่สิ้นดี เขาแนบหน้าผากลงไปอีกครั้งมือทั้งสองของทั้งคู่กุมกันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“ร้ายนักนะเจ้าหัวมอส ไปเรียนมาจากไหนกันจูบแบบนั้นน่ะ” คนถามหน้าแดงระเรื่อ ไม่ยอมสบตากับอีกคนที่จ้องมานิ่ง

“ยังมีอีกหลายอย่างที่เธอไม่รู้ แต่ถ้าอยากลองก็พร้อมเสมอนะ…ดูสิว่าฉันจะทำให้เธอครางได้เซ็กซี่แค่ไหน” โซโลหัวเราะตบท้าย

“เจ้าหัวมอสลามกนี่…” ซันจิเอ็ดเสียงเขียว แต่โซโลได้ยินเหมือนเสียงลูกแมวน้อยที่ขู่ฟ่ออย่างเขินอายเสียมากกว่า และนั่นยิ่งทำให้เขาหัวเราะออกมาดังกว่าเดิม

“ฉันจะไปบอกคนอื่นว่าเธอฟื้นแล้ว”

เขาพูดสั้นๆแล้วลุกเดินออกจากห้องไป ซันจิมองตามแผ่นหลังกว้างที่ก้าวไปแล้วอย่างชั่งใจ ก่อนจะตะโกนรั้งเขาเอาไว้

“โซโล!” เด็กหนุ่มหันมามองอย่างสงสัย ซันจิแย้มยิ้มออกมาด้วยแก้มที่แดงระเรื่อ “รักนายนะ…รักมาตลอด”

โซโลมองใบหน้าน่ารักนั้นพลางยิ้มตอบกลับมา เขาไม่ได้เอ่ยอะไรและพาหัวใจที่พองโตของตนเดินออกจากห้องมา ความยินดีฉายชัดในแววตาที่กลับมามีประกายอีกครั้งของเด็กหนุ่ม แค่คำสั้นๆที่ตัวเขารอมาตลอดไม่คิดเลยว่าจะมาได้ยินเอาเดี๋ยวนี้

โรโรโนอา โซโลไม่ใช่ผู้ชายโรแมนติก ออกจะเป็นคนแข็งกระด้างไปเสียหน่อยด้วยซํ้าไป และเขาก็เชื่อมั่นในการกระทำมากกว่าคำพูดอยู่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ ทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้ไปด้วยกันทำให้ตัวเขารับรู้ดีว่าทั้งเขาและซันจิล้วนมีความรู้สึกที่ตรงกัน เขาบอกรักเด็กสาวบ้างเป็นบางครั้ง แต่เธอคนนั้นไม่เคยพูดเลยแม้แต่ครั้งเดียว

บางทีถ้ามันได้ทั้งการกระทำและคำพูด ก็อดจะรู้สึกชื่นใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้จริงๆ!

ใช้เวลาไม่นานในการไปตามทุกคนมาอย่างพร้อมหน้า ลูฟี่เป็นคนแรกที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับช็อปเปอร์ ทั้งสองคนนํ้าหูนํ้าตาไหลกอดเด็กสาวคิ้วม้วนกันเป็นการใหญ่ นามิเองก็กลั้นนํ้าตาแทบไม่อยู่เดินเข้ามาร่วมวงด้วยอีกคน ก่อนจะเทศนาสั่งสอนเธอเป็นการใหญ่ รวบยอดทั้งต้นทั้งดอกอย่างครบถ้วนพร้อมทั้งบังคับไม่ให้เด็กสาวทำอย่างนี้อีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งซันจิก็รับปากเป็นมั่นว่าตนจะไม่ทำอีกแน่นอน

ลูฟี่ก็เอาแต่หัวเราะอย่างดีใจที่เห็นว่าได้เพื่อนสาวคนเดิมกลับมาแล้ว ในขณะที่ช็อปเปอร์ขอตรวจเช็คร่างกายของเธออีกทีแล้วก็ได้รับผลการตรวจที่น่าพอใจ ว่าอีกไม่นานกุ๊กสาวก็จะหายดีเป็นปกติแล้ว

กลุ่มหมวกฟางที่มาพร้อมกับความอึกทึกเสมอ ปลุกให้พวกพี่น้องวินสโม๊คคนอื่นๆที่พร้อมใจกันมานอนที่เรือนพยาบาลรู้สึกตัวตื่น บรู๊คเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาเขาตรงเข้าไปกอดเด็กสาวอย่างยินดี ผู้อาวุโสที่สุดในที่นี้ไม่พยายามกลั้นนํ้าตาที่ไหลรินเพราะความยินดีแม้แต่น้อย ก่อนที่เรย์จูและคนอื่นๆจะเดินเข้ามาเบียดกันในห้องพยาบาล ให้ที่กว้างๆแคบลงไปในเวลาไม่ถึงสิบนาที

“ซันจิ!” เรย์จูเดินเข้ามากอดน้องสาวแน่นอย่างยินดี

“เรย์ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ” ซันจิกอดตอบแน่น

บุตรสาวเพียงคนเดียวของวินสโม๊คมองข้ามไหล่พี่ชายคนโตไปมองพี่น้องคนอื่นๆ อิชิจิถอดแว่นออกซับนํ้าตาโดยมีคาตะกุริยืนอยู่ข้างๆ นิจิหันหลังให้เธอแต่ดูจากตรงนี้ก็ยังรู้ว่าอีกฝ่ายไหล่สั่นแค่ไหน ส่วนยนจิยิ่งไม่ต้องพูดถึงวินสโม๊คคนน้องร้องไห้โฮแบบไม่ปิดบังแม้แต่น้อย เด็กสาวยื่นมือออกไปกวักเรียกแล้วสามพี่น้องก็เดินเข้ามากอดเธออย่างพร้อมเพรียงกัน ปล่อยให้คาตะกุริเอนหลังพิงกำแพงยืนมองมาด้วยสายตาผ่อนคลาย

“ฟื้นสักที ตอนได้ยินเรื่องเธอฉันเกือบฆ่าไอ้หมอนั่นไปแล้ว” อิชิจิกัดฟันพูด ยังคงเจ็บแค้นไม่หายเมื่อพูดถึงพุดดิ้ง

“ฉันไม่ได้ห่วงเธอเลยนะโว้ยยย!” นิจิตะคอกแบบที่ไม่มีใครเชื่อ

“โฮฮฮฮ! เป็นห่วงจนไม่เป็นอันทำอะไรแล้วรู้ไหมมม!? อย่านอนนานแบบฉันเซ่!!” ยนจิครํ่าครวญ

แล้วพี่น้องวินสโม๊คทุกคนก็กอดกันกลมร้องไห้โฮออกมาเหมือนเด็กๆ ลูฟี่มองภาพนั้นพร้อมกับหัวเราะออกมาแล้วกระโดดเข้าไปร่วมวงด้วย ช็อปเปอร์กับนามิก็ไม่วายลากโซโลเข้าไปด้วยอย่างนึกสนุก ปล่อยให้ผู้อาวุโสไปยืนหัวเราะเป็นเสียงประจำตัวอยู่ข้างๆคนบ้านชาล็อต

“โยะโฮะโฮะโฮะ ไม่เข้าไปร่วมวงกับเขาหน่อยหรอครับคุณคาตะกุริ?” พ่อบ้านชราเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกว้างใจดี

“ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา ผมเป็นแค่คนทรยศเท่านั้นเอง” คาตะกุริหัวเราะขื่นๆในลำคอ

“อย่าพูดแบบนั้นสิครับ มีแค่คุณเท่านั้นที่คิดแบบนั้นนะ”

แล้วบรู๊คก็ลากชายหนุ่มเข้าไปกอดกับเขาด้วย ช่างเป็นภาพที่น่าจดจำมากยิ่งนักในสายตาคนที่ผ่านโลกนี่มาเกินครึ่งชีวิตคนไปมากแล้วอย่างเขา คงจะดีไม่น้อยถ้าได้เห็นราชาวินสโม๊คคนนั้นมาอยู่ในภาพนี้ด้วย

เวลาผ่านไปพักใหญ่ช็อปเปอร์ก็ไล่ให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับห้องตัวเองไป เพื่อให้คนที่พึ่งฟื้นได้หลับพักผ่อน ไม่เว้นแม้แต่โซโลที่อิดออดไม่อยากไป ก็ต้องยอมลงให้กับสีหน้าเอาจริงของคุณหมอตัวน้อย ความเงียบสงบมาเยือนห้องพยาบาลอีกครั้งหลังจากที่ไฟถูกปิดลง ซันจิเอนกายล้มตัวลงนอน เปลือกตาบางขยับปิดลงอย่างช้าๆ และเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งก็แค่เกือบๆละนะ…

ประตูห้องเปิดและปิดแผ่วเบาพร้อมใครคนหนึ่งที่เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เด็กสาวไม่ได้ลืมตาขึ้นมองแต่ก็รับรู้ได้ว่าใครเป็นคนเดินเข้ามา เขาคนนั้นนั่งลงที่เก้าอี้ข้างตัวเธอ มือใหญ่วางลงที่ฝูกข้างกายเธอแผ่วเบาก่อนจะชักกลับไป เสียงถอนหายใจยาวดังมาจากร่างสูงใหญ่ของเขา

ราชาวินสโม๊คไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งจ้องเด็กสาวผู้หลับใหลนิ่งๆ ใบหน้าอาบแสงจันทร์อ่อนเยาว์ของเด็กสาวช่างละม้ายคล้ายคลึงกับราชินีผู้ล่วงลับเหลือเกิน ตลอดมาเขาเลี่ยงที่จะมองหน้าเธอเสมอเพราะความเหมือนอย่างร้ายกาจนี้มักทำให้เขาเจ็บปวด

แต่ตอนนี้มันไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว…จั๊ดเพียงแค่ตั้งแง่ และโยนความผิดทั้งหมด ความรู้สึกผิดทั้งหมดทั้งสิ้นให้กับลูกสาวที่น่าสงสาร โทษว่าความผิดพลาดทั้งหมดในชีวิตของเขาเกิดจากเธอเพียงผู้เดียว เขาเคยหลงผิดและทอดทิ้งภรรยาไปในตอนที่เธอต้องการเขามากที่สุด แล้วตอนนี้เขาก็กำลังทำแบบเดียวกันกับซันจิ

ถ้าหากว่ามันยังทันล่ะก็ เขาก็อยากจะแก้ไขทุกสิ่งอีกครั้ง…ถึงเวลาที่จะทำหน้าที่ ‘พ่อ’ ที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วเสียที แต่เขาก็รู้ดีว่าสำหรับซันจิแล้วเขาเป็นเพียงผู้ชายร้ายกาจที่มีความสัมพันธ์แค่เพียงในสายเลือด และคนคนเดียวที่เธอรักเหมือนพ่อคือเซฟ เรื่องนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแน่นอน ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดทันทีที่เด็กสาวหายสนิทและพร้อมจะกลับไปอีกครั้ง เขาก็จะหายไปจากชีวิตเธอเสีย…

จะไม่กลับมาให้เธอเห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง…ไม่สิ ต้องเรียกว่าครั้งที่สามจะเหมาะกว่า

จั๊ดยกยิ้มเศร้ามองลูกสาวของตน มือใหญ่เอื้อมไปหมายจะลูบเรือนผมยาวนั้นแต่ก็ยั้งเอาไว้ และชักมือกลับอยู่สองสามครั้งอย่างชั่งใจ เขาไม่สมควรแตะต้องเธออีกแล้ว

เขาทำร้ายเธอมาตลอด ทิ้งให้เธอต้องออกไปลำบากตรากตรำกระทั่งสามารถยืนหยัดได้อย่างมีความสุขแล้ว เขาก็พาเธอกลับมายังวังวนแห่งความเจ็บปวดอีกครั้ง แม้แต่คำขอโทษเขาก็ยังไม่กล้าเอ่ยมันตรงๆด้วยซํ้า และมันก็คงไม่เพียงพอจะชดใช้ทุกสิ่งที่อย่างที่เขาทำลงไปด้วย

ชายหนุ่มลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไป เปลือกตาบางกระตุกเปิดขึ้นในทันที ความเป็นกังวลและสงสัยเกาะกินเข้าไปในจิตใจของเด็กสาว ช็อปเปอร์กำชับให้เธอนอนพักเพราะถึงแผลจะหายดีไปมากแล้ว แต่ความเจ็บจะไม่ลดลงตามจนกว่าจะหายสนิทดีจริงๆ ดังนั้นทุกครั้งที่ซันจิขยับตัวเธอจะต้องเจ็บมากทีเดียว

เด็กสาวลังเลใจแต่สุดท้ายเธอก็ตลบผ้าห่มออกจากกายแล้วหย่อนขาลงจากเตียง ขาเปลือยเปล่าสัมผัสพื้นเย็นเฉียบ ซันจิสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วยันกายลุกขึ้นยืน เพราะไม่ได้เดินมาเกือบสัปดาห์เต็มๆแล้ว ร่างกายก็ดูจะไม่ฟังคำสั่งเอาเสียดื้อๆ เธออาศัยข้าวของระเกะระกะที่เพื่อนๆและพี่น้องทำยุ่งเอาไว้ก่อนแยกย้ายเป็นตัวช่วย ยันกายพาตัวเองเดินออกจากห้องไป

ลมทะเลที่ทำให้รู้สึกเค็มในลำคอพัดปะทะร่างกายทันทีที่เธอเดินออกมาพ้นเรือนพยาบาล เด็กสาวไม่แน่ใจว่าเธอควรจะเดินไปทางไหนดี แต่ก็เลือกจะก้าวเดินออกไปก่อนที่จะมีคนจับได้ว่าคนป่วยแอบออกมาเดินเล่น ความเจ็บปวดแล่นลิ้วขึ้นมาให้กัดฟันแน่นเป็นพักๆ ทว่าพลังใจมีมากกว่า

รู้สึกตัวอีกทีเธอก็มาหยุดอยู่ที่เนินกว้างสถานที่ซึ่งมีหลุมศพของโซระตั้งอยู่ และเธอก็ได้เจอกับคนที่คาดไม่ถึงนั่งอยู่ เหม่อมองออกไปไกลแสนไกล เปิดช่องว่างขนาดที่ทำให้คนป่วยเดินไปทรงตัวลงนั่งข้างๆได้โดยไม่รู้สึกตัว

“นอนไม่หลับหรอพี่คาตะกุริ?” ซันจิเท้าแขนลงกับพื้นหญ้านุ่มๆ มองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มมองอยู่

“อ่า…นิดหน่อยน่ะ” คนอายุมากกว่าสะดุ้งเล็กน้อย แล้วตอบกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ

“ยังกังวลเรื่องที่หักหลังบิ๊กมัมอยู่หรอ? หรือว่าเรื่องของอิชิจิ?” เด็กสาวยกขาขึ้นกอดเข่า แนบใบหน้าลงเหลือบมองผู้ชายตัวใหญ่ที่ซ่อนสีหน้าเอาไว้ภายใต้ผ้าพันคอผืนใหญ่ “ถ้าไม่สบายใจจะเล่าก็ได้นะ”

“พุดดิ้งพูดถูกเรื่องที่หม่าม๊าไม่ได้รักพวกเรานัก…” หลังจากเงียบไปเพื่อเรียบเรียงคำพูด เสียงทุ้มก็เกริ่นนำขึ้นมาเหมือนนึกย้อนกลับไปยังอดีต “ฉันกับอิชิจิคงเหมือนกันเรื่องนั้น แต่จั๊ดก็ดูรักพวกนายมากกว่าหม่าม๊า สำหรับหม่าม๊าแล้วพวกเราคนไหนที่ใช้การได้ก็จะกลายเป็นคนโปรด และใครที่เขาไม่ต้องการก็จะถูกปฏิบัติอย่างโหดร้าย ซึ่งฉันเป็นอย่างหลัง…”

“แล้วก็เติบโตขึ้นมาแบบนั้น ฉันพูดได้เต็มปากล่ะนะว่าไม่เคยเสียใจที่ทรยศเขาเลยสักนิด ตั้งแต่ตอนเจออิชิจิฉันก็คิดเอาไว้แล้วว่าถ้าจะได้อยู่กับเขา จะให้ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น…นํ้าเน่าว่างั้นไหม ทั้งที่เจอกันได้ไม่ได้แท้ๆ แต่ฉันเชื่อนะว่าฉันรักหมอนั่นจริงๆ”

ซันจิเดาว่าคาตะคุริกำลังยิ้ม เพราะดวงตาเหม่อลอยของเขาหรี่ลงอย่างอ่อนโยน ฟังไปแล้วก็อดดีใจไปเสียไม่ได้ที่เห็นว่ามีคนรักพี่ชายของตนเองได้มากมายขนาดนี้

“แค่…เกร็งนิดหน่อย แล้วก็ไม่มั่นใจว่าจั๊ดจะว่ายังไงเรื่องของพวกเรา เขาก็คงเกลียดพวกเราชาล็อตไปแล้วถึงแม้ฉันจะทรยศมาก็ตาม เขาคงเชื่อใจฉันไม่ได้ว่าฉันจะทรยศเขาเหมือนที่เคยทำกับหม่าม๊ารึเปล่า และที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นฉันก็อาจจะไม่ได้เจออิชิจิอีก…”

“อย่าคิดมากไปเลย อิชิจิไม่ยอมนั่งอยู่เฉยๆปล่อยให้เขามาแยกพี่ไปไหนหรอก เชื่อฉันสิ!” ซันจิฉีกยิ้มกว้าง รู้สึกอยากหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบในบรรยากาศดีๆแบบนี้ “แล้วฉันก็คิดว่าเขาคงไม่ทำแบบนั้นแล้วล่ะ”

คาตะกุริหันมาสบดวงตาสีเดียวกันกับคนรักของตนนิ่ง ก่อนจะยิ้มตามออกมาได้ในที่สุด พอได้ระบายความอัดอั้นออกไปก็เหมือนกับความกังวลจะคลายตัวออกจากหัวใจไปได้อย่างง่ายดาย เด็กสาวผู้แสนอ่อนโยนคนนี้มีบรรยากาศที่ทำให้คนอยากอยู่ใกล้ๆเสียจริงๆ

“ว่าแต่เธอออกมาทำอะไรดึกๆดื่นๆ รองเท้าก็ไม่ใส่ คงไม่ใช่เกิดอยากเดินเล่นกะทันหันหรอกนะ?” ชายหนุ่มถามกลับบ้างอย่างจับผิด

“ก็นะ ตอนแรกก็มีเหตุให้ต้องออกมาอยู่หรอก แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว…ง่วงแล้วด้วย จะกลับไปนอนแล้วพี่คาตะกุริก็รีบกลับนะ อิชิจิตื่นง่ายจะตายป่านนี้เขานั่งรอพี่อยู่แน่ ฝันดีนะ” ซันจิทิ้งท้ายแค่นั้นก่อนจะเดินย้อนกลับไปยังทางเดิม

ความคิดที่จะตามหาจั๊ดมลายหายไปเพราะความเหนื่อยล้า ยังไงเสียเธอก็ยังมีเวลาที่จะได้คุยกับเขาอีกเยอะ…คืนนี้แค่ได้ช่วยปลอบใจพี่เขยสักหน่อย ก็หลับสบายหายห่วงแล้ว

 

 

หายไปนานมากกก ขอโทษจริงๆนะคะ ยุ่งไปหมดเลยทั้งงานแล้วก็เรื่องเรียน

ถ้าชอบสามารถกดไลค์และคอมเมนท์เป็นกำลังใจกันได้นะคะ