One piece The High school Episodes : Uproariously languor XVIII

บทที่ 17 : คำสาบานรัก

 

“ลูกแกะทั้งสองของพระผู้เป็นเจ้าเอ๋ย ในวันที่ดีแบบนี้พวกเจ้าทั้งสองได้เดินเข้าสู่ปรัมพิธีในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ดำเนินพิธีกรรมอันบริสุทธิ์เพื่อเชื่องโยงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ่าวชาล็อต พุดดิ้งและเจ้าสาววินสโม๊ค ซันจิ…” นํ้าเสียงชวนให้รู้สึกสงบดังขึ้นจากบาทหลวงผู้ทำพิธี ร่างสูงใหญ่ของเขาอยู่ในชุดคลุมยาวกรอมเท้าสีดำสนิท สีหน้าที่ดูเหมือนอาชญากรมากกว่าผู้รับใช้พระเจ้าไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่าตื้นตันใจลดน้อยลง “ในยามพวกเจ้าทุกข์หรือในยามสุข พวกเจ้าก็จะสาบานว่าจะรักและอยู่ร่วมกันไป แม้ยามแข็งแรงหรือเจ็บป่วยก็จะไม่ทอดทิ้งให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมาน ในท้ายที่สุดความรักของพวกเจ้าจะเป็นนิรันดร์…”

ซันจิย่อกายลงเล็กน้อยเมื่อบาทหลวงกล่าวบทสาบานมาถึงจุดสำคัญ พุดดิ้งที่รู้หน้าที่ตัวเองดีอยู่แล้วก็เอื้อมมือออกไปเปิดผ้าคลุมหน้าของเด็กสาวออกอย่างเป็นงาน ใบหน้างดงามของเด็กสาวที่เขาตราหน้าว่าโง่งมไม่ทำให้ความตั้งใจของเขาสั่นคลอน ปืนกระบอกเล็กอันเดิมเหน็บซ่อนอยู่ตรงกางเกงภายใต้เสื้อนอกสีขาวเตรียมพร้อมจะปลิดชีพเสมอ เมื่อเจ้าของชักมันขึ้นลั่นไก

“จนกว่าความตายจะมาพราก” เสียงของบาทหลวงฟังดูเย็นเยียบเมื่อพูดประโยคถัดมาด้วยริมฝีปากที่แสยะออกเล็กน้อย

 

ใครเลยจะรู้ว่าความตายมันจะมาพรากเร็วกว่าที่คิดแบบนี้

 

“นี่พุดดิ้งคุง”

เด็กสาวเอ่ยขัดก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้ชักปืนออกมา เขาทำใจดีสู้เสือและปล่อยให้เธอได้พูดเพราะนั่นอาจจะเป็นประโยคสุดท้ายในชีวิตของเธอตลอดไปแล้วก็ได้ พุดดิ้งแสร้งแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนออกไป เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายพูดในสิ่งที่ต้องการได้ขณะเอื้อมมือไปหยิบปืนอย่างแนบเนียน

“ขอบคุณนะ”

ประโยคเกินคาดทำให้สีหน้าที่ปั้นแต่งขึ้นนั้นชะงักค้างไป

“สำหรับทุกอย่าง…รู้อะไรไหม ที่จริงนายก็เป็นคนดีนะเพียงแต่ชีวิตของพวกเรา ล้วนเติบโตกันขึ้นมากับอดีตที่เลวร้าย พ่อแม่ของพวกเราไม่ใช่คนที่ดีเท่าไรนัก บิ๊กมัมเองก็คงปฏิบัติกับนายไม่ดีเท่าไรใช่ไหม…ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องนั้นฉันเข้าใจดี” เด็กสาวยิ้มอย่างอ่อนโยนให้สีหน้าของอีกฝ่าย ที่แสดงความตกใจอย่างเป็นธรรมชาติเป็นครั้งแรก ไม่มีความโกรธเคืองอยู่ในสีหน้าของเด็กสาวแม้แต่น้อย “ไม่จำเป็นต้องลังเลฉันเลือกที่จะมาที่นี่ด้วยตัวเอง เหตุผลที่ฉันมายืนอยู่ตรงนี้ก็เพื่อคนที่ฉันรัก…ถ้าบิ๊กมัมเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนายเหมือนกัน และถ้านายเองก็พร้อมที่จะต้องสังหารคนเพื่อเธอแล้วละก็ อย่าลังเลที่จะยิงฉันโอเคนะ”

ไม่เหลือแล้วสีหน้าที่ปั้นแต่ง…

ไม่เหลือแล้วความสามารถในการเสแสร้งที่แสนภาคภูมิใจ…

ไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว เจตนารมณ์ที่จะฆ่า…

สีหน้าเตรียมใจที่พร้อมจะปล่อยให้เขาลั่นไกโดยไม่ขัดขืน ริมฝีปากบางที่ขยับยิ้มแสนงดงามราวกับจะปลอบโยนเขาที่เริ่มตัวสั่น ดวงตากลมโตที่หรี่ปิดลงเพราะอารมณ์ของสีหน้าราวกับจะบอกพุดดิ้งว่าเขาทำดีแล้ว…

ความอ่อนโยนที่ถูกส่งมาจากเด็กสาวเบื้องหน้า คือสิ่งที่พุดดิ้งไม่เคยได้รับ…คำชมเชยในตัวเขาอย่างจริงใจ แม้ว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำคือการฆ่าเธอก็ตาม

“หากเจ้าสามารถทำตามคำสาบานเหล่านั้นได้แล้วล่ะก็ งั้นก็จูบสาบานได้”

“เดี๋ยวก่อน!!”

ทว่ายังไม่ทันที่ฝ่ายใดก็ตามจะได้เริ่มดำเนินแผนการของตน เสียงทุ้มของบุตรชายลำดับสองของวินสโม๊คก็ดังขึ้นสยบทุกอย่าง เรียกให้ทุกสายตากวาดไปรวมกันที่เขาเป็นจุดเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่งคนทั้งสามชีวิตบนปรัมพิธี บัดนี้เด็กหนุ่มในชุดสูทออกงานกำลังยืนขึ้นด้วยสีหน้านิ่ง ให้จั๊ดขมวดคิ้วมองไปอย่างไม่เข้าใจ

“ท่านพ่อ” อิชิจิหันไปมองผู้เป็นบิดา แย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย “ขอโทษนะครับ…”

กล่าวจบเขาก็พุ่งออกจากโต๊ะไปทันที บันไดปรัมพิธีที่ทอดยาวไม่ได้ทำให้ความเร็วในการวิ่งของวินสโม๊ค อิชิจิลดลง ไม่นานเขาก็ไปยืนอยู่เบื้องหน้าคู่บ่าวสาวโดยปราศจากอาการหอบ ท่ามกลางความตกตะลึงจนไม่มีใครกล้าขยับตัวจากทุกคนในงาน

อิชิจิยิ้มให้ซันจิที่มองมาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาแล้วกระโดดลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว!

“ทำอะไรของนายอิชิจิ!?” ซันจิตะโกนอย่างตกตะลึง

“นั่นแกคิดจะทำอะไรอิชิจิ!!?” ราชาวินสโม๊คลุกพรวดขึ้นยืนตวาดลั่นอย่างเกรี้ยวกราดในทำนองเดียวกัน

“ท่านพ่อ…ผมไม่อยากเป็นหุ่นเชิดอีกแล้ว!” เด็กหนุ่มตะคอกกลับ “พวกเราทำเรื่องที่ผิดมาตลอด…ทุกอย่างก็เพื่อให้ท่านพ่อพอใจ แต่ว่าตอนนี้…งานแต่งนี่…พอแล้วล่ะ ผมรู้ว่าที่กำลังทำอยู่เป็นการทรยศ เพราะงั้นผมจะไม่ขอใช้นามของวินสโม๊คอีก!!”

ทุกคนเบิงตาค้างอย่างตกตะลึง ซันจิมองพี่ชายที่อุ้มเธอแนบอกจ้องไปด้านหน้า สบตากับผู้เป็นพ่อที่โกรธจนตัวสั่นอย่างไม่เกรงกลัว ด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งความไม่ถึงและความดีใจอยู่ลึกๆ

“ถึงเวลาชดใช้กับทุกอย่างที่ฉันทำลงไป…” อิชิจิพึมพำบอกกับเธอ ก่อนจะออกวิ่งฝ่าทุกคนที่ยังไม่หายตกตะลึงออกไปอย่างรวดเร็ว

จั๊ดลุกขึ้นทำท่าจะพุ่งตัวออกไป แต่ก็ต้องชะงักไปเพราะแขนที่ถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือของลูกชายคนโต เขาตวัดสายตากลับไปจ้องชายหนุ่มผมชมพูอย่างโกรธขึง สั่งด้วยสายตาให้อีกฝ่ายไม่อาจขัดขืนได้อีก เรย์จูพยายามสื่ออะไรบางอย่างด้วยสายตานั้น ก่อนที่จะจำต้องปล่อยมือให้จั๊ดทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการอีกครั้ง แต่แล้วราชาของวินสโม๊คก็ต้องหัวเสียเข้าไปอีก เมื่อหันมาเจอลูกชายอีกสองคนที่เหลือที่มายืนจังก้าขวางตนเองเอาไว้

“พวกแกก็ด้วยงั้นหรอ!?” ชายหนุ่มคำราม

นิจิกับยนจิตั้งท่าเตรียมพร้อมด้วยสายตามุ่งมั่นแทนคำตอบ พวกเขาอาจจะรั้งผู้เป็นพ่อไว้ได้ไม่นาน แต่อย่างน้อยๆมันก็น่าจะมากพอให้อิชิจิพาซันจิหนีไปได้ไกลพอสมควร ดังนั้นต่อให้เกิดอะไรขึ้นพวกเขาก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่ตนเองเลือกทำแน่

พวกเขาทำเรื่องแย่ๆกับเด็กสาวที่น่าสงสารมาตลอด เรื่องแค่นี้มันยังชดเชยอะไรไม่ได้เลยด้วยซํ้า…

บิ๊กมัมกระพริบตาพริบไล่ความมึนงง ทั้งการแตกคอกันเองของพวกวินสโม๊คและแผนการที่ปั่นป่วน ก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อดำเนินแผนการในทันที เมื่อทุกอย่างมันผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ก่อนที่พวกวินสโม๊คออกไปพ้นจากประตูงานและหนีไปพร้อมกับเจ้าสาว

หนึ่งในสี่จักรพรรดิของโลกใต้ดินลอบยกนิ้วโป้งขึ้นปากคอตัวเองเป็นสัญญาณ พ่อครัวที่รออยู่ก่อนแล้วก็เทเยลลี่สูตรพิเศษสีชมพูลงกับพื้น คนของฝ่ายชาล็อตที่เตรียมพร้อมแต่แรกแล้ว ก็กระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้กันอย่างพร้อมเพรียง ทันทีที่ขนมหวานนุ่มๆหยุ่นๆนองไปทั่วพื้นและสัมผัสเข้ากับร่างของใครก็ตามที่หลบไม่พ้น มันก็ติดหนึบหยุดการเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้นไปได้อย่างชะงักงัน

อิชิจิที่กำลังวิ่งออกไปเต็มกำลังนั้นแทบล้มหน้าคะมำ ยังดีที่เขายังมีสติมากพอจะไม่ทำให้เด็กสาวตกลงไปด้วย ทั้งจั๊ด และพี่น้องวินสโม๊คคนอื่นๆก็ติดแหงกไม่สามารถขยับตัวได้ แถมยังดูแย่กว่าพวกอิชิจิเสียอีก เมื่อเยลลี่นั้นราดรดตั้งแต่แขนของพวกเขาลงไปจรดปลายเท้าเลย มันเป็นเยลลี่แบบเดียวกับที่เรย์จูเคยโดนไปแล้วแน่ๆ ซันจิค่อนข้างมั่นใจ

ไม่อยากเชื่อเลยว่าแค่เยลลี่จะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของปีศาจสงครามอย่างวินสโม๊คได้ หัวหน้าพ่อครัวลอบยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม ไม่มีใครคิดหรอกว่าขนมหวานก็กลายเป็นอาวุธได้ ถ้าหากมีวัตถุดิบและส่วนผสมพิเศษดีๆอย่างเจลาตินแข็งตัว ที่เขาปรุงขึ้นมาเป็นพิเศษให้มีคุณสมบัติไม่ต่างกับกาวดักหนู ซึ่งแข็งตัวเป็นขนมหวานแสนอร่อย

“นี่ไม่ดีแล้ว…ซันจิกระโดดไปตรงเก้าอี้นะแล้ววิ่งหนีออกไปเลย ตอนนี้ก็ยังทันอยู่” อิชิจิสั่งน้องสาว เมื่อประเมินแล้วว่าสถานการณ์ตรงหน้าเลวร้ายแค่ไหน

“แล้วพวกนายล่ะ? พวกบิ๊กมัมล่ะ!? ไม่เอาด้วยหรอกนะ” เด็กสาวเถียงเสียงแข็ง

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า พวกเราเอาตัวรอดได้แต่ถ้าเธอถูกจับได้ทุกอย่างก็สูญเปล่าน่ะสิ! เดี๋ยวคาตะกุริก็จะมาช่วยฉัน เข้าใจไหม?” อิชิจิกระซิบคำหลังตอบ

“นี่มันเรื่องอะไรกันบิ๊กมัม! พวกฉันอุตส่าห์เชื่อใจเธอ แล้วนี่มันอะไรกัน!?!” เสียงของจั๊ดลอยเข้ามาในโสตประสาทของซันจิ เธอหยุดเถียงกับอิชิจิแล้วหันชะโงกตัวมองไปด้านหลังที่พวกจั๊ดอยู่

จั๊ดและเหล่าพี่น้องวินสโม๊คคนที่เหลือ กำลังถูกคนของชาล็อตเล็งปืนมาที่หัวในขณะที่ตัวราชาวินสโม๊คเริ่มสั่นไหว

“ไม่เอาน่า ดูสถานการณ์ก็น่าจะรู้แล้วนี่หน่า งานแต่งงานนี้น่ะมันก็แค่กับดักตั้งแต่แรกไงล่ะ นี่ล่ะคือเมนคอสที่แท้จริงการเข่นฆ่า!! เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้เถอะ…โอ๊ะโอ๋? หน้าแบบนั้นมันอะไรกันจั๊ด? ยิ้มกว้างๆเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายเป็นไง” นํ้าเสียงอารมณ์ดีแสนล้อเลียนของหนึ่งในลูกชายของบิ๊กมัมดังขึ้นข้างหูราชาของวินสโม๊ค

ซันจิชะงักค้างแทบลืมไปเลยว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และสมควรจะพูดโต้ตอบอะไรกับอิชิจิที่กำลังเรียกถามเธออยู่รึเปล่า

นํ้าตาค่อยๆไหลจากดวงตาที่สะท้อนทั้งความเสียใจและเจ็บใจในเวลาเดียวกันของเขาคนนั้น สะอื้นเหมือนเด็กๆอย่างน่าสงสาร ครํ่าครวญออกมาอย่างไม่สมกับเป็นราชาบ้าสงครามแสนเย็นชาคนเดิม

“โกหกใช่ไหม…บอกทีเถอะ…”

แม้แต่ปีศาจที่เลวร้ายที่สุดในโลกก็ยังมีเลือดมีนํ้าตาเหมือนคนอื่นๆ เหล่าพี่น้องวินสโม๊คคนอื่นๆมองผู้เป็นพ่อด้วยสีหน้าตกใจ เว้นแต่เพียงเรย์จูที่มองเขานิ่งไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

“ฉันทุ่มเททุกอย่างสำหรับสัญญาครั้งนี้ อุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อฟื้นฟูเจลมาอีกครั้งแล้วทำไมล่ะ!! พูดอะไรสักอย่างสิบิ๊กมัม!!” ชายผู้แตกสลายครํ่าครวญ แว่วเสียงล้อเลียนของคนจากชาล็อตให้เจ็บใจมากกว่าเดิม

ปืนกำลังจะถูกเหนี่ยวไกแล้วและภาพนั้นทำให้ซันจิได้สติ เด็กสาวดีดตัวเองออกจากอ้อมแขนของพี่ชาย กระโจนรวดเดียวขึ้นไปเหยียบบนโต๊ะจัดงานเลี้ยง วิ่งย้อนกลับไปอย่างไม่สนใจเสียงร้องโวยวายและคนของบิ๊กมัม ที่ชักอาวุธออกมาขัดขวางเธอแม้แต่น้อย

“เรย์จู!!”

เจ้าของชื่อหันไปมองน้องสาวที่ต่อสู้สุดกำลังมาตลอด และเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพวกพ้องที่พึ่งพาได้ถึงขนาดยอมมาช่วยเธอถึงที่นี่ ดูเหมือนเขาจะดูถูกความอ่อนโยนของเด็กสาวตัวน้อยของเขามากเกินไป เธออ่อนโยนมากจนไม่สามารถทอดทิ้งเจลมาผู้ชั่วร้ายและหนีไปได้ด้วยซํ้า สำหรับเรย์จูแล้วเขาเกลียดชังวินสโม๊คมากนัก เขาใช้ชีวิตอย่างละอายใจและแบกรับความรู้สึกผิดมาโดยตลอด ทว่าการได้เห็นน้องสาวที่เติบโตขึ้นมามากขนาดนี้ หัวใจของเขาก็ราวกับจะได้รับการช่วยเหลือเอาไว้แล้ว

 

ขอบคุณนะซันจิ

ได้โปรด…มีชีวิตอยู่ต่อไปด้วย

 

คร็อกโคไดล์ที่นั่งอยู่ไม่ไกลแสยะยิ้มออกเป็นคนแรก ชายหนุ่มสูบซิการ์แรงๆและขยี้มันลงกับที่เขี่ยบุหรี่ พ่นควันยาวออกมาเมื่อได้เห็นภาพความวุ่นวายเบื้องหน้า ตัวเขาเองก็โดนเยลลี่ไปด้วยเหมือนกัน แต่ก็แค่ที่ขาเท่านั้นโดยมีโดฟลามิงโก้ขยับเข้ามากระซิบข้างหูด้วยท่าทีร่าเริง

“นับถอยหลังกันหน่อยดีไหม? 3”

“2” คร็อกโคไดล์ยอมเล่นด้วย

“1”

“และ…”

“บิ๊กมัม!!!!!”

เสียงนั้นไม่ได้มาจากสองหนุ่มใหญ่อีกแล้ว แต่มันมาจากกลุ่มคนที่พุ่งทะลุออกมาจากเวดดิ้งเค้กที่ค่อยๆล้มลงอย่างช้าๆ เด็กหนุ่มอายุน้อยผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกใหม่และผองเพื่อนของพวกเขา

“นั่นมัน หมวกฟางลูฟี่!!!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นแล้วความวุ่นวายอีกระลอก ก็ก่อตัวขึ้นทดแทนความเงียบชั่วอึดใจเมื่อครู่

ฝ่ายชาล็อตต่างลุกฮือขึ้นเข้าปกป้องบิ๊กมัม ในขณะที่ฝ่ายผู้บุกรุกมารวมตัวกันอยู่ตรงข้ามกับชาล็อต หลินหลิน และคนอื่นๆที่อยู่ใต้เค้กที่ล้มต่างก็พากันหลบหนีกันจ้าละหวั่น ช่วยยืดเวลาให้ซันจิเข้าไปถึงตัวของเหล่าพี่น้องได้ทันเวลาพอดี

ขาเรียวตวัดเตะปืนในมือทุกคนให้ตกลงไปบนเยลลี่อันตรายนั้นที่แข็งตัวไปแล้ว ตีลังกากลับขึ้นมาจุดบุหรี่ตัวใหม่ขึ้นสูบ ยืนขึ้นกลางโต๊ะด้วยท่วงท่าสง่างาม นัยน์ตาสีอความารีนเหลือบมองเพื่อนของตนที่ยืนจังก้าท้าทายหญิงสาวเรืองอำนาจอย่างไม่เกรงกลัว กระตุกยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก

การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นแล้วหญิงสาวผู้บ้าคลั่งหยิบอาวุธที่ซ่อนไว้ออกมา จัดการกับผู้บุกรุกอย่างเกรี้ยวกราด เหล่าลูกๆที่เป็นยอดฝีมือของบิ๊กมัมเองก็ควานหาอาวุธออกมาต่อกรกับฝ่ายศัตรูด้วยเช่นกัน

“อ้าวๆ อย่าเมินกันสิเฟ้ย!” ยูสทัส ซี. คิด แสยะยิ้มด้วยความมั่นใจพลางแลบลิ้นเลียเค้กที่เปื้อนใบหน้าตนเอง รสหวานที่เหมือนทำนํ้าตาลหกใส่ทำให้เขาทำสีหน้าปุเลี่ยนออกมา ในมือถือปืนขนาดใหญ่ที่ร่วมสร้างร่วมดัดแปลงกับเพื่อนหนุ่มอีกสองคนมาอย่างดุดัน เพียงลั่นไกก็เป่าโต๊ะจัดงานเลี้ยงกระจายไปคนละทิศละทาง

แก๊งหมวกฟางยืนจังก้ามองลูกๆตระกูลชาล็อตทุกคนด้วยสีหน้าเตรียมพร้อม อาวุธประจำตัวแต่ละคนก็กระชับมันเอาไว้ในมือแน่น แม้จะเปื้อนไปด้วยคราบคลีมเค้กไม่น้อย ก็ไม่ได้ลดความน่าเกรงขามจากท่วงท่าเหล่านั้นของอีกฝ่าย

ศัลยแพทย์แห่งความตายถือดาบยาวของตนพาดบ่า ไม่คิดว่าตนเองจะได้หยิบมันมาใช้อีกครั้ง ลอบถอนหายใจให้กับแผนการเปิดตัวสุดอลังการที่จะเป็นของใครไปเสียไม่ได้อย่างลูฟี่ มีอย่างที่ไหนเข้าไปแอบในเค้กแต่งงาน แถมยังเผลอหลับจนเกือบจะออกมาไม่ทันแล้ว แต่เขาก็ต้องทำใจแล้ว…ในเมื่อนี่ไม่ใช่ครั้งแรก บางครั้งเขาก็ต้องละเว้นเรื่องระหว่างทางไปบ้าง เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

เบจมองภาพพันธมิตรของตนด้วยรอยยิ้มสะใจ ปืนลำกล้องใหญ่ถูกประทับบนบ่าของฟาเธอร์และยิ่งออกไปลดจำนวนศัตรูไม่เลือกหน้า

“สร้างความวุ่นวายประกาศสงครามกับบิ๊กมัม…เจ้าพวกนั้นทำถึงขนาดนี้เพื่อที่จะช่วยซันจิเลยงั้นหรอ!!!” จั๊ดพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

ทว่าการต่อสู้เบื้องหน้าของตนก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นความจริง เขาเบนสายตากลับไปหาเด็กสาวในชุดแต่งงาน เธอกระโดดสูงฟาดส้นเท้าลงไปยังเยลลี่เบื้องล่างเพียงครั้งเดียวก็สร้างรอยร้าวให้ขยายกว้าง กระทั่งมันแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ปลดปล่อยทุกคนที่ถูกพันธนาการเอาไว้อย่างสวยงาม

เธอหันมาพูดอะไรกับนิจิและยนจิเล็กน้อย เสมองออกไปยังอิชิจิก็เห็นว่าคาตะกุริเข้าไปช่วยแล้ว จึงถอนหายใจโล่งอกออกมาได้

“ต่อจากนี้ก็ดูแลตัวเองไปก็แล้วกัน ฉันทำทุกอย่างที่อยากทำไปหมดแล้ว” ซันจิปรายตามองจั๊ดเล็กน้อย ก่อนจะละสายตากลับมาที่เรย์จู

“อย่าตายนะเรย์” เธอพูดแค่นั้นก่อนจะกระโดดกลับเข้าไปในสนามรบอีกครั้ง

พุดดิ้งที่รู้ตัวว่าการชะงักเพียงชั่วครู่ของตนเองได้ทำเรื่องผิดพลาดไปแล้ว รีบลงจากปรัมพิธีมาจัดการหน้าที่ของตนให้เสร็จสิ้น ไม่ลังเลที่จะเหนี่ยวไกอีกในครานี้ แม้ว่ามันจะไม่เฉียดตัวอีกฝ่ายเลยก็ตาม

“ดูซะสิ! นี่คือตัวตนที่แท้จริงของฉัน กำลังผิดหวังใช่ไหมล่ะ!! สบายใจได้เลย อีกเดี๋ยวแกก็จะได้ไปสบายแล้วเหมือนกับผู้คนนับไม่ถ้วนที่ฉันเคยหลอกมา!!” นํ้าตายังไม่หยุดไหล เหมือนกับคำพูดแดกดันที่ไม่สงบลง

“รวมถึงตัวนายเองด้วยหรอ? พุดดิ้งคุง” ซันจิตอบกลับด้วยสีหน้านิ่งเฉย

“หุบปากนะ! หุบปาก! ทำไมฉันต้องฟังสิ่งที่เธอพูดด้วย!!” เด็กหนุ่มรัวปืนจนหมดแม็ก แต่มันไปไม่ถึงเป้าหมายของเขาแม้แต่น้อย “อย่าทำเหมือนเข้าใจ อย่าพูดเหมือนรู้ทุกอย่างนะ!! เธอไม่รู้! ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว แล้วทำไม!!”

เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังพร้อมกับบุตรชายลำดับที่สามของชาล็อตที่ฟาดง้าวเข้าใส่ ซันจิกระโจนเข้าไปดึงเด็กหนุ่มออกมาได้ทันก่อนที่ตัวจะสัมผัสคมง้าวไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“พะ…พี่ ‘ไดฟุกุ’” พุดดิ้งหันไปมองด้วยสีหน้าตกใจ

“ทำพลาดครั้งใหญ่แล้วเจ้าคนไร้ค่า! ถ้ายัยนี่ไม่ตายก็เริ่มงานไม่ได้กันพอดี” ชาล็อต ไดฟุกุตวาด

“เดี๋ยวก่อนสิ รับรองว่าฉันจะ…!” พูดได้ไม่ทันจบประโยค ฝ่ามือของผู้เป็นพี่ก็ฟาดเข้าใส่เขาจนกระเด็นไปด้วยแรงที่ไม่มีการยั้ง

“ถ้าทำไม่สำเร็จในตอนนั้นแกก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว! ไปให้พ้นทางฉันซะ!!” ใบหน้าของคนที่ตบน้องชายตัวเองกระเด็นไม่ได้เปลี่ยนแม้แต่น้อย “แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว ฉันจะจัดการเอง!!”

“นั่นน้องชายนายนะ” เด็กสาวหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ ปรายสายตามองไปยังเด็กหนุ่มที่ยันกายขึ้นมาอย่างยากลำบากด้วยความสงสารจับใจ

สิ่งที่เธอพูดกับเขาที่ปรับพิธีไม่มีส่วนไหนเลยที่โป้ปด เธอกับเขามีวัยเด็กที่ไม่น่านึกถึงเหมือนๆกัน…เพียงแต่ เขาไม่ได้โชคดีที่มีเพื่อนที่ดีเหมือนอย่างที่เธอมี หากเธอยังใช้ชีวิตอยู่ที่เจลมาซันจิก็เชื่อว่า เธอจะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงที่เลวร้ายมากทีเดียว

“บอกไว้ก่อนเลยว่าฉันเป็นผู้หญิงสู้คนนะ โอเค?”

มือเรียวฉีกกระโปรงชุดแต่งงานรุ่มร่ามขึ้นสูงจนเกือบถึงต้นขา เพิ่มความคล่องตัวให้กับตัวเอง ตวัดขาขึ้นใช้ส้นรองเท้ารับคมดาบปลายง้าวของอีกฝ่ายอย่างสง่างาม อีกฝ่ายเป็นผู้ชายตัวใหญ่แข็งแรงและเจนสนาม ถ้าสู้กันตัวต่อตัวในชุดรุ่มร่ามแบบนี้เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถเอาชนะได้ แต่เธอจะต้องไม่แพ้!!

ไม่มีเวลาให้ใช้ครุ่นคิดอีกแล้วเมื่อง้าวหนักๆนั่นตวัดฟาดเข้าใส่ ซันจิกระโดดหลบตัวลอยงอขาขึ้นหลบปล่อยให้กระโปรงถูกฟันขาดอย่างไม่ใส่ใจ ชุดแต่งงานยาวกลายเป็นเดรสสั้นขาดๆภายในการฟาดฟันเพียงครั้งเดียว

 

ไม่ง่ายซะแล้ว…

 

เด็กสาวต่อสู้ไปเรื่อยๆอย่างค่อนข้างเสียเปรียบ กระทั่งในตอนที่จะพลาดท่าคนที่คาดไม่ถึงก็ พุ่งเข้ามาขวางระยะง้าวที่ฟาดใส่ซันจิได้อย่างพอดิบพอดี

“นี่หมายความว่ายังไงคาตะกุริ! ต่อจากเบจก็เป็นแก…นี่แกก็ทรยศหม่าม๊าหรอ!?” ไดฟุกุมองพี่ชายอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

คาตะกุริไม่ตอบอะไรและตวัดขาเตะอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นอย่างง่ายดาย แต่ไดฟุกุก็ไม่ได้ยอมแพ้ในทันที ทั้งสองคนจึงพุ่งเข้าใส่กันอีกครั้งอย่างรุนแรง ระดับพลังที่ต่างกันมากเกินไปทำให้ลูกๆคนอื่นที่รับรู้เรื่องนั้นดีไม่กล้าเข้ามาสอดการต่อสู้ตรงหน้า

กลุ่มหมวกฟางและพันธมิตรเองต่างก็ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้ว่าลูกๆของบิ๊กมันจะมีมากมายหรือเจนประสบการณ์มากแค่ไหน แต่บางครั้งสิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถเอาชนะหัวใจและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ของเด็กยุคใหม่ที่พร้อมจะมุ่งหน้าชนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนของตนได้

อิชิจิสลัดชุดสูทออกตั้งท่าเตรียมพร้อมกระโจนเข้าไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคาตะกุริ ที่ล้มไดฟุกุลงได้แล้วด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองคนไม่พูดพรํ่าอะไรให้เสียเวลา นอกจากกำจัดศัตรูเบื้องหน้าด้วยพลังทั้งหมดที่พวกเขามี ยนจิกับนิจิเองก็ออกลีลาวิวาทกันอย่างสนุกสนาน ทิ้งเรย์จูที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนไว้ อยู่เป็นเพื่อนจั๊ดที่ไม่พูดอะไรมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว

“ท่านพ่อ…” เรย์จูเอ่ยขึ้นในที่สุด “ท่านปฏิเสธเด็กคนนั้นมาตลอด ทำร้ายเธอมามากมาย…แล้วรู้สึกยังไงบ้างตอนนี้ ที่เธอเพิ่งจะช่วยชีวิตท่านเอาไว้?”

จั๊ดพูดไม่ออกอารมณ์ความรู้สึกทั้งมวนรวมถึงทิฐิจุกอยู่ที่คอของเขา นํ้าตายังคงไม่หยุดไหลเพียงแต่จั๊ดไม่อาจแน่ใจได้อีกแล้ว ว่านี่เป็นนํ้าตาสำหรับอะไรกันแน่

“ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป เด็กคนนั้นจะต้องเข้าใจได้แน่นอน…เพราะเธอเหมือนกับท่านแม่มากขนาดนั้นนี่หน่า” นํ้าตาคลอในดวงตาที่กระพริบถี่ของเรย์จู ความคิดถึงที่ตีย้อนกลับมาเพราะท่าทีของเด็กสาวทำให้นึกถึงบุคคลผู้ล่วงลับ “ถ้ารอดจากที่นี่ไปได้ ท่านก็ยังแก้ไขมันได้อยู่นะ”

เรย์จูพูดได้เพียงเท่านั้นในที่สุดตัวเขาก็ถอดชุดสูทตัวนอกออก และกระโจนสู่สนามรบอีกคนเพื่อเป็นกำลังให้กับผู้เป็นน้องสาว นี่อาจจะเป็นสงครามครั้งแรกก็ได้ที่เขาได้ตัดสินใจลงสนามด้วยตัวของเขาเอง กำจัดศัตรูลงเพราะมีสิ่งที่ต้องปกป้อง ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องที่ใจเรียกร้องมาตลอด

“ต้องให้เด็กๆมาสอนแบบนี้ดูไม่ได้เลยนะจั๊ด” เสียงทุ้มของคร็อกโคไดล์เอ่ยขึ้นจากเบื้องหลัง สองหนุ่มที่ไม่ได้เข้าไปร่วมตะลุมบอนกับใครเขาเดินมาประกบสองข้างราชาแห่งวินสโม๊ค “นายเปลี่ยนไปมากตั้งแต่โซระจากไป รู้ตัวเองใช่ไหม?”

“อ่า…รู้อยู่แล้วล่ะ” ราชาหยุดนํ้าตาของตัวเองไม่ได้ จึงซ่อนมันด้วยการก้มหน้าลงเล็กน้อย ทิ้งกายกลับลงไปนั่งที่เก้าอี้อย่างหมดแรง

คำพูดของ ‘เพื่อนเก่า’ เจ็บลึก แต่มันก็ฝังใจให้ได้คิด…

แม้จะอยู่ท่ามกลางสนามรบแต่จั๊ดกลับนึกย้อนไปถึงอดีตในวันวานอย่างช่วยไม่ได้ คร็อกโคไดล์มองสีหน้าของจั๊ดแล้วตัดสินใจจุดซิการ์ตัวใหม่ขึ้นสูบ ทิ้งกายลงนั่งข้างๆเขาจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างไม่โฟกัสจุดไหนเป็นพิเศษ โดยมีโดฟลามิงโก้ช่วยจัดการพวกที่มาจุ้นจ้านคนเขาคุยกันอยู่ให้

 

…………………………………………………….

 

จั๊ดเป็นผู้ชายทะเยอทะยานมาตั้งแต่หนุ่มๆแล้ว เขาสร้างเจลมาขึ้นมาภายใต้ชื่ออาณาจักรแห่งวิทยาการ และเคยเป็นราชวงศ์ที่ปกครองทะเลฝั่งนอธบูล นั่นคงจะเป็นช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์ที่สุดของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการล้วนอยู่ในกำมือ เพียงกระดิกนิ้วก็ได้มาครอบครองทั้งหมด จนกระทั่งเขาได้เจอกับโซระ

เธอเป็นผู้หญิงฉลาด แข็งแกร่ง และสะสวย แต่สิ่งที่ทำให้เธอต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ คือเธอเป็นเพียงคนเดียวที่ปฏิเสธตัวเขา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงของจั๊ด เขาตามจีบโซระเป็นเวลายาวนานและค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนตอนนั้นผู้คนในเจลมาก็กล้าออกปากรับประกันเลยว่าราชาของพวกเขา กลายเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนมากแค่ไหน

แล้วเขาก็ขอโซระแต่งงาน งานแต่งนั้นจัดที่อาณาจักรเจลมาอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ผู้คนมีชื่อเสียงมากมายทั้งมิตรและศัตรูของจั๊ดล้วนได้รับการ์ดเชิญ มีเพียงวันนั้นเท่านั้นที่เรื่องราวความขัดแย้งและผลประโยชน์ทั้งหมดถูกโยนทิ้งออกไป แขกทุกคนที่ถูกเชิญล้วนแล้วแต่ชื่นชมภาพงานแต่งงานนั้น และจดจำมันเอาไว้ในจิตใจราวกับจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต

คร็อกโคไดล์และโดฟลามิงโก้เองก็เคยมาในงานแต่งงานนี้เช่นกัน พวกเขาในตอนนั้นยังเด็กและเลือดร้อนแต่ก็สามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่า จั๊ดในช่วงเวลานั้นดูมีความสุขมากจากใจจริง

และในช่วงที่จั๊ดคิดว่าตัวเองจะไม่มีความสุขไปมากกว่านี้แล้ว ลูกชายคนแรกของพวกเขาก็ลืมตาขึ้นดูโลก เรย์จูคือชื่อของเด็กชายผู้มีเรือนผมสีชมพูสดใส เขาเป็นเด็กฉลาดที่จั๊ดภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มเห่อลูกมากน่าดูจนถ่ายรูปเอาไว้มากมาย ครอบครัวของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขสันต์ กระทั่งวันที่หมอประจำตัวของโซระแจ้งว่าเธอตั้งท้องอีกครั้ง

ในเวลานั้นความทะเยอทะยานของจั๊ดก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง เขาต้องการให้ลูกๆแข็งแกร่งเหมือนกับตน และยิ่งกว่าตน ดังนั้นแล้วเขาจึงตัดสินใจคุยเรื่องยาตัวใหม่ที่เขาและเจลมากำลังวิจัยอยู่กับโซระ ด้วยสิ่งนั้นจะมอบพละกำลังมหาศาล และความสามารถที่เหนือกว่ามุนษย์ทั่วๆไปให้กับเหล่าลูกชาย ที่พร้อมจะเติบโตเป็นเจ้าชายผู้เก่งกาจ

ทว่าด้วยผลข้างเคียงหลายอย่างของยานั้น และความรู้สึกที่เหมือนกับว่าลูกของตนกำลังจะกลายเป็นหนูทดลองนั้น แน่นอนว่าโซระไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก แต่จั๊ดไม่เคยฟังคำพูดนั้น…เขาคิดว่าตัวเองทำเพื่อลูกๆ

แต่เปล่าเลยเขาเป็นเพียงผู้ชายเห็นแก่ตัว เป็นสามีที่ทำให้ภรรยาผู้เป็นที่รักเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นพ่อที่ปฏิเสธที่จะมองหน้าลูกสาวเพียงคนเดียว…เพราะใบหน้าของเด็กน้อยคนนั้น เหมือนกับภรรยาที่จากไปราวกับถอดแบบกันออกมา

แฝดทั้งสี่คนมีสามคนเป็นลูกชายที่แข็งแกร่งอย่างที่เขาต้องการ และอีกหนึ่งเด็กผู้หญิงที่อ่อนแอ…วินสโม๊คไม่สมควรจะเป็นผู้หญิง!

 

แต่นั่นเหมือนเพียงข้ออ้างที่มีเพียงจั๊ดเท่านั้นที่รู้…

 

ไม่นานเมื่อลูกๆของเขาค่อยๆเติบโตทุกคนเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ ยกเว้นซันจิและเขาเลือกที่จะเมินเฉยเธอราวกับว่าเธอไม่เคยมีตัวตนมาก่อน แล้วในที่สุดร่างกายที่อ่อนแอลงเรื่อยๆเพราะการคลอดบุตร ก็พรากชีวิตของโซระไปตลอดกาล…

แต่แค่นั้นไม่ใช่ที่สุดของทุกอย่าง ทันทีที่โซระจากไปเขาก็สูญเสียอำนาจทั้งหมดที่เคยครอบครองนอธบลู จั๊ดในตอนนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากพาเจลมาหลบหนีออกมา ซ่อมแซมกำลังพลทั้งหมดราวกับกลับไปเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์…หรือบางทีอาจเป็นติดลบ และจั๊ดโทษทุกอย่างกับซันจิ

เขาปฏิบัติกับเธอแย่ลงเรื่อยๆ และทำการฝึกซ้อม รวมถึงทดลองยากับเหล่าลูกชายผู้เป็นที่รักของเขาทั้งสี่ ทุกคนตอบรับความต้องการของเขาได้อย่างน่าพอใจและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความรู้สึกที่มนุษย์สมควรมี ที่จางหายไปเรื่อยๆเช่นกัน

จั๊ดรับรู้ว่าซันจิถูกเหล่าพี่น้องรังแก และไม่ใช่การกลั่นแกล้งแบบเด็กๆเลย ในเมื่อเจ้าชายวินสโม๊คแต่ละคนแข็งแกร่งเกินกว่าวัยของพวกเขามากนัก แต่เขาก็ทำเป็นไม่ใส่ใจ…เอาแต่ดุด่ายามที่เด็กคนนั้นแอบเข้าไปทำอาหารในครัว ไม่สนใจเรื่องที่เธอร้องไห้ และไม่สนใจบาดแผลทั้งทางกายและใจของเธอแม้แต่น้อย

วันเวลาผ่านไปหลายปี ยิ่งเติบโตขึ้นซันจิก็ยิ่งเหมือนกับโซระขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะดวงตากลมโตที่ส่องประกายสดใส ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆเสมอนั้น นั่นทำให้จั๊ดเลี่ยงที่จะมองหน้าเธอยามพูดคุยกัน แล้วอีกหนึ่งเรื่องเลวร้ายก็เกิดขึ้น…ตัวเขาในตอนนั้น ‘ล่าม’ เด็กหญิงตัวน้อยด้วยปลอกคอเหล็ก ขังเธอเอาไว้ในห้องใต้หลังคาของปราสาทและเมินเฉยเธออย่างสิ้นเชิง ก่อนที่จะตัดสินใจประกาศออกไปว่า เด็กหญิงในวันวานได้เจ็บป่วยมากเกินกว่าจะออกไปไหนได้ ด้วยเหตุผลโง่ๆว่าตนอับอายที่มีลูกเป็นผลงานที่ผิดพลาดแบบนี้

แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่แย่ที่สุดหรอก…

 

‘อย่าบอกใครว่าแกเป็นลูกของฉัน’

 

จั๊ดไม่มีสิทธิ์โกรธซันจิแม้แต่น้อยยามที่เธอพูดว่าเธอไม่ใช่ครอบครัวของเขาอีกแล้ว แต่เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวที่ซ้อนทับกับใบหน้าของโซระพูดประโยคนั้นออกมา มือของเขาก็ไปก่อนสมองเสียแล้ว

เขาพังทุกอย่างด้วยมือตัวเอง ทำให้ลูกชายกลายเป็นหุ่นเชิดไร้หัวใจในกำมือ ละทิ้งลูกสาวตัวเองทำร้ายเธอสารพัดและพรากทุกสิ่งทุกอย่างจากเธอ

แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรล่ะ? ถูกทรยศความเชื่อใจจากเหล่าลูกชาย และเพิ่งได้รับการช่วยชีวิตจากเธอที่เขาปฏิเสธเรื่อยมา…

 

ช่างโง่เขลาและน่าสมเพชนัก…

 

………………………………………………………….

 

“ไม่มีใครไม่เคยเดินทางผิดจั๊ด” คร็อกโคไดล์เอ่ยขึ้นในที่สุดเมื่อเห็นว่าราชาของวินสโม๊คหยุดนํ้าตาของตัวเองลงได้แล้ว “ฉันได้เจอเด็กคนนั้นครั้งแรกที่บาราติเอ เธอคล้ายกับโซระมากและเธอก็รู้ว่าฉันระแคะระคาย เธอก็เลยขอร้องให้ฉันไม่บอกใครว่าตัวเองเป็นวินสโม๊ค”

“เข้มแข็งน่าดูสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ…ถ้าอยากจะแก้ไข ตอนนี้ก็เป็นโอกาสของนายอยู่นะอยากทำอะไรก็รีบทำ ก่อนที่มันจะสายเกินแก้ไปจริงๆ” คร็อกโคไดล์พูดแค่นั้นแล้วลุกขึ้นเดินจากไปพร้อมโดฟลามิงโก้ นี่เป็นการยํ้าเตือนอีกครั้งแล้วในเวลาไล่เลี่ยกัน

ทิ้งให้จั๊ดมองไปท่ามกลางสมรภูมิรบที่ดุเดือดเบื้องหน้าเพียงลำพัง ก่อนที่ราชาของวินสโม๊คจะตัดสินใจได้อีกครั้ง ร่างสูงใหญ่หยิบหอกประจำกายที่หนึ่งในสมาชิกกลุ่มหมวกฟางอุตส่าห์ไปหามาให้ขึ้นถืออีกครั้ง ก้าวออกไปอย่างไร้อาการลังเลในแววตา

 

 

 

“นามิจัง แล้วโซโลล่ะ?” ซันจิเอ่ยถามพลางตวัดขาเตะคมดาบที่พุ่งเข้ามาทิ้ง

“จริงๆหมอนั่นอยู่กับลอว์นะ คือตอนแรกพวกเราก็กระจายกำลังกันไปทั่วเกาะก่อนแล้วค่อยมารวมตัวกันที่นี่ ตามสัญญาณที่ได้รับจากคุณคร็อกโคไดล์ แต่ดูเหมือนว่า…” นามิตวัดกระบองคุริมะของตนสร้างเมฆสายฟ้าออกมา

หนึ่งในอาวุธที่ได้รับการปรับแต่งมาหลายต่อหลายครั้งคือคฑาเวทมนตร์ที่นามิแสนจะภาคภูมิใจ ด้วยความชำนาญเรื่องวิทยาศาสตร์สภาพอากาศของนามิ ไม่ใช่เรื่องยากที่เธอจะใช้งานมันได้ราวกับเธอเป็นแม่มดตัวจริงเสียงจริง

“หลงทาง/หลงทาง”

สองสาวที่หันหลังชนกันพูดออกมาอย่างพร้อมเพรียง และถอนหายใจเป็นเสียงเดียวกัน ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในเวลาสำคัญขนาดนี้ก็ยังหลงทางได้…ทั้งๆที่สถานที่เอิกเกริกแบบนี้แทบจะหาที่ไหนในเมืองไม่ได้อีกแล้วแท้ๆ ที่สำคัญทั้งเสียงปืนทั้งระเบิดถล่มขนาดนี้ก็ยังหาไม่เจออีก?

บางครั้งซันจิก็สงสัยว่าในหัวของโซโลจำอะไรได้บ้างรึเปล่า…

“เอาน่าสาวๆ ไม่ใช่แค่หมอนั่นหรอกที่ยังมาไม่ถึง” คิดที่กระโจนข้ามทั้งสองคนไปตะโกนบอก สีหน้าเขาที่ได้ละเลงเลือดเต็มไปด้วยความสะใจ

“หมายความว่าไงคิด?” ซันจิกระโกนถามอย่างคาใจ

เท่าที่เห็นกันอยู่ทั้งหมดนี่ก็ดูพร้อมหน้าพร้อมตามากแล้วนะ ยังจะมีใครคนไหนขาดไปอีก…เอ๊ะ…เดี๋ยวนะ ถ้าจะว่าขาดไปก็…

“คุณโคล่ายังมาไม่ถึงเหมือนกัน” ลอว์ที่สู้อยู่ไม่ไกลตอบด้วยคำตอบที่ตรงใจซันจิเป็นที่สุด

“แล้วทำไมไม่มากับดอฟฟี่น้า…เฮ่อ”

นั่นไม่ใช่เสียงถอนหายใจของซันจิเพียงคนเดียวแน่นอน

ถึงแม้จะมีกำลังคนที่น้อยกว่าทว่าฝีมือที่แท้จริงของแต่ละคน ที่วาดลวดลายอยู่ในสนามรบก็เป็นของจริง ยิ่งมีพวกของเบจกับวินสโม๊คมาช่วยด้วย ฝ่ายที่กำลังเพลี้ยงพลํ้าจึงกลายเป็นพวกบิ๊กมัมอย่างช่วยไม่ได้ การรับมือกับลูฟี่และเบจไปพร้อมๆกันอาจไม่ใช่เรื่องยากลำบากนัก ถ้าคนที่เข้ามาเสริมทัพฝ่ายหมวกฝางไม่ใช่คาตะกุริลูกชายของเธอเอง!

ความช็อกเพราะการถูกทรยศซํ้าแล้วซํ้าเล่า ทำให้หญิงสาวกรีดร้องเสียงแหลมออกมา ด้วยเสียงที่ทำให้แก้วแตกได้แบบนั้นก็ทำให้พวกหมวกฟางชะงักไปได้ครู่หนึ่ง แค่เพียงเสี้ยงวินาทีที่มีโอกาสบิ๊กมัมก็สวนกลับอย่างรุนแรง และมันจะต้องไปถึงตัวมังกี้ ดี. ลูฟี่แล้วเป็นแน่ หากว่าหอกเล่มใหญ่ของราชาวินสโม๊คไม่แทรกเข้ามารับเอาไว้แท้

“จั๊ด!? แม้แต่นายก็ยัง!?!” ชาล็อต หลินหลินกรีดร้องโวยวาย

“คนที่ควรพูดคำนั้นไม่ใช่ว่าควรเป็นฉันงั้นหรอ? มาจบเรื่องนี้กันดีกว่าไหมบิ๊กมัม” ทั้งสองคนกระโดดผละจากกัน ทิ้งระยะห่างเพื่อลองเชิงอีกฝ่าย “ในเมื่อเรื่องมันเริ่มจากฉันกับเธอ เราก็มาทำให้มันจบกันเถอะ ที่นี่!! เดี๋ยวนี้เลย!!!!!”

สองขั้วอำนาจร้ายกาจพุ่งเข้าใส่กัน พละกำลังที่ใกล้เคียงกันและประสบการณ์อันโชกโชนทำให้ไม่มีใครได้เปรียบไปกว่าใครมากนัก

ลูฟี่และคนอื่นๆได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างไม่รู้ว่าตัวเองจะไปแทรกตรงไหนดี ก่อนจะตัดสินใจจัดการชาล็อตคนที่เหลือแทน เด็กหนุ่มเลือดดี.มองจั๊ดด้วยสายตาที่ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้ แม้เขาจะไม่ชอบทั้งจั๊ดทั้งบิ๊กมัมและอยากจะจัดการซัดทั้งสองคนให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสีย แต่เป้าหมายในวันนี้ไม่ใช่เรื่องนั้น ข้อตกลงเพื่อสร้างความวุ่นวายเองก็สำเร็จไปแล้วเรียบร้อย ดังนั้นตอนนี้ทันทีที่ได้สัญญากลับมา พวกเขาจะ ‘ถอยทัพ’ กลับในทันที

ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นห่วง และตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้พบกับซันจิอีกครั้งอยู่ ระยะเวลาอันยาวนานที่ห่างหายไปนั้นจะยิ่งทำให้ฝ่ายที่รอใจเสีย และลูฟี่รู้ดีว่าซันจิไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น ไม่อยากให้เซฟต้องรอเธอนานไปกว่านี้แม้แต่วินาทีเดียวแล้ว

 

 

“ยัยคิ้วม้วน ก้ม!” เสียงและฉายาแสนคุ้นเคยดังขึ้นมาให้ได้ยินพร้อมคำเตือน

เด็กสาวก้มลงหมอบทันทีพร้อมความรู้สึกที่เหมือนมีสายลมพัดผ่านเหนือศีรษะ อีกหนึ่งคนที่เธอคิดถึงกระโดดลงจากซากเวดดิ้งเค้กมายืนเคียงข้างเธอ

“นายมาสายนะโซโล” ซันจิลุกขึ้นยืนปาดเค้กที่เปือนข้างแก้มอีกฝ่ายทิ้ง เอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย้าน้อยๆ

“มาช้าดีกว่าไม่มานะ” เด็กหนุ่มยักไหล่กวนๆ ไม่ได้สำนึกกับเรื่องที่ตัวเองวิ่งหลงวนไปรอบเมืองถึงสองรอบแม้แต่น้อย

แม้จะดีใจที่ได้เห็นหน้ากันและกันอีกครั้งอย่างเปิดเผย แต่ท่ามกลางสนามรบก็ทำให้ยังคุยอะไรกันมากมายไม่ได้นัก ทั้งสองหันหลังชนกันและตั้งท่าเตรียมต่อสู้อย่างจริงจัง ท่วงท่าของนักดาบหนุ่มหรือลูกเตะอันรุนแรงล้วนแล้วแต่ลื่นไหลงดงาม เสริมให้กระบวนท่าต่อสู้ไร้ซึ่งช่องว่างราวกับกำลังร่ายรำไปตามบทเพลง

“หลังจากนี้พวกเรามีเรื่องได้คุยกันยาวๆแน่ เตรียมใจไว้รึยังเจ้าสาวคนสาว?” โซโลหยอกเย้าทั้งที่ยังฟาดฟันไปด้านหน้าอย่างว่องไว

เวลาทั้งหมดที่ไม่ได้อยู่กับซันจิ หมดไปกับการฝึกฝนอย่างหนักกับมิฮอว์กเพื่อให้ตัวเขาชินกับนํ้าหนักของดาบจริง และสามารถใช้งานมันได้ราวกับเป็นมือเท้าของตนเอง แน่นอนว่าตอนนี้ตัวเขาไร้ข้อกังขาที่จะพูดว่าตัวเองเป็นนักดาบที่แท้จริงแล้ว

“เรื่องนั้นฉันเตรียมใจมานานแล้ว” ซันจิตอบกลับบ้าง

การต่อสู้เป็นไปอีกพักใหญ่ ฝ่ายบิ๊กมัมค่อยๆสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมากและกำลังจะพ่ายแพ้ในไม่ช้า แต่การต่อสู้ของบิ๊กมัมกับจั๊ดก็ยังไม่จบลง ต่างฝ่ายต่างเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ดูเหมือนจั๊ดจะได้เปรียบอยู่หน่อย ยังไงเสียเขาก็เป็นคนที่ลงไปอยู่ในสนามรบจริงๆ ไม่ใช่แค่สนามรบในโลกใต้ดินเพียงอย่างเดียว ประสบการณ์ที่มีมากกว่าและพลังใจที่เต็มปรี่นั้น ก็มากเพียงพอที่จะทำให้ราชาของวินสโม๊คใกล้จบการ ‘เข่นฆ่า’ นี้ลงได้แล้ว

“นี่ลุง พวกเราจะไปแล้วนะ ชิชิชิ” ลูฟี่ตะโกนบอกจั๊ดเมื่อได้รับสัญญาณตอบกลับเพื่อถอยทัพ

เขาไม่ได้รอฟังคำตอบและเรียกเพื่อนๆทุกคนให้ไปรวมกันในทันที จากทางประตูหน้าทางเข้างานเลี้ยงนํ้าชานั้นรถดีไซต์แปลกตาขนาดใหญ่ พุ่งทะยานเข้ามาดริปหันท้ายรถมาทางพวกเขา ประตูหลังถูกยกเปิดขึ้นพร้อมกับคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่รออยู่ในนั้น

“ทุกคนทางนี้เร็วเข้า!” ดอนฆีโฮเต้คนน้องป้องปากตะโกนเรียก

สมาชิกกลุ่มหมวกฟางทุกคนยิ้มร่าแล้ววิ่งตรงไปยังยานพาหนะฝีมืออุซปและแฟรงกี้ ที่ขับโดยนิโคล โรบินอย่างรวดเร็ว คร็อกโคไดล์กับโดฟลามิงโก้เองก็นั่งคอยอยู่ในนั้นแล้วจนแอบสงสัยไม่ได้ว่าขึ้นไปตั้งแต่เมื่อไร ก่อนที่คนที่เหลือจะรีบปีนตามขึ้นไป

โซโลกับซันจิวิ่งอยู่รั้งท้ายเพราะอยู่ไกลที่สุด ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มต่างคนต่างก็คิดถึงเรื่องราวสมัยที่ออกวิวาทไปกับลูฟี่ และต้องวิ่งหนีพวกนายทหารเรืออยู่บ่อยๆ

อีกนิดเดียวก็จะไปถึงรถแล้ว เมื่อเธอกลับออกไปจากที่นี่แล้วเรื่องทุกอย่างก็จะจบลงและกลับไปเป็นปกติอีกครั้ง เธอจะไปขอโทษเซฟยอมให้เขาเทศนาสั่งสอนแต่โดยดี แล้วก็กลับไปทำอาหารร่วมกับทุกคนที่บาราติเออีกครั้ง ออกไปวิวาทกับพวกลูฟี่และใช้เวลาว่างๆอยู่กับโซโล ไปเที่ยวด้วยกันอีกครั้ง ทดแทนช่วงเวลาทั้งหมดที่เธอพาตัวเองมาที่นี่

ซันจิหันกลับไปมองในสนามรบอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย พวกพี่น้องของเธอไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายและเธอเชื่อว่าพวกเขาจะไม่มีทางพ่ายแพ้ในสงคราม ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลกับพวกเขา ไม่ว่าสงครามเหล่านั้นจะยื้ดเยื้อยาวนานแค่ไหนก็ตาม…เรย์จูจะต้องยอมมีชีวิตอยู่ต่อไปแน่นอน อิชิจิเองก็ได้อยู่กับคาตะกุริแล้ว เขาคนนั้นหันหลังให้ทุกอย่างเพื่อความรักแบบนั้น เธอก็เชื่อว่าเขาจะต้องมีความสุขได้อย่างแน่นอน และหลังจากนี้นิจิกับยนจิเองก็คงจะได้ทำตามฝันของตัวเอง

ส่วนจั๊ด…บิดาทางสายเลือดของเธอ อย่างน้อยที่สุดเธอก็หวังเพียงว่าเขาจะสามารถกลับใจได้ในสักวัน

อีกแค่ก้าวเดียวซันจิก็จะขึ้นไปถึงรถแล้ว ทว่าภาพปากกระบอกปืนที่เล็งไปยังเบื้องหลังของจั๊ด ในตอนที่เขาทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่บิ๊กมัมนั้น กลับทำให้เด็กสาวชะงักกึกปล่อยให้ความลังเลแทรกผ่านเข้ามาในจิตใจ

“ทำอะไรน่ะซันจิ รีบขึ้นมาเร็วเข้า!!” ลูฟี่ตะโกนเรียก

ซันจิหันไปมองหน้าเพื่อนๆทุกคนสลับกับปากประบอกปืนที่พุดดิ้งเป็นคนถือ และเมื่อเขาขึ้นนกเตรียมจะเหนี่ยวไก ความลังเลของเด็กสาวก็มลายหายไปในทันที

 

ปัง!

“ซันจิ!!!!”

 

 

ถ้าชอบสามารถกดไลค์และคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้เราได้นะคะ

ตามหาหาที่เพจ JinJan ก็ได้นะคะถ้าอยากเม้าท์กัน ^^

Advertisements

One piece The High school Episodes : Uproariously languor XVII

บทที่ 16 : ความจริงอันเจ็บปวด

 

งานเลี้ยงนํ้าชาใกล้เข้ามาทุกที เหล่าลูกชายลูกสาวของบิ๊กมัมที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกค่อยๆกลับมารวมตัวที่ปราสาทเรื่อยๆตั้งแต่เมื่อคืน ซันจิได้ยินคราวๆมาจากพุดดิ้งว่าบิ๊กมัมมีลูกๆรวมทั้งหมดถึง 85 คน แบ่งเป็นลูกสาว 39 คนและลูกชายอีก 46 คน จากสามีทั้งหมด 43 คน นั่นทำให้ซันจิอึ้งไปเกือบๆสิบนาทีทีเดียว จากตอนแรกที่สงสัยว่าทำไมห้องหับในปราสาทถึงเยอะแยะนักก็กลายเป็นเข้าใจในทันที

บรรยากาศรอบตัวเธอดูจะครื้นเครงมากกว่าเมื่อวานเสียอีก เมื่ออีกไม่นานงานเลี้ยงนํ้าชาจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เหล่าผู้คนสายเลือดชาล็อตต่างเข้ามาแสดงความยินดีกับพุดดิ้ง และบางทีก็เลยมาถึงเธอด้วย แต่ซันจิไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าพยักหน้ารับ

เวลาผ่านไปเรื่อยๆอย่างน่าเบื่อหน่าย ซันจิที่ไม่มีอะไรทำจึงเดินเล่นไปรอบๆปราสาท ในขณะที่มีงานเลี้ยงฉลองเล็กๆของพวกวินสโม๊คที่ห้องหนึ่ง พวกเขาดื่มกันอย่างไม่ลืมหน้าลืมหลังจนซันจิไม่อยากจะเข้าไปขัดเท่าไร แต่เรย์จูไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยและซันจิก็ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน

ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงเรื่อยๆเหมือนหัวใจของเธอที่ไม่สงบมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ความไม่สบายใจอะไรบางอย่างเกาะกินอยู่ในหัวใจของซันจิ แต่เธอไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันเป็นเรื่องไหนกันแน่ ดังนั้นเด็กสาวจึงตัดสินใจที่จะสงบความรู้สึกเหล่านั้นด้วยการเข้าครัวและทำอาหาร อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่มีใครห้ามไม่ให้เธอเข้าครัว

เท่าที่เห็นลูกๆของบิ๊กมัมมาแต่ละคนก็ทำอาชีพหลากหลายพอสมควร ถึงแม้ว่าจะยังคอยซัพพอตธุรกิจของทางบ้านด้วยก็ตาม ทว่าก็ดูมีอิสระเสรี…อิสระที่จะได้เดินทางไปทั่วโลก ทำตามความฝันของตนเอง อาจจะมีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่ซันจิชอบในตัวบิ๊กมัม

หรือว่าจะเป็นเรื่องนี้ที่ติดใจเธออยู่กัน…?

จะว่าไปแล้วเหมือนกับว่าจะมีบางคนที่เธอไม่ได้เห็นหน้าเห็นตามาสักพักแล้วตั้งแต่มาเหยียบที่นี่…

“บรู๊คกับคาตะกุริ…” เด็กสาวพึมพำออกเสียง

เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการทะเลาะกับจั๊ด แล้วก็เดินทางมาที่โฮลเค้กในทันทีมันทำให้เด็กสาวลืมเรื่องของทั้งสองคนไปเสียสนิท และเธอไม่รู้เลยว่าทั้งสองคนจะไปที่ไหนได้…

แต่ถึงจะคิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี เธอเชื่อว่าสองคนนั้นไม่มีทางเป็นอะไรไปได้ง่ายๆอยู่แล้ว เด็กสาวจัดข้าวกล่องขนาดกลางลงตะกร้าโดยไม่ลืมที่จะหยิบไวน์ขวดสวยหายากไปด้วย มือเรียวจุดบุหรี่ขึ้นสูบพ่นควันออกไปยาวๆ ปรับสีหน้าของตนให้ร่าเริงขึ้นเล็กน้อยด้วยไม่อยากให้คนที่เธอกำลังจะไปพบต้องรู้สึกเป็นกังวลไปด้วย

ซันจิคิดว่าจะทำอาหารไปให้พุดดิ้งสักหน่อย ครั้งล่าสุดที่เธอเห็นเขาท่าทางเจ้าตัวไม่ร่าเริงเท่าไร อาจจะเป็นเพราะเกิดเครียดเรื่องงานแต่งงานขึ้นมา และเธอก็อยากตอบแทนที่เขาคอยให้กำลังใจเธออยู่บ่อยๆช่วงนี้ด้วย ดังนั้นอย่างน้อยซันจิก็อยากจะไปปลอบใจเขาสักหน่อย เด็กสาวเดินขึ้นไปยังห้องของพุดดิ้ง ที่หน้าประตูบานใหญ่นั้นมีทหารยืนเฝ้าอยู่ทั้งสองฝั่ง

“ขอฉันเข้าไปหน่อย” เด็กสาวขอด้วยนํ้าเสียงสุภาพ

“ขออภัยด้วยครับ ท่านพุดดิ้งกำลังพักผ่อน” อีกฝ่ายตอบกลับด้วยนํ้าเสียงไร้โทน

“เอ่อ แต่ฉันเป็นคู่หมั้นของเขานะแล้วพรุ่งนี้ก็จะแต่งงานกันแล้วด้วย ขอเข้าไปไม่ได้จริงๆหรอ?”

“ขออภัยด้วยครับ”

เมื่อลองขอดูอีกครั้งก็ยังได้รับคำตอบแบบเดิม จึงเป็นฝ่ายซันจิที่ต้องยกธงขาวยอมแพ้ออกมา เธอไม่ได้ต้องการจะรบกวนหรืออะไรแต่ก็อยากจะไปเจอกับพุดดิ้งอยู่ดี

เธอก้มของตะกร้าในอ้อมแขนอย่างชั่งใจ ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังประตูกระจกที่อยู่ไม่ไกล ท้องฟ้าครึ้มมากกว่าเมื่อเช้ามากนักอีกไม่นานฝนก็คงจะตกเป็นแน่ ก่อนที่เธอจะฉุกคิดขึ้นมาได้ มือเรียวผลักบานประตูออกไปพาตัวเองไปยืนอยู่ตรงระเบียงที่ยื่นออกมาเพื่อชมวิว ถัดไปนั้นเป็นระเบียงห้องของพุดดิ้ง ซันจิกระตุกยิ้มที่มุมปากในทันที

การปีนระเบียงไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับเธอ เพียงไม่นานเธอก็ไปยืนอยู่ที่ระเบียงห้องของพุดดิ้งแล้ว

 

ในเมื่อขอดีๆไม่ได้เรื่อง ก็คงต้องมีลูกเล่นกันสักหน่อย

 

เด็กสาวจัดชุดตัวเองเล็กน้อย กระชับตะกร้าในมืออย่างอดตื่นเต้นไม่ได้ ยกมือเรียวขึ้นหมายจะเคาะลงไปยังกระจกเมื่อเรียกคนในห้อง แต่ก็ต้องชะงักกึกไปเมื่อเห็นภาพของใครคนหนึ่งที่นั่งบนเก้าอี้ประจันหน้ากับว่าที่คู่หมั้นของเธออยู่

 

เรย์จู!?

 

ภาพของพี่ชายที่ถูดมัดแน่นติดกับเก้าอี้ด้วยอะไรบางอย่างที่คล้ายเยลลี่หนืดๆ กับของเหลวสีแดงที่ไหลซึมลงมาจากต้นขา อาบย้อมเนื้อผ้าสีขาวให้แดงกํ่าและหยดลงเจิ่งนองกับพื้น คือสิ่งที่ทำให้เด็กสาวตัดสินใจแนบแผ่นหลังเข้ากับกำแพง แอบมองเข้าไปด้านในอย่างสับสน

สีหน้าเรย์จูยังดูนิ่งสงบเหมือนทุกทีในขณะที่พุดดิ้งซึ่งยืนพิงหลังเข้ากับกำแพงแสยะยิ้มกว้างออกมา ใบหน้าที่เคยคลอไปด้วยหยาดนํ้าตาและเต็มไปด้วยท่าทีขี้อาย เลือนหายไปราวกับว่าสิ่งที่ซันจิเห็นเป็นเพียงภาพลวงตา ซันจิเบิ่งตากว้างเมื่อมองเห็นปืนกระบอกเล็กในมือของเขา ที่แกว่งไปมาเบื้องหน้าวินสโม๊คคนโต

“ฮาๆฮา เลิกฝันเถอะน่า คิดจริงๆหรอว่าฉันอยากแต่งงานกับยัยผู้หญิงคิ้วม้วนคนนั้น จะไปเป็นแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะ!!” นํ้าเสียงแสนล้อเลียนดังจากปากเด็กหนุ่มผมนํ้าตาล

ซันจิเบิงตาค้างอย่างตกตะลึง ไม่สนใจกับสายฝนที่เทลงจากท้องฟ้าอาบย้อมตัวเธอให้เปียกชุ่มอย่างช้าๆแม้แต่น้อย ในใจเด็กสาวจดจ่อไปแต่เพียงถ้อยคำทำร้ายจิตใจที่ยังคงดังต่อมาไม่หยุด

“อ๋อ ก็คิ้วม้วนกันทั้งบ้านนี่นะ” พุดดิ้งปรายสายตาดูแคลน เรย์จูยังคงนั่งหลังตรงแม้ใบหน้าจะซีดเผือด เขาสะบัดหน้าหนีเล็กน้อย “อะไรกันรับไม่ได้หรอ? ฉันน่ะเป็นถึง ‘คนโปรด’ ของหม๊าม่าเลยนะโดยเฉพาะเรื่องการแสดง แค่หลอกผู้หญิงโง่ๆสักคนน่ะง่ายนิดเดียว เห็นว่าฉันทำใจดีเข้าหน่อยก็อ่อนเป็นขี้ผึ้งเชียว น่าสมเพชที่สุด!”

“อ่อนหัดจริงนะเจลมา นี่น่ะหรอ ‘กองกำลังชั่วร้าย’ ที่สงบสงครามยืดเยื้อได้อย่างเลือดเย็น จะเพ้อฝันเกินไปหน่อยแล้วล่ะมั้ง ลืมตาดูโลกใบนี้ให้ดีๆสิมันยังมีอีกหลายเรื่องที่พวกแกไม่รู้” พุดดิ้งวางมือสองข้างกับที่เท้าแขนเก้าอี้กักเรย์จูเอาไว้ บังคับกลายๆว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะต้องการฟังหรือไม่เขาก็จะพูดต่อไปอยู่ดี “แล้วตอนนี้เรือรบทั้งหมดของเจลมาก็ทอดสมออยู่ในอาณาเขตของเกาะโฮลเค้ก ด้วยเหยื่อชั้นดีอย่างซันจิแล้ว ก็ล่อให้พวกแกเดินไปตามแผนอย่างง่ายดาย ยังคิดอีกหรอว่าตัวเองจะทำอะไรได้”

เด็กหนุ่มหัวเราะร่วนจนตัวสั่น เดินกลับไปนั่งที่โซฟาอีกฝั่งหนึ่งเท้าแขนลงมองจ้องเรย์จูด้วยแววตาเลือดเย็น

“วันพรุ่งนี้ในงานแต่งงาน พวกวินสโม๊คทุกคนจะถูกฆ่า!!”

เรย์จูไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรกับคำพูดประหัตประหารนั้น พอๆกับตอนที่ปืนในมืออีกฝ่ายยิ่งเฉียดข้างแก้มเขาไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันเป็นปืนแบบเดียวกันกับที่ยิงต้นขาของเขา

ด้วยวิทยาการของวินสโม๊คและยาที่ผลิตขึ้นมา ล้วนแล้วแต่ทำให้ร่างกายของพวกวินสโม๊คทุกคนแข็งแกร่งมากกว่าคนปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรย์จูที่เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมผลิตมันขึ้นมาด้วยแล้ว ลูกปืนธรรมดาแทบจะไม่สามารถระคายผิวหนังของพวกเขาได้เลย นอกจากนั้นก็ยังมีพลังในการฟื้นฟูที่ยอมเยี่ยมมากด้วย ดังนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้เรย์จูได้เลือด…สิ่งนั้นย่อมเป็นอาวุธสงครามอันตราย!

“แหม ช่วยทำหน้าตกใจสักหน่อยก็ไม่ได้เลยหรอ? พวกวินสโม๊คเนี่ยเหมือนหุ่นยนต์เลยนะ” พุดดิ้งโยนปืนลงกับโซฟา โน้มตัวกลับไปหาเรย์จูอีกครั้ง “เอาล่ะ ท่านพี่”

นํ้าเสียงล้อเลียนดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจที่แสยะบนใบหน้าอีกฝ่าย

“คงจะไม่ดีเอาถ้าแกเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่น และก็น่าจะแย่กว่าเดิมด้วยถ้าแกมาตายโง่ๆเพราะเลือดไหลไม่หยุด” มือเรียวขยับหยิบเข็มฉีดยาอันเล็กออกมา “อยู่เฉยๆไว้เดี๋ยวก็จบแล้ว”

ปลายเข็มเล็กแหลงฉีดลงบนลำคอขาวในตำแหน่งเส้นเลือดใหญ่อย่างแม่นยำ ของเหลวสีฟ้าใสถูกดัดเข้าไปช้าๆ พร้อมใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของบุตรชายคนโตแห่งวินสโม๊ค และเสียงหัวเราะชอบใจของพุดดิ้ง

“มันก็แค่ยาที่ทำให้ความทรงจำบางส่วนของแกเลือนราง ไม่ได้เป็นตลอดไปหรอกไม่ต้องห่วงอาจจะสักสองสามวัน หรือไม่ก็แกก็อาจจะจำทุกอย่างได้ตอนที่โดนปืนจ่อหัวอีกครั้งล่ะนะ”

สติของวินสโม๊คคนพี่เลือนรางลงไปเรื่อยๆ ชายหนุ่มจ้องไปยังเด็กหนุ่มผู้ตีสองหน้าอย่างโกรธเกรี้ยว ฟันที่กัดแน่นไม่ให้ส่งเสียงร้องน่าสมเพชออกไปคลายออกช้าๆ และก่อนที่เขาจะไม่สามารถตอบโต้หรือจำเรื่องนี้ได้อีกต่อไป พี่ชายคนโตก็เอ่ยปากพูดเป็นคำแรกและคำสุดท้าย

“แกไม่ใช่น้องเขยฉัน!”

“อ้าวๆ ปากดีใช้ได้เลยนี่ แต่ถึงยังไงพรุ่งนี้ก็มามีงานแต่งงานที่สนุกสนานกันเถอะนะ” พุดดิ้งยักไหล่ไม่ใส่ใจ “ใครก็ได้มาพาตัวไปห้องพยาบาลสิ!”

เสียงขานรับถูกกลืนหายไปพร้อมเสียงฟ้าคำรน เด็กสาวที่ได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ข้างบานหน้าต่างอีกแล้ว…

 

…………………………………………….

 

“ร่างกายของพวกวินสโม๊คเนี่ยน่าทึ่งจริงๆ ถ้าได้พักผ่อนอีกหน่อย พรุ่งนี้ก็หายดีแล้วล่ะรับรองว่าทันเวลาไปงานเลี้ยงนํ้าชาแน่นอน” เสียงสั่นเล็กน้อยบ่งบอกอายุที่เริ่มร่วงโรยดังแผ่วจากประตูห้องพยาบาล ดูเหมือนเขาจะกำลังพูดกับทหารที่ได้รับหน้าที่ให้เฝ้าหน้าประตู

ไม่นานชายชราในชุดกราวน์ก็เดินออกมา พร้อมทหารชุดลูกอมที่เดินออกมาเฝ้าหน้าประตู ซันจิไม่ได้ใช้เวลานานที่จะน็อคผู้ชายตัวใหญ่แล้วลากไปเก็บในห้องข้างๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปในห้องที่พี่ชายของเธอนอนอยู่บนเตียงด้านในสุด เด็กสาวเดินเข้าไปนั่งตรงโซฟาเฝ้าไม่ไกลนัก หยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบรู้สึกหนาวเล็กน้อยเพราะเนื้อตัวที่เปียกปอน แต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะกลับไปเปลี่ยนให้เรียบร้อย

สิ่งที่เธอทำจึงเป็นการรออย่างอดทน โดยคิดทบทวนเรื่องราวมากมายที่ประเดประดังเข้ามาในหัวเท่านั้น จนกระทั่งเปลือกตาของพี่ชายกระตุกถี่แล้วเปิดออกช้าๆ พร้อมสติสัมปัชชัญญะที่กลับมาอีกครั้ง

“ซันจิ?” เรย์จูยันกายลุกขึ้นนั่งทันทีที่ตื่น ความเจ็บแล่นลิ้วจากต้นขาขึ้นมาเรียกให้เขาเลิกผ้าห่มขึ้นดู ที่ขาซ้ายของเธอมีผ้าพันแผลพันอยู่หนาแน่น “เกิดอะไรขึ้น…จำอะไรไม่ได้เลยสักนิด…”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมศีรษะเมื่อพยายามนึกถึงความทรงจำก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีอะไรผุดขึ้นมานอกจากความว่างเปล่า

“ฉันจะเล่าให้ฟังเอง…” ซันจิจุดบุหรี่ตัวที่สามขึ้นสูบ ดีใจที่เรย์จูหลับไปไม่นานเท่าไรพอๆกับเสียใจที่ต้องเอ่ยปากเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นด้วยตนเอง

 

 

“เชื่อรึเปล่า…?” ซันจิพ่นควันบุหรี่ยาวๆ พิงศีรษะลงกับกำแพงด้านหลังมองเพดานรอฟังคำตอบ

“แน่นอน เธอไม่หลอกฉันหรอก” เรย์จูตอบรับในทันที

“แต่ทำไมเรย์ถึงไปอยู่ตรงนั้นกันล่ะ…”

“เพราะเขาดูเป็นคนดีเกินไป…ฉันรู้สึกสงสัยในตัวเขาและเริ่มสืบเรื่องของหมอนั่น และเรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่รู้อีกแล้วล่ะ” เรย์จูตอบตามตรง เขาไม่ไว้ใจท่าทางของอีกฝ่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ร่วมโต๊ะอาหารกัน และยิ่งสงสัยมากขึ้นตอนที่เห็นพุดดิ้งคุยกับซันจิ จึงตัดสินใจตามสะกดรอยตามไป

“ถ้าคนพวกนั้นจะฆ่าฉันก่อนการแต่งงาน แล้วข้อตกลงของฉันล่ะ? ทุกอย่างเป็นเรื่องโกหกแต่แรกแล้วจริงๆหรอ? นี่ฉันถูกหลอกทุกอย่างเลยหรอ…งั้นมันจะมีความหมายอะไรกันล่ะกับการที่ฉันยอมทำทุกอย่าง แต่สุดท้ายตาแก่ก็ต้องตายอยู่ดี!? น่าสมเพชที่สุด…” เด็กสาวยกมือขึ้นปิดตาร้อนผ่าวของตนเอง ความรู้สึกท้อแท้แผ่ขยายอยู่ในจิตใจ

เธอมาที่นี่และทำทุกอย่างก็เพื่อปกป้องให้ทุกคนปลอดภัย แต่ตอนนี้ทุกคนก็มาอยู่ที๋โฮลเค้กแล้วและพร้อมมากที่จะทำอะไรก็ตามเพื่อพาเธอกลับไป…แล้วมันจะเป็นไปได้หรอกที่กลุ่มเด็กที่เพิ่งจบม.ปลายมาหมาดๆจะล้มหนึ่งในจักรพรรดิของโลกใต้ดินได้ ถึงจะบอกว่าได้คร็อกโคไดล์มาช่วยก็เถอะ แต่เขาที่เป็นนักธุรกิจมีชื่อเสียงจะออกตัวว่ามีส่วนกับการข้นล้มบัลลังก์แบบนี้ตรงๆได้หรอ?

แล้วถ้าการที่เธอเสียสละตัวเองมาแล้ว แต่ทุกคนก็ต้องจบลงที่ความตายอยู่ดี…

 

เรื่องแบบนั้น…

 

“ฟังนะซันจิ…แม้แต่ท่านพ่อเองก็ดูถูกบิ๊กมัมมากเกินไป แต่นี่มันเป็นโอกาสดีแล้วที่จะปล่อยให้เจลมาล่มสลายไปแบบนี้” คำพูดนั้นของเรย์จูทำให้ซันจิหันมองอย่างไม่เข้าใจ “ฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และปล่อยให้บิ๊กมัมดำเนินแผนการต่อไป”

“พูดอะไรน่ะเรย์ แบบนั้นนายก็จะตายไปด้วยนะ!!” เด็กสาวลุกขึ้นตวาด

“อย่าเป็นห่วงฉันเลยซันจิ ฉันเป็นคนพานายกลับมาจำได้ไหม?” เรย์จูยิ้มบางเหมือนทุกที “แล้วก็อย่างที่บอกว่าฉันแอบส่งข่าวให้พวกหมวกฟาง เพื่อให้เขามาช่วยเธอได้สะดวกขึ้นแล้วตอนนี้พวกเขาก็กำลังรอเธออยู่ที่ท่าเรือฝั่งตะวันออก ในเมื่อทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว เธอก็หนีไปพร้อมกับพวกเขาเลยเถอะมันยังไม่สายเกินไปหรอกนะ ถ้ารอดจากที่นี่ไปได้ก็รีบกลับไปที่บาราติเอ กลับไปใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอีกครั้ง…แค่ลืมเรื่องเกี่ยวกับพวกเราไปซะ”

“เรื่องพรรณนั้นใครมันจะไปทำได้กันล่ะ เรย์!!”

“รู้ไหมมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันไม่เคยเล่าให้เธอฟังมาก่อน…มันเป็นเรื่องการทะเลาะกันครั้งใหญ่ ของท่านพ่อกับท่านแม่เมื่อนานมาแล้ว” เรย์จูหลับตาลงครู่หนึ่งยามนึกถึงอดีตที่ผ่านมา “ตอนนั้นฉันยังเด็กมากเลยและยังเป็นเพียงเด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง ฉันแอบอยู่หลังประตูห้องแอบฟังทั้งสองคนคุยกัน ท่านพ่อต้องการใช้วิทยาการทั้งหมดของเจลมาทดลองยาเสริมพลังขึ้นมา เพื่อนำมาใช้กับพวกเรา อย่างที่มันเป็นทุกวันนี้แต่ท่านแม่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก ท่านเพียงอยากให้พวกเราเกิดมาเป็นเด็กปกติที่มีชีวิตสงบสุข และท่านอยากให้ท่านพ่อรามือจากสงครามทั้งหมดเสียที แต่สุดท้ายความพยายามของท่านก็สูญเปล่า”

“หลังจากที่ท่านแม่ให้กำเนิดพวกเธอทั้งสี่คน ท่านพ่อก็โกรธมากที่ได้รู้ว่าบรรดาลูกชายที่เขาหวัง มีเธอเกิดมาเป็นเด็กผู้หญิงอยู่ด้วย…เขาต้องการเพียงลูกชายที่จะสามารถสานต่อความฝันของเขาได้เท่านั้น แล้วมันก็เลวร้ายขึ้นมากตอนที่ท่านแม่จากไป เพราะเขาโทษทุกสิ่งทุกอย่างว่ามันเป็นความผิดของเธอ โดยที่ไม่มีใครจะสามารถอยู่ปกป้องเธอได้แล้ว บรู๊คเคยพยายามช่วยเธอหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของท่านพ่อไปได้”

ซันจิเงียบมองพี่ชายที่ก้มหน้าลงจนมองไม่เห็นดวงตา ไหล่กว้างที่สั่นเล็กน้อยนั้นทำให้เด็กสาวจนคำพูดจะเอื้อนเอ่ย พี่ชายผู้เข้มแข็งเสมอมาดูเปราะบางมากสำหรับเธอในยามนี้

“เขาบอกว่าเธอเป็นสิ่งไร้ค่าไม่ใช่วินสโม๊ค เป็นแค่ผลงานที่ล้มเหลว แต่เธอจะไปเป็นผลงานที่ล้มเหลวได้ยังไง มันจะไปใช่ได้ยังไง…เด็กที่เกิดมาพร้อมกับความรู้สึกที่ท่านแม่ปกป้องเอาไว้ ไม่มีทางไร้ค่าหรอก!! เพราะแบบนั้น เธอจึงอ่อนโยนยิ่งกว่าใครๆ” นํ้าตาคลออยู่ในนัยน์ตาของวินสโม๊คคนพี่ “ทิ้งที่นี่แล้วหนีไปซะซันจิ มันอาจจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้วก็ได้…ท่านพ่อเพียงแค่หลงระเริงกับความรุ่งโรจน์ในอดีต เขาไม่ได้สนใจชีวิตของใครนอกจากผลประโยชน์ของตัวเองอีกแล้ว ตายไปซะก็ถือว่าสมควรแล้วล่ะ”

“แต่ว่า…แล้วนายล่ะ? นายก็จะยอมตายงั้นหรอ? อีกอย่างพวกอิชิจิเองก็เปลี่ยนไปแล้วนะ! นายเองก็รู้เรื่องของยนจิกับนิจิใช่ไหม ช่วงที่เรียนอยู่ด้วยกันฉันก็ได้รู้จักพวกเขามากขึ้น พวกนั้นเองก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนแต่ก่อนอีกแล้วนะ…จะให้ฉันทิ้งทุกคนแล้วหนีไปหรอ ฉันทำไม่ได้หรอกนะ!” ซันจิสบตาพี่ชายอย่างไม่เข้าใจ

“ถ้าเธอคิดแบบนั้นฉันก็จะไปบอกพวกเขาแล้วทีนี้พวกเธอก็หนีไปซะ ส่วนฉันจะอยู่ที่นี่และรอรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นไปพร้อมๆกับท่านพ่อเอง…ถึงเวลาที่เธอจะต้องปล่อยให้ฉัน น้อมรับผลจากการกระทำของฉันแล้ว ฉันแปดเปื้อนมามากมายและละอายใจที่ต้องแบกรับความรู้สึกแบบนี้มาตลอด…” เรย์จูไม่ละทิ้งรอยยิ้มของตนแม้จะพูดเรื่องที่ตนเองกำลังจะเดินสู่ความตาย “กำไลข้อมือนั่นน่ะ ไม่มีระเบิดแต่แรกแล้ว เพราะฉันสลับกับของปลอมเอาไว้ก่อน ที่นี้ก็จะไม่มีเหตุผลให้ต้องลังเลแล้วนะ…จากที่นี่ตอนนี้ รีบไปหาเพื่อนๆของเธอซะ”

เด็กสาวมองหน้าพี่ชายนิ่งไม่ขยับไปไหน เรย์จูกัดฟันกรอดลุกจากเตียงมากระชากคอเสื้อน้องสาวจ้องตากันนิ่ง ตวาดด้วยนํ้าเสียงเจ็บปวด

“ตั้งสติแล้วมองสิ่งสำคัญของเธอหน่อยสิ! ผู้คนที่ยอมลำบากมากมาย ยอมเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกเพียงเพื่อเพื่อนแค่คนเดียว…กลุ่มคนที่วิเศษแบบนั้น ทั้งชีวิตนี้ก็อาจจะหาไม่ได้อีกแล้วก็ได้นะ!!”

ซันจิจนด้วยคำพูด เธอสลัดแขนพี่ชายออกแล้ววิ่งออกจากห้องไป เรย์จูมองตามแผ่นหลังที่เล็กลงเรื่อยๆของเด็กสาวผู้เต็มไปด้วยความสับสนอย่างห่วงใย ภาวนาให้เธอได้โปรดหนีไปยังที่ปลอดภัยโดยไม่ย้อนกลับมา ก่อนจะเดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงพยาบาลแข็งๆ

 

………………………………………………..

 

ซันจิเกลียดฝน…

เพราะทุกครั้งที่ฝนตก…

ล้วนนำพาเพียงเรื่องราวเลวร้ายมาสู่เธอ…

 

สายฝนกระหนํ่าทิ้งตัวลงจากท้องฟ้าอย่างบ้าคลั่งกระทบเรือนร่างบอบบางในชุดสีขาว ที่เปียกลู่แนบกายจนเจ้าของร่างสั่นสะท้าน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่หยุดขาที่ออกวิ่งมาพักใหญ่อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย จุดหมายปลายทางเธอรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลให้ลังเลอะไรอีกต่อไป

แม้ฝนที่ตกหนักจะทำให้มองทางด้านหน้าไม่ชัด แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค…ไม่เลยสักนิด

แล้วในที่สุดเธอก็มาถึง…เรือขนาดใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเด็กสาวเคยโดยสารมันเป็นเวลาหลายวันหลายคืน เรือของเบจ

เด็กสาวมองมันอย่างแปลกใจ ที่นี่มีแค่เรือลำนี้เท่านั้นและถ้าทุกคนรออยู่ที่นี่ก็หมายความว่า…

“โอ๊ะโอ๋! เจ้าหญิงของผม…ทำไมมาตากฝนแบบนี้ล่ะ” นํ้าเสียงคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมร่มที่ถูกกางเพื่อเธอ “ฟาเธอร์กำลังรอเธออยู่นะ เชิญเข้าไปด้านในก่อนนะ”

เด็กสาวถูกพามายังห้องที่คุ้นเคยอ่างนํ้าในห้องยังคงถูกตระเตรียมเอาไว้อย่างพร้อมเพรียง ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเจ้าของห้องจะต้องเข้ามาใช้มันอีก เด็กสาวปล่อยตัวลงไปกับนํ้าอุ่นๆปรับอุณหภูมิร่างกายที่เย็นยะเยือกให้กลับเป็นปกติอีกครั้ง และเมื่อเธอกลับออกมาเสื้อผ้าของเธอก็ถูกซักรีดพับเรียบร้อยวางเตรียมอยู่บนเตียงแล้ว

วีโต้รอเธออยู่หน้าห้องเหมือนครั้งก่อน นำเธอไปยังห้องนั่งเล่นที่ฟาเธอร์ของเขานั่งอยู่ และทันทีที่ประตูเปิดออกใบหน้าของผู้คนแสนคุ้นเคยก็ปรากฏอยู่อย่างพร้อมเพรียงทั้งลูฟี่ นามิ คิด และช็อปเปอร์

“ลูฟี่ ทุกคน” เด็กสาวเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรก “ขอโทษที่มาช้านะ”

“ขอต้อนรับเจ้าหญิงเชิญนั่งก่อนเป็นไง พวกเราก็มีเวลาไม่มากแล้วนะ” อีกหนึ่งเสียงคุ้นหูดังขึ้นให้ตกใจ

ซันจิหันมองตามก็ได้เห็นบรู๊คกับคาตะกุริที่นั่งเงียบๆอยู่ไม่ไกล และเมื่อเขาเห็นเธอชายชราก็ลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหา สวมกอดคุณหนูตัวน้อยของเขาเป็นการปลอบโยน เดินนำให้เธอไปนั่งข้างๆเขาแล้วการประชุมอย่างเร่งด่วนก็ถูกเปิดขึ้น

“เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันเลยก็แล้วกัน จะทิ้งเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว” เบจเริ่มเกริ่นนำ “ก็อย่างที่พูดไปแล้วว่าทำไมเราถึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ แต่ก็จะบอกให้ฟังอีกครั้งก็แล้วกัน ฉันเข้าร่วมกับบิ๊กมัมก็เพราะต้องการล้มล้างอำนาจใต้ดินของเขา ส่วนพวกนายก็ต้องการจะช่วยเจ้าหญิงถูกไหม?”

นามิพยักหน้ารับในขณะที่ซันจิเบิงตากว้างตกตะลึง เมื่อได้รับรู้ความจริงอีกข้อที่กำลังบอกเธอว่าเบื้องหลังงานเลี้ยงนํ้าชาครั้งนี้ ไม่ได้มีคนแค่เพียงสองกลุ่มเท่านั้นที่วางแผนลับเอาไว้

“พวกเรามีประโยชน์ร่วมกันอยู่ พวกนายต้องสร้างความวุ่นวายแล้วก็พาตัวเจ้าหญิงหนีไป ส่วนพวกฉันก็จะใช้ความวุ่นวายและความเสียหายที่พวกนายก่อกำจัดเขาเสีย!!” เบจประกาศอย่างหมายมาด แผนการที่เรียกได้ว่ารัดกุมและโหดร้ายพอสมควรดังจากปากฟาเธอร์ของแก๊งแบบไม่เว้นจังหวะหายใจ ก่อนจะหยุดลงเมื่อแผนการเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกไปจนหมดสิ้นแล้ว “ว่าไง จะจับมือกันไหม?”

“ฉันจะทำ” คาตะกุริที่เงียบมาตลอดพูดขึ้นเป็นคนแรก

“พี่คาตะกุริ…” ‘ชาล็อต จิฟฟอน’ ผู้เป็นภรรยาของเบจที่ยืนอยู่ไม่ไกลพึมพำชื่อผู้เป็นพี่ชายแผ่วเบา เธอเองก็เห็นด้วยกับแผนของเบจ…ด้วยความสัตย์จริง แม้ว่านั่นจะเป็นแผนการเพื่อฆ่าแม่แท้ๆของเธอเองก็ตาม

ชาล็อต หลินหลินไม่ใช่แม่ที่ดีเท่าไรนัก เธอไม่ได้ดูแลลูกๆอย่างดีอย่างที่สมควรจะเป็น และเธอจะรักแต่เพียงลูกที่เติบโตขึ้นได้ดั่งใจของเธอเท่านั้น ทว่ากับบางคนต่อให้ทำดีมากแค่ไหนอย่างคาตะกุริ หรือไม่ได้ทำอะไรผิดเลยอย่างจิฟฟอน ก็ไม่สามารถเป็นลูกที่บิ๊กมัมมอบความรักให้ได้…และมันมากกว่านั้น เพราะมันเต็มไปด้วยความเกลียดชังเท่านั้นที่ได้รับกลับมา ซึ่งความทรมานอันยาวนานของพวกเธอก็ใกล้ที่จะสิ้นสุดลงแล้ว

มันจะต้องจบ!! ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตายหรืออยู่…เรื่องนั้น ใครจะไปรู้กันล่ะ? รู้เพียงแต่ถ้าไม่เริ่มลงมือ ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนไปทั้งนั้น

“ฉันเองก็…!!” ลูฟี่ทำท่าจะตะโกนตอบรับบ้าง แม้ว่าตัวเขาจะไม่ค่อยถูกชะตากับเบจเท่าไรแต่ถ้าอุดมการณ์ไปในแนวทางเดียวกัน ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธความร่วมมือจากอีกฝ่าย

“เดี๋ยวก่อน!!” แล้วเจ้าหญิงก็เอ่ยขัดขึ้นมา ทุกสายตาจับจ้องไปยังเด็กสาวอย่างสงสัย “ฉันไม่ได้สนใจเรื่องการลอบสังหารบิ๊กมัมหรอกนะ แต่ว่าฉันอยากจะขอร้องอะไรสักหน่อย…”

สิ้นคำพูดนั้นทุกคนในห้องต่างก็ทำหน้าประหลาดใจมองตรงไปยังเด็กสาวเป็นตาเดียวกัน ลูฟี่หัวเราะออกมาอย่างถูกใจ ในขณะที่นามิกับช็อปเปอร์เดินตรงเข้ามากอดเธอแน่นจนแทบหายใจไม่ออก บรู๊คหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มบางเบา ในขณะที่คาตะกุริดึงผ้าพันคอขนสัตว์ของตนขึ้นสูง ซ่อนสีหน้าที่แสดงอารมณ์ออกมาจากสายตาคนอื่นๆ และเบจที่ฉีกยิ้มกว้างพ่นควันซิการ์ยาวเหลือบตาไปสบกับจิฟฟอนที่แสดงสีหน้าตกใจ

“ทำได้รึเปล่าเบจ?” ลูฟี่ถามยํ้าด้วยสีหน้าร่าเริง

“อ่า เอาแบบนั้นก็ได้” ฟาเธอร์ตอบตกลงอย่างว่าง่าย

“ถ้างั้นทางนี้ก็โอเคเหมือนกัน ชิชิชิ” ลูฟี่ยิ้มกว้าง

เมื่อทุกคนตกลงกันได้แล้วแผนการก็ถูกเริ่มต้นขึ้น ต่างคนต่างแยกย้ายกันออกไปตามแผน อีกไม่นานเวลาตัดสิ้นก็จะมาเยือนทุกๆคน

 

…เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมง 30 นาที ก่อนงานเลี้ยงนํ้าชา…

 

…………………………………………………………….

 

“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง งานเลี้ยงนํ้าชาของหม่าม๊ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้วนะ” เสียงชาวเมืองพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น เรียกความสนใจจากคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งดื้มชากันอยู่ที่โต๊ะนอกร้านคาเฟ่ย์เล็กๆ

“น่าเสียดายนะที่พวกสามัญชนอย่างเราๆเข้าร่วมไม่ได้ ได้ข่าวมาว่าจะมีงานแต่งงานของท่านพุดดิ้งของเจ้าหญิงจากวินสโม๊คด้วยนะ” ใครคนหนึ่งต่อบทสนทนา

ชายหนุ่มผู้สวมหมวกขนสัตว์สีขาวลายจุดสีนํ้าตาลหันไปมองหน้าคนที่นั่งร่วมโต๊ะกันตน ส่งซิกกันทางสายตาก่อนจะลุกเดินออกจากโต๊ะนั้นไป ทั้งคู่กระชับเสื้อสูทสีดำที่สวมอยู่ให้เข้าที่เข้าทางแล้วตรงไปยังจุดนัดพบ

 

 

“อีกหนึ่งชั่วโมงจะถึงงานแต่งงานอยู่แล้ว! แล้วนี่เจ้าสาวหายไปไหนกัน!!” หัวหน้าสาวใช้กรีดร้องโวยวายใส่นายทหารที่ได้รับหน้าที่ให้เฝ้าหน้าห้องเจ้าสาวเอาไว้ เมื่อไม่พบใครอยู่ในนั้นนอกจากทหารนายหนึ่งที่แอบเข้ามานอนอู้ “ทำหน้าที่ประสาอะไร!! คิดว่าถ้าหม่าม๊ารู้จะเกิดอะไรขึ้น!? นายไม่เห็นหรอว่าแขกเหรื่อมากันเต็มไปหมดแล้ว จะให้ฉันบอกหม่าม๊าว่าเจ้าสาวหนีไปแล้วอย่างงั้นหรอ!?”

“เห? ฉันไม่ได้หนีสักหน่อย อย่ากล่าวหากันสิ” เสียงหวานใสของว่าที่เจ้าสาวดังจากด้านหนัง ทุกคนต่างหันควับกลับไปมองอย่างตกใจ “ก็แค่กังวลเรื่องงานแต่งงานนิดหน่อย เมื่อคืนก็เลยไปนอนกับพวกพี่ชาย”

ท่าทางหยิ่งทะนงและสายตาที่กดลงตํ่าทำให้คนมองรู้สึกเสียวสันหลังได้อย่างไม่ยากเย็น และทันทีที่เธอเดินเข้ามาใกล้ทุกคนก็ยอมแหวกทางให้อย่างดุสดี

“ไม่ได้รึไง?” ดวงตาเรียวสีอความารีนหรี่สบ ทุกคนก็แทบจะร้องไห้ตอบออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

“ได้ ได้แน่นอนเจ้าค่ะท่านซันจิ แต่เอ่อ…อีกไม่นานจะได้เวลาแล้ว พวกเราจะช่วยท่านแต่งตัวนะเจ้าคะ”

ในที่สุดเมื่อเจ้าสาวมาพร้อมการแต่งตัวอย่างเร่งด่วนก็เริ่มต้นขึ้น ซันจิมองภาพตัวเองในกระจกด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ว่าจะเรือนผมที่รวบสูงครึ่งหนึ่งเพื่อเสียบมงกุฎประดับผ้าคลุมหน้า ใบหน้าขาวที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเหมือนผ้าใบระบายสีหรือเกาะยกสีขาวตัวยาวเรียบหรู…ภาพสะท้อนนั้นดูราวกับไม่ใช่ตัวเธอเลยแม้แต่น้อย

“โยะโฮะโฮะโฮะ ดูสิครับคุณหนูตัวน้อยของผมเติบโตเป็นหญิงสาวผู้งดงามเต็มตัวแบบนี้แล้ว ผมจะไม่แก่ได้อย่างไรกัน” เสียงคุ้นเคยดังอยู่ที่หน้าประตู

ซันจิหันไปมองและพบกับบรู๊คในชุดสูทออกงานที่ยิ้มอ่อนโยนมาให้ เธอหันไปพยักหน้าให้สาวใช้คนอื่นๆออกไปก่อนจนเหลือพวกเธอเพียงสองคน

“ตื่นเต้นจังเลยนะ…ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อไปเลย” ซันจิยิ้มบางๆ ไม่ปฏิเสธว่าความกังวลกำลังเกาะกินอยู่ในใจไม่มากก็น้อย

“ตอนท่านโซระสวมชุดแต่งงานท่านก็พูดแบบนี้เหมือนกันเลยครับ” บรู๊คอ้อมไปยืนด้านหลังเด็กสาว สบตากับเธอผ่านเงาสะท้อนในกระจกนั้น จับไหล่ทั้งสองข้างให้กำลังใจสัมผัมต่างหูสีทองยาวที่ได้รับฝากเอาไว้ ที่ติ่งหูซ้ายของเด็กสาวเพื่อยํ้าให้เธอคิดถึงผู้เป็นเจ้าของ “และผมก็จะตอบเหมือนในตอนนั้น…ทุกอย่างจะโอเคครับ”

บรู๊คขยับหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นคลุมให้เด็กสาว เธอช้อนใบหน้าขึ้นมองพ่อบ้านของตนและยิ้มแย้มออกมาได้ในที่สุด

“นั่นน่ะสินะ” เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา แล้วหญิงสาวผู้เต็มไปด้วยความมั่นใจก็กลับมาอีกครั้ง

เรียวขายาวก้าวตรงออกไปด้านนอกเพื่อพบกับว่าที่เจ้าบ่าวในชุดสูทสีขาว เขารอเธออยู่ในห้องโถงที่ครั้งก่อนพวกเธอเคยมานั่งคุยกัน

“ว้าว คุณซันจิวันนี้สวยมากเลยนะครับ” พุดดิ้งที่หันมาเห็นเด็กสาวเอ่ยชมด้วยแก้มที่แดงระเรื่อ

“งั้นหรอ? ขอบใจนะ นายก็ดูดีมากเลย” ซันจิยิ้มรับ

“อีกไม่นานก็จะได้เวลาแล้ว ถ้าตื่นเต้นจะจับมือผมเอาไว้ก็ได้นะครับ” พุดดิ้งยื่นมือออกมาด้วยท่าทีขี้อาย ซันจิมองครู่หนึ่งและตัดสินใจยื่นมือออกไปจับเอาหลวมๆ

“ต่างหูของคุณสวยดีนะครับ”

“งั้นหรอ?”

บนสนทนาที่ยังไม่สิ้นสุดถูกขัดด้วยเสียงเรียกดังจากด้านนอกห้อง เป็นสัญญาณบ่งบอกการเริ่มงานเลี้ยงนํ้าชาอันแสนหอมหวาน ทั้งสองเดินเคียงกันไปตามห้องโถงที่ทางทอดยาว แสงสว่างไสวจากฟ้าหลังฝนอันสดใสส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เรียงรายเต็มสองข้างทาง สองคู่บ่าวสาวถูกพาขึ้นไปยังราชรถคันงานเพื่อพาไปยังส่วนที่จัดงาน

งานเลี้ยงนํ้าชาเริ่มขึ้นไปพักใหญ่แล้ว และตอนนี้ก็จะถึงเวลาไฮไลท์ของงานอันได้แก่งานสมรส ระหว่างบุตรชายจากตระกูลชาล็อตและบุตรสาวจากวินสโม๊ค

 

 

“ขอตรวจอาวุธด้วยครับ” เสียงเบจดังอย่างนอบน้อม หน้าที่ของเขาในวันนี้คือรักษาความปลอดภัยทั่วทั้งงาน ประการแรกก็ต้องตรวจเช็คและลิดรอนอาวุธทั้งหมดของแขกเหรื่อทั้งหลายตั้งแต่หน้าประตูทางเข้างาน

งานเลี้ยงนํ้าชาไม่ได้จัดที่ปราสาทเพราะบิ๊กมัมคิดว่ามันคงจะอึดอัดมากเกินไป ที่จะให้คนจำนวนมากมารวมกัน และเลือกที่จะใช้ห้องจัดงานเลี้ยงแบบเอ้าท์ดอที่เธอสร้างเอาไว้ไม่ไกลกันมากแทน

ด้านหลังของเบจคือประตูทางเข้าขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างมาเหมือนกับขนมหวานขนาดใหญ่ และเบื้องหลังเขาไปอีกก็คือพื้นที่จัดงาน เมื่อสิบนาทีก่อนพวกวินสโม๊คทั้งหมดพึ่งเดินผ่านเข้างานไป พร้อมกับงานเลี้ยงที่ใกล้จะเริ่มต้นเข้าไปทุกทีแล้ว แต่คนที่เขารอจะพบก่อนงานเริ่มก็ยังไม่มาเสียที

“ฉันเข้าไปข้างในก่อน เดี๋ยวพวกนั้นก็มาแล้ว” คาตะกุริกระโดดลงมาจากต้นไม้ใกล้ๆ เขาเดินเข้างานง่ายๆโดยไม่จำเป็นต้องตรวจร่างกาย

แล้วในที่สุดสองหนุ่มนักธุรกิจผู้มีชื่อในโลกใต้ดินก็มาปรากฎตัวที่หน้างาน ก่อนที่งานเลี้ยงนํ้าชาจะเริ่มเพียงไม่กี่นาที

“มาช้ากันจังนะพวกนาย” เบจเงยหน้ามองสองคนที่สูงกว่ามากโขพร้อมแสยะยิ้มที่มุมปาก

“ก็หาซื้อของขวัญแต่งงานอยู่ไงเลยมาช้า” ผู้นำดอนฆีโฮเต้แฟมิลี่ในชุดสูทสีเลือดหมู คลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนนกตัวเก่งยิ้มตอบด้วยรอยยิ้มของโจ๊กเกอร์ ขยับแขนอวดกล่องของขวัญใบกลางสีฉูดฉาดในอ้อมแขนโชว์

“ตามนั้นล่ะ ถ้างานยังไม่เริ่มก็ไม่ถือว่าสายนี่” คร็อกโคไดล์ในชุดสูทสีดำคลุมทับด้วยโอเวอร์โค้ทสีเดียวกันไม่ทำให้คนมองรู้สึกแปลกตาเท่าไร ยักไหล่ไม่ใส่ใจในมือเขาเองก็ถือกล่องของขวัญสีดำเอาไว้ด้วย

เบจพยักหน้ารับแล้วปล่อยให้ทั้งคู่เข้างานไป เสียงเพลงบรรเลงดังมาจากประตูที่เปิดและปิดลงทันทีที่แขกทั้งสองเข้าไปในงานแล้ว อีกไม่นานเบจก็จะเข้าไปด้วยเช่นกัน เขาก้มมองนาฬิกาเล็กน้อยเพื่อระวังไม่ให้ ‘แผนการ’ ทุกอย่างคลาดเคลื่อนไปแม้แต่วินาทีเดียว!

 

…………………………………………………….

 

“ตายจริงไม่อยากเชื่อเลยว่าทั้งสองคนจะมาได้” บิ๊กมัมเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นแขกสองคนล่าสุดที่เดินเข้างานมา

“อย่าพูดแบบนั้นสิ พวกเราจะปฏิเสธงานเลี้ยงดีๆได้ยังไงเนอะคร็อก” คนชื่อเหมือนนกเป็นคนตอบแล้วหันไปหาแนวร่วม

จระเข้ทะเลทรายทำเพียวพยักหน้าและกล่าวในทำนองเดียวกันพอเป็นมารยาท ก่อนที่ทั้งสองคนจะต่างส่งกล่องของขวัญให้อีกฝ่าย แล้วตรงไปหาที่นั่งของตัวเองเงียบๆ บรรยากาศงานเลี้ยงที่แสนรื่นเริงล้วนแล้วแต่ซ่อนความลับกันเอาไว้ทั้งนั้น แขกทุกคนต่างสวมหน้ากากเพื่อพูดคุยกันอย่างเป็นปกติ โดยแอบซ่อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงเอาไว้อย่างแนบเนียนที่สุด

คร็อกโคไดล์จุดซิการ์ขึ้นสูบ เหลือบนัยน์ตาคมสีทองมองไปยังผู้คนรอบๆงาน บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้เป็นราชาของวินสโม๊คนั่งหัวเราะและดื่มดํ่ากับงานเลี้ยง ทว่าเขาเองมิใช่หรอืที่เป็นคนบังคับให้ลูกสาวต้องแต่งงาน หญิงสาวบ้าคลั่งในชุดกระโปรงลายจุดสีลูกกวาด เธอคนนั้นวางแผนที่จะกำจัดวินสโม๊คและยึดครองวิทยาการของพวกนั้น แล้วยังเบจผู้ทำหน้าอยู่หน้าประตูอย่างแข็งขันนั้นอีก ที่วางแผนจะกำจัดบิ๊กมัมเสีย

ควันสีขาวลอยอบอวลในบรรยากาศ เจ้าของของมันแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อยหัวเราะอยู่เพียงในใจกับเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น ในโลกใต้ดินล้วนไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร และไม่ว่าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก็ตาม ฝ่ายที่จะได้หัวเราะเป็นคนสุดท้ายจะต้องเป็นพวกเขา!!

“คร็อก เจ้าสาวมาแล้วนะ” โดฟลามิงโก้เหยียดยิ้มยาวเมื่อราชรถเคลลื่อนตัวเข้ามาในอาณาเขตจัดงานแล้ว

หนุ่มใหญ่ยกมือขึ้นเคาะใบหูแผ่วเบาสองครั้ง เครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กที่ใส่เอาได้สั่นเบาๆตอบรับสัญญาณนั้น เป็นการส่งข้อความไปถึงอีกกลุ่มหนึ่งที่เตรียมพร้อมรออยู่ก่อนแล้ว โดยที่เขาไม่ได้ล่ะสายตาไปจากภาพความอลังการเบื้องหน้า

“และเมนคอสสำหรับวันนี้! เค้กที่พวกเราภูมิใจนำเสนอมากที่สุด หม่าม๊า!!” ชายผู้สวมชุดพ่อครัวเดินออกมาจากข้างเวที มือของเขาถือมีดตัดเค้กเล่มใหญ่ที่ผูกริบบิ้นเอาไว้ นํ้าตาเอ่อคลอในดวงตาเขาอย่างปลาบปลื้ม “เวดดิ้งเค้กกกกกกก!!!”

สิ้นเสียงหัวหน้าพ่อครัว เค้กก้อนใหญ่ที่ไม่สามารถกะความยาวเส้นผ้าศูนย์กลางของฐานได้ และสูงท้วมหัวจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง ประดับตกแต่งด้วยทั้งผลไม้สดรสเลิศ แยมหวานสีสดและคลีมนุ่มหลากสี ตกแต่งเป็นลวดลายงดงามก็ถูกนำออกมาตั้งโชว์ที่หน้าแท่นปรมพิธีสูง ซึ่งสร้างให้สูงเลยเวดดิ้งเค้กขึ้นไปอีก เพื่อให้คู่บ่าวสาวไฮไลท์ของงานเลี้ยงนํ้าชาในวันนี้ได้โดดเด่นมากที่สุด

บันไดยาวถูกนำมาต่อเพื่อเป็นทางขึ้น สองบ่าวสาวเดินลงจากราชรถและค่อยๆก้าวขึ้นไปยังบันไดสูง แสงอาทิตย์สาดส่องไปทั่วบริเวณยามเมื่อเมฆถูกพัดพาหายไป ความระยิบระยับของบรรยากาศและสองคู่สมรส ทำให้ผู้คนต่างไม่สามารถละสายตาไปจากภาพตรงหน้าได้

เรย์จูจ้องผู้เป็นน้องสาวตาค้าง ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะกลับมาด้วยสีหน้าสงบนิ่งแบบนั้น…ซันจิไม่ได้มีความลังเลอยู่ในท่าทางแม้แต่น้อย เขาไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดอีกฝ่ายยังคงกลับมา โอกาสสุดท้ายที่จะหนีทำไมถึงยอมละทิ้งไปเสียง่ายๆ ถ้าหากจะบอกว่าเด็กคนนั้นยอมแพ้แล้ว เรย์จูเชื่อว่ามันไม่มีทางเป็นความจริงแน่ ดังนั้นแล้วก็คงเหลือแค่เพียงความเป็นไปได้เดียวเท่านั้น

 

กำลังวางแผนอะไรอยู่งั้นหรอ?

 

วินสโม๊คคนพี่มองไปรอบตัว พวกเขาอยู่ท่ามกลางวงล้อมของพวกชาล็อตหมดแล้ว โอกาสที่จะหนีอันที่จริงมันคงไม่มีมาตั้งแต่แรก แต่เขาก็เตรียมตัวที่จะตายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเขาก็ยังไม่ได้บอกเรื่องแผนการของบิ๊กมัมให้ใครได้ฟังเลยสักคน ดังนั้นไม่ว่าน้องสาวของเขามีแผนจะทำอะไรเธอก็หวังเพียงว่ามันจะสำเร็จ ขอแค่เธอคนนั้นเท่านั้นที่รอดไปได้เรย์จูก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

 

ส่วนที่เหลือ…ทั้งเจลมา ทั้งจั๊ด

เขาจะจมดิ่งลงสู่ความตายไปพร้อมๆกับคนเหล่านั้นเอง!

 

 

 

 

ถ้าชอบก็สามารถกดไลค์และเขียนคอมเมนท์กันได้นะคะ

One piece The High school Episodes : Uproariously languor IV

บทที่ 15 : ว่าที่คู่หมั้นชาล็อต พุดดิ้ง

 

“โซโล…นายมาที่นี่ได้ยังไง!?!” ซันจิกดเสียงสั่นๆของตัวเอง ให้ถามออกไปแผ่วเบาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งดีใจทั้งกลัว แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นมันเต็มไปด้วยความคะนึงหา

“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก” ใบหน้าที่เหมือนไม่ได้เห็นมานานเหลือเกินนั้นนิ่งเฉยไม่เคยเปลี่ยน “เรื่องสำคัญคือฉันมายืนตรงนี้แล้ว และฉันมีเรื่อจะคุยกับเธอเยอะมากเลยด้วย”

โซโลเหลือบสายตาไปมองบนเวที ไม่รู้ว่าซันจิคิดไปเองไหมแต่เหมือนกิลล์ เตโซโรพยักหน้าตอบกลับเล็กน้อย แล้วบทเพลงของชายหนุ่มทรงเสน่ห์ก็จบลง คำประกาศสั้นๆว่าบทเพลงถัดไปจะขับขานเพื่อเปิดฟลอ ทำให้เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่รอเวลานี้มานานแล้วพาคู่เต้นของตัวเองไปที่กลางฟลอ ทุกคู่เว้นระยะห่างจากกันไว้พอให้หมุนตัวได้ แต่จำนวนคนที่เยอะมากมายนั้นก็ทำให้เหมือนจะไม่มีช่องว่างเสียเท่าไรเลย

ซึ่งเรื่องนั้นซันจิก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นหนึ่งในแผนของเด็กหนุ่มที่โอบเอวเธออยู่รึเปล่า…

“คู่เต้นเธอดูเหมือนว่าจะมาไม่ได้ เอาเป็นว่าเต้นกับฉันสักเพลงเป็นไง” โซโลแบมือไปเบื้องหน้ารอคำตอบ

ซันจิตอบรับด้วยการวางมือลงให้เด็กหนุ่มกระชับจับไว้ นํ้าเสียงพร่าขับขานบทเพลงนุ่มหูต่างกับเพลงก่อนราวกับไม่ใช่คนๆเดียวกันร้อง เป็นสัญญาณเริ่มจังหวะการเต้นรำที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และก้าวเท้าเริ่มร่ายรำไปพร้อมๆกัน

“นายทำอะไรเขางั้นหรอ?” ซันจิเลิกคิ้วถาม เริ่มคิดว่าการที่คู่เต้นของเธอหายไปไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว

“กล้าพูดถึงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าฉันงั้นหรอ? ไม่เจอกันแปปเดียวจะนอกใจกันแล้วรึไง” โซโลเบ้ปากคำรามตํ่าไม่พอใจ

ซันจิหัวเราะเบาๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเองรู้สึกดีเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกหึงอยู่ ความดีใจลิงโลดอยู่ในอกยามรับรู้ถึงความเป็นห่วงของอีกฝ่าย

“ก็ไม่แน่นะ” ซันจิหัวเราะหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นสีหน้าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อของอีกฝ่าย

เด็กหนุ่มก้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากแนบกันแยกเขี้ยว จังหวะการเต้นร่วนไปหมดจนเกือบชนคู่อื่นๆ ซันจิหัวเราะตอบท่าทางแบบนั้นแล้วดึงคนรักหนุ่มกลับมาอยู่ในจังหวะเดิมไม่ให้ผิดสังเกต

“ล้อเล่นน่า”

“ฉันไม่ขำ รู้ไหมว่าฉันคิดถึงเธอแค่ไหน” โซโลเอ่ยต่อไปด้วยท่าทีจริงจัง มือที่โอบเอวเธออยู่เลื่อนขึ้นมาสัมผัสผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนแผ่วเบา “ฉันคิดถึงเธอตลอดเวลา…รู้ไหมว่ามันยากแค่ไหนที่ต้องไปบอกเซฟว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วรู้อะไรไหม…”

คนผมเขียวซบใบหน้าลงกับลาดไหล่บาง กระซิบลงที่ข้างหูถ่ายทอดความรู้สึกมากมาย ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันผ่านนํ้าเสียงทุ้มแหบของตนเอง

“…มันแย่แค่ไหนที่มองไปไม่เห็นเธออยู่ข้างๆ”

“ฉันขอโทษ…” เด็กสาวเอียงหน้าซบกล่าวถ้อยคำที่อยากเอ่ยมาตลอดด้วยนํ้าเสียงกลั้นสะอื้น ขอบตาร้อนผ่าวซะแล้ว ความอ่อนแอที่ปกปิดอยู่ในหัวใจแสดงออกมาอย่างง่ายดายเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

“ฉันไม่อยากได้ยินคำนั้น!!” เด็กหนุ่มตวาดเสียงแผ่ว “บอกสิว่าไม่ใช่แค่ฉันที่คิดถึง…ไม่ใช่แค่ฉันที่อยากเจอเธอ…”

นํ้าเสียงสั่นไหวเอย บรรยากาศและบทเพลงเอย ทุกอย่างล้วนทำให้เด็กสาวอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆแล้ว สัมผัสได้แล้ว…สัมผัสได้ถึงความรู้สึกทั้งหมดที่เธอโหยหามาตลอด ความไม่มั่นใจทั้งหมดปลิดปลิวไปด้วยสัมผัสที่แสนโหยหานี้

“ฉันคิดถึงนาย…คิดถึงมาตลอด ไม่มีวันไหนที่หลับตาแล้วไม่เห็นหน้านายเลย” ซันจิตอบด้วยความสัตย์จริงที่สุด

ทั้งสองคนเต้นรำกันต่อไปเงียบๆ ต่างคนต่างพยายามสงบอารมณ์เศร้าของตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าสบตาเพื่อพูดคุยกันอีกครั้ง

“ตกลงนายมาได้ยังไงเนี่ย ที่นี่มารีจัวว์เชียวนะ” ซันจิกลับไปเป็นเด็กสาวผู้แสนมั่นใจและหยิ่งทะนงคนเดิมแล้ว

“ไม่ยากเท่าไรหรอก แค่ตามหมอนั่นมา” โซโลบุ้ยใบ้ไปทางคนที่กำลังร้องเพลงบทเวที “เธอช่วยหมอนั่นไว้เขาก็เลยมาตอบแทน เหมือนว่าเขาจะเป็นเพื่อนกับพวกคร็อกโคไดล์ด้วย การจะมาเป็นแขกรับเชิญที่นี่ก็เลยไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

“นายรู้จักคุณคร็อกด้วยหรอ” ซันจิเลิกคิ้วแปลกใจกับชื่อบุคคลที่สาม เธอไม่คิดว่าเรื่องนี้เขาคนนั้นจะมีเอี้ยวด้วยแม้แต่น้อย

“เรื่องมันยาวน่าเอาไว้ได้ตัวเธอกลับมาเมื่อไร ฉันอาจจะเล่าให้ฟังนะ” โซโลบอกปัดรายละเอียดปลีกย่อย “ฟังนะฉันมีเวลาไม่มากนักแต่มันมีเรื่องสำคัญต้องบอก”

ซันจิพยักหน้ารับปรับอารมณ์จริงจังไปตามนํ้าเสียงของโซโล เด็กหนุ่มตวัดแขนให้เด็กสาวหมุนเป็นวงกลม กระชับพื้นที่การเต้นเพื่อเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆอย่างเป็นธรรมชาติ

“เรือของเจลมากำลังจะเทียบท่าที่มารีจัวว์คืนนี้ และพรุ่งนี้เธอจะกลับไปที่นั่นเพื่อไปเจอกับลูกชายบิ๊กมัม” โซโลเกริ่น “งานเลี้ยงนํ้าชาจะเริ่มขึ้นในอีกสี่วันให้หลัง”

“นั่นเป็นไปไม่ได้!? ก็เขาสัญญา…!?” ซันจิขมวดคิ้วก่อนจะเบิงตากว้าง แล้วจบลงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมที่โซโลจำได้เป็นอย่างดี ว่ามันเป็นสีหน้าที่ซันจิทำเสมอเวลามีเรื่องวิวาทกัน “เกลียดชะมัดเลย…”

“พวกเราจะไปรอเธอที่โฮลเค้ก แล้วพอเธอมาถึงเราค่อยมาคุยกันอีกที”

ซันจิหลับตาลงเมื่อรู้สึกว่าคิ้วกระตุกมากแค่ไหน ความโกรธเกรี้ยวปะทุอยู่ในใจไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะถูกหลอกง่ายๆแบบนี้…ถึงจะไม่เชื่อใจเขาเป็นทุนเดิม ก็ไม่คิดเลยว่าจะถูกเชิดให้เล่นไปตามเกมตั้งแต่แรกแบบนี้ แม้ว่าส่วนลึกของเธอจะยังคงคาดหวังอยู่

หวังว่าอาจจะมีวันที่เธอจะได้มองจั๊ดเสียใหม่ แต่มันคงจะไม่มีวันนั้นอีกแล้ว…

แผ่นหลังของเธอแนบเข้ากับประตูกระจก ความเย็นที่สัมผัสผิวกายทำให้ซันจิลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอถูกชักนำให้เต้นมาถึงประตูบานนี้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

โซโลเอื้อมมือไปเปิดบานประตูออก ลมเย็นยามคํ่าคืนพัดเข้ามาสัมผัสผิวแผ่วเบา ด้านนอกคือระเบียงกว้างชมวิวทิวเมืองชนชั้นสูง เด็กหนุ่มปิดประตูลงแผ่วเบาอาศัยบรรยากาศที่ถูกสร้างขึ้นภายในห้องช่วยทำให้ไม่มีใครรู้สึกถึงพวกเขา

“ฉันต้องไปแล้ว” มือใหญ่แนบลงข้างแก้มเด็กสาว เธอซบลงไปยังมือที่หยาบกว่าครั้งก่อนมากอย่างเต็มใจ

ทั้งสองคนมองสบตากันและกันครู่หนึ่ง ซันจิไม่แน่ใจว่าเวลานั้นมันเพียงชั่วอึดใจหรือยาวนานหลายนาที เพียงแต่รู้สึกตัวอีกทีริมฝีปากของเขาก็แนบบนหน้าผากเธอเสียแล้ว

สัมผัสอ่อนโยนที่ค่อยๆเคลื่อนมาหยุดที่ข้างแก้มทำให้ซันจิคิดถึงช่วงเวลาในวันวานเสียเหลือเกิน เธอไม่สามารถละสายตาไปจากดวงตาเรียวอันเต็มไปด้วยความแน่วแน่ของอีกฝ่ายได้ มันเหมือนกับคำมั่นที่จะบอกเธอว่าเขาจะช่วยเธอกลับมาไม่ว่าจะยังไงก็ตาม มือหยาบกุมมือเธอไว้ในขณะที่แขนอีกข้างโอบร่างเธอเข้าไปกอดแนบแน่น

โซโลผละจากมามองใบหน้าขาวแดงระเรื่อของเด็กสาวผู้เป็นที่รักพลางฉีกยิ้มกว้าง ราวกับเวลาผ่านไปแสนนานยามที่ไม่มีซันจิอยู่ข้างกายทั้งทีวันหนึ่งวันยังคงมียี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ดูตอนนี้สิ…โซโลรู้สึกเหมือนมีเวลาเท่าไรก็ไม่เพียงพอเลย เพื่อจะอยู่กับเธอเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย และตอนนี้เขาจำเป็นต้องตัดใจจากทั้งใบหน้าน่ารัก ดวงตาสีสวยและร่างกายบอบบางในชุดออกงานเบื้องหน้านี้ โซโลค่อนข้างชอบซันจิในลุคนี้ แต่ถามตามความสัตย์จริงเขายินดีจะเห็นเธอในชุดสูทเรียบร้อยมากกว่า

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นผิวขาวๆของอีกฝ่ายเสียเท่าไร แต่คนปากแข็งก็ไม่คิดจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกไป

โซโลปลดต่างหูสีทองของตนออกมาอันหนึ่งยัดใส่มือเด็กสาว ก่อนเดินตรงไปยังระเบียงกระโดดลงไปอย่างไม่ลังเล พร้อมกับประตูกระจกด้านหลังที่เปิดออก

สายลมแรงพัดเปลี่ยนทิศพาเรือนผมสีทองให้ปลิวไสว แสงจากดวงจันทร์ที่สาดแสงลงมากระทบร่างของเด็กสาวทำให้เธอดูราวกับจะเรืองแสงได้ ใบหน้าน่ารักนิ่งสงบกับเสียงทักจากเบื้องหลัง เป็นอิเดโอนั่นเองที่ตามหาเธออยู่

ซันจิกำต่างหูอันเล็กแน่นก่อนหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ ไม่นานเธอก็หันกลับไปหาเขาแย้มยิ้มให้ไม่โกรธเคืองต่อคำอธิบายถึงความสายของตน เก็บซ่อนเรื่องทุกอย่างที่ได้รับรู้มาเอาไว้ภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มอย่างแนบเนียนที่สุด

 

งานเลี้ยงนํ้าชา กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

 

…………………………………………………………..

 

“อย่าลืมกันนะทุกคน แล้วสักวันก็มาเยี่ยมอาณาจักรของฉันบ้างนะ”

นั่นเรียกได้ว่าเป็นประโยคสุดท้ายของสี่สาวก่อนที่ต่างคนจะต่างเดินขึ้นเรือของอาณาจักรตัวเอง ซันจิมองภาพของราชาแต่ละอาณาจักร ที่ออกมาต้อนรับลูกสาวที่ไม่ได้เห็นหน้ามานานโอบกอดกันอย่างอบอุ่น ด้วยรอยยิ้มที่มีบุหรี่คาบอยู่ตรงมุมปาก

ก่อนจะต้องละสายตากลับมายังเรือรบของเจลมาเบื้องหน้าตนเอง เธอไม่อยากขึ้นไปสักเท่าไรรู้สึกเหนื่อยมากแล้วที่จะต้องไปเจอหน้าเขาคนนั้นอีก แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าพ่นควันบุหรี่ยาวๆเท่านั้น พวกพี่น้องวินสโม๊คคนอื่นยังมาไม่ถึงดังนั้นซันจิจังยังไม่ยอมเดินขึ้นเรือไป คงจะดีกว่าถ้าได้อยู่บนแผ่นดินมากกว่าเรือของเจลมา

คิดถึงพวกนั้นแล้วก็ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเหล่าพี่น้องคนที่เหลือ จะดีขึ้นมากหลังจากนั้นคงเพราะฝ่ายตรงข้ามล้วนแล้วแต่ เปิดใจกับเธอเรื่องความลับของพวกเขาเอง นานๆทีอิชิจิก็จะมาคุยเรื่องของคาตะกุริกับเธอบ้าง และบ่อยครั้งที่เธอต้องไปหมกตัวอยู่ในชมรมเบสบอล ยนจิกับนิจิดีมีความสุขมากจริงๆอย่างที่เจ้าตัวบอกยามได้อยู่ในสนาม และถึงจะไม่พึ่งยาของเจลมาร่างกายที่แข็งแรงเพราะถูกฝึกหนักมาเสมอของพวกเขา ก็ทำให้แทบจะไม่มีใครต่อกรกับสองพี่น้องหัวสองสีในสนามได้เลย ถ้าไม่ได้ไปแข่งขันนอกโรงเรียนโดยปกติ ทั้งสองคนก็จะถูกจับแยกทีมกันเสมอ

นอกจากนั้นนานๆทีพวกเขาก็จะมานั่งกินข้าวเย็นด้วยกันบ้าง ในห้องรกๆที่มารู้เอาทีหลังว่าเป็นของยนจิ ซึ่งนานๆครั้งนั้นพวกเขาก็มักจะชวนอิชิจิมาด้วย…ชอบทำพูดเหมือนไม่สนิทกันอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ซันจิก็รู้ว่าตัวอิชิจิก็คอยดูแลน้องๆของตัวเองในแบบของตัวเองอยู่ ถึงจะไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลยก็ตาม

พวกเราอาจจะรักกันมากกว่าที่คิดก็ได้ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราสนิทกันได้มากที่สุด ตอบด้วยความสัตย์จริงว่ามันคือการวิวาท…ยนจิกับนิจิไม่เคยหยุดอย่างที่เธอบอก ดังนั้นเรื่องทะเลาะต่อยตีจึงไม่เคยหมดลง และเธอก็ต้องถูกลากมาเอี่ยวด้วยไปเสียทุกที แล้วนานๆทีก็จะได้เห็นพี่ชายผมแดงมาลงสนามด้วยอีกคน ซึ่งซันจิขอบอกเลยว่าอิชิจิในสนามรบ…โคตรน่ากลัว

รอไปแอบนินทาในใจไปครู่ใหญ่ในที่สุดอิชิจิก็เดินนำทีมมาเป็นคนแรก ตามด้วยนิจิและยนจิที่ท่าทางเหมือนยังตื่นไม่เต็มตา ทุกคนเดินขึ้นเรือไปแล้วซันจิจึงเดินตามขึ้นไปเป็นคนสุดท้าย

เรือรบออกทะเลอีกครั้ง และอีกไม่นานก็จะล่องไปจนถึงน่านนํ้าของเกาะโฮลเค้ก สถานที่ซึ่งข้อตกลงทุกอย่างเกิดขึ้น ที่ซึ่งเธอจะทำให้ทุกอย่างจบลงด้วยเช่นกัน เด็กสาวเท้าแขนลงกับกาบเรือมองไกลออกไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์มารีจัวว์ที่เล็กลงเรื่อยๆ ปล่อยให้ควันบุหรี่ถูกลมทะเลพัดไป

“เธอรู้ไหมว่ากลับไปต้องไปเจออะไร” อิชิจิเดินมาเท้าแขนบ้าง โดยเว้นระยะห่างจากเธอไปหนึ่งช่วงแขน เธอไม่แน่ใจว่าเขาทำสีหน้าแบบไหนอยู่ แต่ก็มั่นใจมากพอว่าไม่ได้ทำหน้าระรื่นเหมือนทุกที

“อ่า…” ซันจิครางตอบเลี่ยงๆ ไม่เจาะจงจะตอบกับคำถามที่ไม่ชัดเจนนัก

“เธอจะต้องไปเจอกับคู่หมั้นของเธอ หมอนั่นชื่อ ‘ชาล็อต พุดดิ้ง’” อิชิจิไม่ได้มองหน้าเธอยามที่พูดเรื่องนั้นออกมา แต่เสียงของอีกฝ่ายก็จริงจังขึ้นกว่าประโยคแรกมากทีเดียว

“ฟังมาจากคาตะกุริหรอ…” ซันจิพ่นควันบุหรี่ออกมายาวๆเหมือนถอนหายใจ

“ใช่ และยิ่งไปกว่านั้นงานเลี้ยงนํ้าชาจะจัดขึ้นแล้วในอีกสี่วันข้างหน้า เข้าใจรึเปล่าว่านี่มันหมายความว่ายังไง?” อิชิจิหันมามองเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดมากขึ้น ยิ่งเมื่อเห็นท่าทีราวกับไม่แยแสสิ่งที่ได้ยินนั้นของผู้เป็นน้องสาว เขาก็รู้สึกเหมือนความโกรธจะปะทุขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เขาไม่รู้หรอกว่าซันจิรู้หรือไม่รู้เรื่องนี้ แต่ถ้ามันมาจากปากคาตะกุริแล้วขนาดเขาเองก็ยังพึ่งรู้แบบนี้ ซันจิที่เป็นว่าที่เจ้าสาวจะไปรู้ได้อย่างไร? แล้วทำไมยังทำท่าเหมือนมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อยู่ได้…อิชิจิไม่เข้าใจ

“อิชิจิ” เด็กสาวเรียกเขาให้หลุดจากภวังค์ เขาหันไปมองก่อนจะชะงักไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนของเด็กสาว “ขอบคุณที่มาบอกฉันนะ”

ทั้งสองคนจ้องกันนิ่งพักใหญ่ก่อนจะเป็นอิชิจิที่ยกธงขาวยอมแพ้ รอยยิ้มอ่อนโยนของซันจิไม่ได้เหมือนกับโซระเสียทีเดียว เพราะมันมักจะแฝงไปด้วยความทะนงของเธอเสมอๆ และนั่นก็ทำให้คนมองอดรู้สึกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอจะไม่เป็นอะไรแน่นอน

บุตรชายวินสโม๊คแต่ละคนนอกจากเรย์จูแล้วไม่ได้สนิทกับราชินีโซระนัก เพราะช่วงเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่จั๊ดก็เริ่มฝึกฝนพวกเขาแล้ว และยิ่งตอนที่ท่านจากไปการฝึกก็ยิ่งหนักขึ้น พวกเขาไม่ได้ไปเยี่ยมโซระที่โรงพยาบาลบ่อยนัก ก็เพราะการฝึกนั้นด้วยและเมื่อต่างคนต่างรู้สึกตัวอีกที…ท่านก็จากไปแล้ว ตลอดกาล…

มือใหญ่ยกขึ้นลูบเรือนผมสีทองของเด็กสาวแรงๆเกือบกลายเป็นการขยี้อย่างหมั่นไส้ เรียกเสียงบ่นงึมงำของเธอได้เป็นอย่างดีไม่นานเขาก็ยอมปล่อยมือ ดวงตาเบื้องหลังกรอบแว่นกันแดดสีดำมองสำรวจน้องสาวผมทอง เธอยังคงปล่อยผมยาวๆนั้นเอาไว้และสวมชุดรัดกุมสีดำเหมือนเช่นทุกที

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอวางแผนอะไรเอาไว้ แต่ถ้าอยากได้ความช่วยเหลือก็อย่าลังเลจะเรียกฉัน” อิชิจิเอ่ยออกไปอย่างจริงใจ

ความรู้สึกเหมือนกับว่าน่าจะเชื่อถือได้ที่แผ่ออกมาจากวินสโม๊คคนพี่ทำให้ซันจิเหยียดยิ้มยาว เธอหยิบบุหรี่ขึ้นสูบอีกครั้งพ่นควันบุหรี่สีขาวออกจากเรียวปากที่เผยอเล็กน้อย พึมพำตอบเป็นเชิงว่าแล้วจะลองเก็บไปคิดดู อิชิจิจึงยอมเดินกลับเข้าไปด้านในโดยไม่ลืมจะทักเด็กสาวด้วยสายตาแปลกใจ

“ว่าแต่เธอเจาะหูตั้งแต่เมื่อไร?” เด็กหนุ่มผมแดงมองไปยังเรือนผมยาวที่ถูกลมทะเลพัด เผยให้เห็นต่างหูยาวสีทองที่หูซ้ายผู้เป็นน้องสาว

ซันจิยิ้มแย้มไม่ตอบอะไร อิชิจิจึงทำเพียงยักไหล่แล้วเดินจากไปจริงๆ ตอนนี้สภาพอากาศค่อนข้างดีแต่อีกไม่นานมันก็จะเข้าสู่น่านนํ้าเขตฤดูฝน เหล่าทหารวินสโม๊คต่างกุลีกุจอเดินเข้ามาขอร้องให้เธอเข้าไปอยู่ในลำเรือ ก่อนจะต้องตากฝนจนเป็นหวัดไปเสียก่อน ซันจินิ่งเฉยไม่สนใจอยู่พักใหญ่ก่อนจะจำต้องเดินเข้าไปอย่างช่วยไม่ได้

เด็กสาวถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะเดินเข้าไปสำรวจในห้องครัว มันค่อนข้างกว้างใหญ่และมีอุปกรณ์ครบครัน รวมถึงวัตถุดิบชั้นเลิศที่อัดแน่นอยู่เต็มตู้เย็นขนาดใหญ่จรดเพดานสี่ตู้ บ่งบอกความเรื่องมากในการกินของเหล่าเจ้าชายวินสโม๊คได้เป็นอย่างดี

เด็กสาวมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครก็ได้ทีแอบหยิบผ้ากันเปื้อนออกมาสวม ตั้งเตาเตรียมทำอาหารอย่างร่าเริง เวลาแบบนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำอาหารอีกแล้วสำหรับซันจิ เพราะมันจะช่วยสงบจิตใจที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของเธอลงได้

กลิ่นอาหารหอมๆเรียกให้ผู้คนที่เดินผ่านมาทางห้องครัว จำต้องหยุดชะโงกมองเข้ามาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ กระจกกลมบนบานประตูทำให้เหล่าผู้มาเยือนรับรู้ได้ว่าคนที่กำลังจับตะหลิวอยู่นั้นคือเจ้าหญิงซันจิ ต่างคนต่างก็มองหน้ากันเองเป็นเชิงว่าสมควรจะเข้าไปห้ามดีหรือไม่ห้ามดีกันเป็นการใหญ่

“ทำ’ไรกันอยู่พวกนาย” เสียงยานคางของยนจินั่นเองที่ถามออกมาอย่างงัวเงีย เมื่อคืนเขาสนุกกับงานเลี้ยงมากไปหน่อย เลยรู้สึกเหมือนกับหลับไม่เต็มอิ่มนัก

“ท่านยนจิ คือว่าท่านซันจิ…”

“ยัยนั่นทำไม?”

ยนจิมองเข้าไปในห้องครัวและก็ได้เห็นภาพพี่สาวกำลังเข้าครัวทำอาหารอยู่ กลิ่นอาหารหอมๆที่ปลุกเขาจากนิทราลอยออกมาจากอาหาร ซึ่งคอยๆถูกวางลงบนโต๊ะอะลูมิเนียมกลางห้อง ยนจิกลืนนํ้าลายลงคออึกใหญ่ตื่นเต็มตาในที่สุด

“พวกแกจะยืนกันอยู่ทำไม” เสียงงัวเงียแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังเข้มขรึม

“ขะ…ขอประทานโทษครับ พวกเราจะเข้าไปห้าม…”

“จะบ้าหรอไปจัดโต๊ะสิ! ฉันจะไปตามอิชิจิกับนิจิ”

เหล่าข้าราชบริพารต่างมองวินสโม๊คคนน้องสลับกับมองหน้ากันเองอย่างงงงวย จนโดนตะโกนยํ้าอีกครั้งต่างคนจึงต่างกระจายกันไปทำหน้าที่ของตนในทันที เด็กหนุ่มกอดอกมองลอดผ่านกระจกใสเข้าไป ยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้ามีความสุขของพี่สาว ก่อนจะเดินไปยังห้องของพี่ชายทั้งสองคน

 

……………………………………………

 

“งานเลี้ยงนํ้าชา งานเลี้ยงนํ้าชา ฮาๆๆๆ อีกไม่นานงานเลี้ยงนํ้าชาก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว” เสียงหญิงสาวฮัมคำพูดตนเองเป็นบทเพลงดังขึ้นในปราสาทที่ดูคล้ายคลึงกับขนมหวานหลากหลายชนิด “เค้กล่ะ พร้อมรึยัง?”

“แน่นอนค่ะหม่าม๊า วัตถุดิบสุดพิเศษเพื่อเวดดิ้งเค้กสุดพิเศษ ที่จะถูกทำขึ้นในงานแต่งงานสุดพิเศษ!! ทุกอย่างถูกตระเตรียมเรียบร้อยแล้วค่ะ” เหล่าข้าราชบริพารที่รายล้อมอยู่เต็มสองข้างทางในโถงบัลลังก์ เอ่ยตอบราวกับกำลังร้องเพลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

‘หม่าม๊า’ หรือ ‘ชาล็อต บิ๊กมัม’ คือชื่อของหญิงสาวร่างกายสูงใหญ่ผู้สวมชุดกระโปรงสายเดี่ยวลายจุดสีเหมือนลูกกวาด เธอหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเมื่อในที่สุดก็จะสิ้นสุดการรอคอยทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

ผู้คนในโลกใหม่ไม่มีใครไม่รู้จักหนึ่งในสี่จักรพรรดิใต้ดินอย่างเธอ และเป็นที่รู้กันดีว่าไม่สามารถขัดใจหญิงสาวคนนี้ได้ ดังนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอแล้วเรื่องต้องห้ามที่สุดเลยก็คือ ขนมที่ไม่หวานและคนที่ไม่ยอมมางานเลี้ยงนํ้าชาตามคำเชิญ

“งานแต่งงาน งานเลี้ยงนํ้าชา…แทบทนรอไม่ไหวแล้ว ฮาๆๆ” เสียงนั้นดังสนั่นไปทั่วปราสาท และยังคงดังต่อไปอีกพักใหญ่ทีเดียว

อีกด้านหนึ่งเองทางเรือรบลำใหญ่ของราชาแห่งเจลมาเองก็เข้าเทียบท่าลง ณ อาณาจักรเดินทะเลของตนเรียบร้อยแล้ว พร้อมชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าชีวิตของเมืองแห่งวิทยาการนี้กับบุตรชายคนโตที่ก้าวลงมายังอาณาจักรอีกครั้ง ใบหน้าเคร่งขรึมของจั๊ดกับสีหน้านิ่งสงบของเรย์จูเป็นเหมือนคำประกาศ

 

ทันทีที่ซันจิกลับมาถึง เวลาจะถูกนับถอยหลัง

เสมือนกรรไกรตัดริบบิ้นเปิดงานเลี้ยงนํ้าชา

งานเลี้ยงนํ้าชาที่แสนน่าชัง กำลังจะถูดเปิดม่านออกแล้ว

 

…เหลือเวลาอีก 3 วัน 13 ชั่วโมง 48 นาที ก่อนงานเลี้ยงนํ้าชา…

 

…………………………………………………………

 

ขณะนี้ทั่วโลกใหม่กำลังปั่นป่วน ข่าวที่แพร่สะพัดพร้อมกับการ์ดเชิญงานเลี้ยงนํ้าชาที่ถูกส่งออกไปแล้ว ผู้คนที่ได้รับบัตรเชิญต่างก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม โดยคาดหวังได้เพียงแค่จะสามารถรอดชีวิตกลับออกมาจากงานเลี้ยงของผู้หญิงคลั่งคนนั้นได้ อาจจะดีนิดหน่อยที่มันพ่วงการ์ดแต่งงานมาด้วย เพราะบิ๊กมัมก็จะทุ่มความสนใจไปกับงานแต่งงานมากกว่า

ข่าวคู่แต่งงานใหม่ที่แสนช็อกวงการนั้น ทำให้เหล่านักข่าวเลือดร้อนต่างมีไฟอยากจะไปงานเลี้ยงแต่งงานนั้นเสียให้ได้ โลกจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นแน่ๆ หากวินสโม๊คกับชาล็อตกลายเป็นเครือญาติกัน ทุกคนต่างมองจุดประสงค์ของงานเลี้ยงนํ้าชาในครั้งนี้ออกเป็นอย่างดี ไม่วินสโม๊คก็ชาล็อต…หลังการแต่งงานต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรืออาจทั้งสองฝ่ายเลยก็ได้ ที่เริ่มเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง

และถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ ก็เชื่อว่าเรื่องที่จะเกิดขึ้นจะต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน…

แต่แม้จะอยากคัดค้านมากแค่ไหน ต่อให้เป็นนายทหารเรือยศสูงหรือราชาจากเมืองการค้าอันรุ่งเรืองก็ตาม จะสามารถขัดขวางหนึ่งในขั้วอำนาจของนิวเวิล กับกองทัพวิทยาการบ้าคลั่งได้จริงงั้นหรอ? หรือจะเป็นพวกชนชั้นสูงของโลกจากมารีจัวว์?

ไม่มีทางหรอก…สิ่งเดียวที่ทำได้คือร่วมเป็นสักขีพยาน และเตรียมตัวรับมือเท่านั้น หรือไม่แน่บางทีก็อาจจะพอทำอะไรได้อีกอย่าง เป็นต้นว่าสวดภาวนาต่อพระเจ้า หึๆหึ

 

หรือ…

 

ฝากความเชื่อใจเอาไว้กับคนกลุ่มเล็กๆที่กำลังรวมตัวกันอย่างลับๆที่ท่าเรือด้านหนึ่งของเกาะโฮลเค้ก เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะถึงวันงานอย่างใจจดใจจ่อ ทบทวนกับแผนการล่มงานแต่งงานและชิงตัวเจ้าสาว เปิดศึกกับหนึ่งในสี่จักรพรรดิอย่างถือดี

 

ณ เดรสโรซ่าเมืองแห่งความรักเร่าร้อน

“คร็อก นายได้การ์ดเชิญรึเปล่า?” โดฟลามิงโก้ต่อสายตรงไปยังดินแดนทะเลทรายอันห่างไกลในแกรนไลน์ รอยยิ้มของผู้สร้างเสียงหัวเราะในโลกใต้ดินไม่ได้ประดับบนใบหน้าคมเหมือนอย่างเคย ในมือของเขาถือการ์ดใบเล็กสีชมพูหวานแหววเอาไว้ด้วย

“ก็นะ…” ปลายสายตอบด้วยคำพูดติดปาก แต่คนฟังก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี

“จะเอายังไงต่อดีน้า ลำบากใจจริงเชียว” นํ้าเสียงหยอกล้อดังเหมือนรำพึงรำพัน แต่ช่างเสแสร้งอย่างเห็นได้ชัดเหลือเกิน ขนาดโรซินันเต้ที่นั่งอ่านเอกสารอยู่ข้างๆก็ยังแอบหันไปเบะปาก

“ก็ไม่ยังไงมาก ไปหาชุดสูทซะโดฟลามิงโก้” คร็อกโคไดล์กรอกเสียตอบ ไม่ถือสาหาความกับเสียงกวนอารมณ์นั้น “เตรียมออกเรือไปเกาะโฮลเค้ก”

โดฟลามิงโก้ทำเสียงง้องแง้งอ้อนปลายสายอีกครู่ใหญ่ ที่โรซินันเต้จับใจความได้กลายๆว่าอยากจะไปพร้อมกัน และเดาได้ว่าคร็อกโคไดล์ปฏิเสธกลับมา ในที่สุดราชาตัวตลกก็ยอมวางสายแล้วทำตัวจริงจังได้ในที่สุด เขาหันมาหาผู้เป็นน้องชายเรียกอีกฝ่ายด้วยสายตา ก่อนที่ทั้งสองจะเดินออกจากห้องไปพร้อมๆกัน

“จะเอายังไงดีล่ะ ดอฟฟี่” โคราซอนที่สองเอ่ยถามอย่างคนอดกังวลไม่ได้

“ก็ไปหาสูทไงแล้วก็ไปงานเลี้ยงนํ้าชากัน รู้อยู่แล้วนี่ว่าถ้าได้บัตรเชิญจะปฏิเสธไม่ได้ ฟุฟุฟุ” โดฟลามิงโก้ตอบกลับสบายๆ ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมพลางเดินนำออกจากปราสาทไปอย่างว่องไว

ดอนฆีโฮเต้คนน้องถอนหายใจยาวๆ ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากฝากความหวังทั้งหมดเอาไว้กับกลุ่มที่แฝงตัวอยู่ที่โฮลเค้กแล้ว เพราะตอนนี้พี่ชายของเขาทำท่าว่าจะไปเป็น ‘แขก’ ที่ดีอย่างเดียวเสียแล้ว

สำหรับพวกเขาสองพี่น้องที่มองเห็นซันจิคนนั้นเป็นน้องสาวคนหนึ่งมาตลอด ทันทีที่รู้เรื่องต่างคนก็ต่างร้อนใจไม่น้อยว่าจะช่วยเธออย่างไรดี แต่ถึงอย่างนั้นโรซินันเต้ก็เข้าใจดีว่าผู้นำตระกูลและหัวหน้าแฟมิลี่ใต้ดินอย่างโดฟลามิงโก้ จะทำอะไรออกหน้าออกตาเกินไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผลกระทบมันจะไม่ได้เกิดกับเขาแค่คนเดียว

ดอฟฟี่แบกรับอะไรมากมายกว่าที่ตาเห็นนัก และเขาไม่เคยเปิดเผยมันทั้งหมดให้โรซินันเต้ฟัง ดังนั้นเขาก็จะทำตัวเป็นน้องชายที่ดีแล้วออกไปซื้อชุดสูทกับพี่ชาย

ปล่อยให้เรื่องที่จะเกิด เกิดขึ้นอย่างที่มันควรจะเป็น…ก็หวังว่าล่ะนะ

 

…………………………………………………………………..

 

“ท่านซันจิพวกเรากลับมาถึงเจลมาแล้วขอรับ ท่านจั๊ดกับท่านเรย์จูกำลังคอยท่านอยู่ ขอความกรุณาด้วยครับ” เสียงเรียบไม่มีโทนสูงตํ่าปลุกซันจิให้ตื่นจากภวังค์

เด็กสาวตอบรับด้วยการพยักหน้า เผลอเหม่อลอยเกินไปหน่อยจนไม่ทันรู้สึกตัวเลยว่าการเดินเรือสิ้นสุดลงแล้ว ทิวทัศน์ของอาณาจักรแห่งวิทยาการเจลมาแสนคุ้นตาไม่ทำให้ซันจิรู้สึกคิดถึงนัก เธอจุดบุหรี่ขึ้นสูบแล้วเดินตามพวกพี่น้องกลับไปยังปราสาท

ทุกคนไปรวมตัวกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นเหมือนครั้งก่อนที่ซันจิถูกพาตัวมา ชุดนํ้าชาและขนมหวานทานเล่นถูกเสิร์ฟพอหอมปากหอมคอ ต่างคนต่างนั่งจ้องหน้ากันไปมาและไม่มีใครเริ่มต้นพูดอะไร จนเหล่าข้ารับใช้ที่ยืนอยู่ตามมุมห้องต่างรับรู้ถึงบรรยากาศกดดันได้ชัดเจน

แล้วในที่สุดคนที่เปิดประเด็นขึ้นมาก็จะเป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจากจั๊ด เริ่มด้วยประโยคทักทายทั่วไปแสดงความยินดีอีกเล็กน้อยเรื่องที่บุตรชายทั้งสามเรียนจบ แล้วก็มาลงที่เมนหลักของเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม

“อีกเดี๋ยวพวกเราจะไปโฮลเค้ก ไปเตรียมตัวซะ” ซันจิมั่นใจเป็นอย่างมากว่าประโยคนั้นราชาวินสโม๊คพูดกับตน

“จะไปทำไม…” เด็กสาวแสร้งถามออกไปเหมือนตนเองไม่รู้เรื่องอะไร จุดบุหรี่ขึ้นสูบด้วยท่าทีที่ไม่ต่างกับปกติของตนแม้แต่น้อย แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่ถูกกดเอาไว้ ไม่ให้เผลอตัวทำเสียเรื่องออกมา

“ไปเจอหน้าคู่หมั้นของแก” จั๊ดพูดแค่นั้นและไม่สนใจซันจิอีก แต่เด็กสาวไม่ปล่อยให้เขาเมินเฉยเธออีกแล้ว

ความโกรธเกรี้ยวที่ได้รับรู้ความจริงในงานพรอมเมื่อไม่กี่คืนก่อนตีกลับเข้ามาในใจเธอ ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังกัดฟันทนเอาไว้ได้ แต่เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูเป็นธรรมชาติขนาดนั้นจากปากอีกฝ่าย เด็กสาวก็ลุกขึ้นยืนก้มมองบิดาในสายเลือดด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว

“ฉันไม่ไป! ที่เราตกลงกันไว้ไม่ใช่แบบนี้นี่!?” เสียงเล็กตวาดอย่างเหลืออด เรียกให้เหล่าพี่น้องคนที่เหลือมองตามมายังเธอด้วยความรู้สึกหลากหลาย โดยหลักๆคือความเป็นห่วงและตกใจ

“แค่ไปเจอหน้าคู่หมั้นแกจะเป็นเดือดเป็นร้อนไปทำไม” จั๊ดคำรามเสียงตํ่าตอบอย่างรำคาญใจ

“เพราะหลังจากนั้น…ฉันจะต้องแต่งงานใช่ไหมล่ะ…” ซันจิสะกดกลั้นความโกรธเพื่อพูดออกมาให้เป็นประโยค

ราชาวินสโม๊คเงยหน้าจ้องเด็กสาวเขม็ง ความเกรี้ยวโกรธไม่แพ้กันวนเวียนอยู่ในดวงตากร้าวสีอความารีนของเขา สร้างแรงกดดันให้เด็กสาวผู้ดื้อดึง

“เหอะ! อันที่จริงแกรู้ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาบอกทีหลังแกมีอะไรไม่พอใจกับการแต่งงานนี้กัน? ออกจะเป็นอนาคตที่ดีนี่ ทีนี้แกก็จะได้ทำอาหารให้กับพวกหนูสกปรกอย่างที่แกอยากทำแล้ว” จั๊ดตอบกลับเสียงกร้าว “อย่าดื้อด้านนักเลย ทำเพื่อครอบครัวสักครั้งไม่ได้รึไง?”

ดวงตากลมโตเบิงกว้างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่หูตัวเองได้ยิน เด็กสาวจุดบุหรี่มวนใหม่ขึ้นสูบด้วยมือสั่นเทากลั้นนํ้าตา ที่รื้นด้วยความเกรี้ยวกราดด้วยการขบริมฝีปากเบาๆ

“หึ? ครอบครัว? ทำไมนายถึงกล้าพูดคำนั้นออกมา…ถามหน่อยสิพ่อแม่เนี่ยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ต้องเทิดทูนบูชามากมายขนาดนั้นเลยหรอ? ถ้าคิดอย่างนั้นจริงๆ นายก็ทำเกินไปหน่อยนะ” ซันจิก้มหน้าลงจนอีกฝ่ายไม่สามารถมองเห็นแววตาของเธอได้ นึกถึงภาพในวันที่ถูกพ่อแท้ๆปฏิเสธอย่างไร้เยื้อใยในใจ “แต่…นายก็คงจำไม่ได้ว่าเคยพูดอะไรเอาไว้ ฟังนะ”

เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างเหนื่อยอ่อน เงยหน้าขึ้นมาสบนัยน์ตาแข็งกร้าวของอีกฝ่ายอีกครั้ง พูดออกไปอย่างไร้ความลังเล

“ฉันไม่ใช่ครอบครัวนาย”

จั๊ดเบิงตากว้างฝ่ามือไปเร็วกว่าความคิดในหัวของตัวเอง ร่างบอบบางกระเด็นไปตามแรงตบจากอีกฝ่าย ยนจิถึงกับทะลึ่งพรวดแทบพุ่งออกจากที่นั่ง ทว่าก็ถูกนิจิที่นั่งอยู่ข้างๆกดขาห้ามเอาไว้ วินสโม๊คคนน้องหันมามองอย่างขัดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“ฉันไม่ใช่ครอบครัวของนาย!! ไม่อีกแล้วตั้งแต่วันนั้น!!” ซันจิยันกายขึ้นมาอย่างยากลำบากเมื่อจั๊ดไม่ได้ยั้งแรงแม้แต่น้อย ก่อนตวาดยํ้าเหมือนราดนํ้ามันเข้ากองไฟ ไม่สนใจแม้ว่าจะได้รับรสเลือดคาวๆจากมุมปาก

“เป็นผู้ชายคนนี้งั้นรึที่ทำให้แกเลวร้ายลงไปได้มากขนาดนี้น่ะซันจิ?” รูปของเซฟ ขาแดงถูกหยิบออกมาจากอกเสื้อ สีหน้าโกรธเคืองของเด็กสาวแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจ “เป็นอะไรไป หน้าซีดไปหมดเลยนะ”

“เท่านี้คงเข้าใจแล้วนะว่าถ้าไม่อยากให้หัวของผู้ชายคนนี้หลุดจากบ่า แกควรจะทำอะไรต่อไป” นั่นไม่ใช่เพียงคำขู่เลย “ตราบใดที่แกยังทำตามคำสั่งของฉันก็จะไม่มีใครหรืออะไรถูกทำลาย”

จั๊ดเดินออกจากห้องไปแล้วพร้อมกับพี่น้องวินสโม๊คคนอื่นๆ ที่ได้แต่ส่งสายตามองมาเท่านั้นอย่างทำอะไรไม่ได้ ทิ้งให้ซันจิยืนอยู่เบื้องหลังเพียงลำพังกับเลือดที่ไหลลงจากมุมปากอิ่ม เด็กสาวเลียปากที่แตกก่อนที่เลือดจะหยดเลอะเทอะ สัมผัสความเจ็บแสบนั้นอย่างเหนื่อยล้า

เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้วเหล่าสาวใช้ก็รีบพาซันจิไปแต่งองค์ทรงเครื่องในห้องทันที ชุดกระโปรงสั้นไม่ใช่อะไรที่ซันจิชอบสักเท่าไรแต่อย่างน้อยระบายลูกไม้เล็กๆที่คอก็ดูน่ารักดี ภาพที่สะท้อนในกระจกคือเด็กสาวในชุดสีขาวคลุมทับด้วยผ้าคลุมสีดำหรูหรา เรือนผมยาวปล่อยเอาไว้เหมือนเช่นทุกที ใบหน้าก็แต่งแต้มเพียงบางเบาพอเป็นพิธี

ซันจิไม่ค่อยสวมชุดสีขาวนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะสีดำเป็นสีที่ซันจิคิดว่าเหมาะกับเธอที่สุดแล้ว และอีกส่วนหนึ่งก็คงเพราะมันทำให้ทุกครั้งที่เธอมองกระจก ก็เหมือนกับว่ามันไม่ได้สะท้อนภาพของเธอเสียทีเดียว…

“ท่านซันจิงดงามเหมือนกับท่านโซระเลยนะเจ้าคะ” หนึ่งในสาวใช่เอ่ยชมออกมาตามประสา

ใช่…นั่นแหละหนึ่งในสาเหตุที่เธอไม่ค่อยชอบชุดสีขาวนัก

เด็กสาวยิ้มรับไม่ให้คนชมรู้สึกเสียนํ้าใจนักก่อนจะเดินออกจากห้อง ทันทีที่ก้าวพ้นประตูออกมาคนที่รออยู่ก็คือเรย์จูนั่นเอง พี่ชายสวมเสื้อผ้าที่มีระบายบริเวณคอเสื้อและสวมผ้าคลุมทับ ดูเป็นธีมที่คล้ายคลึงกับเธอมากทีเดียว

“พวกเธอออกไปได้แล้ว ฉันจะคุยกับซันจิ” เรย์จูหันไปไล่เหล่าสาวใช้ จนเมื่อมั่นใจว่าได้อยู่กันแค่สองคนแล้วเขาก็เอ่ยออกมาในที่สุด “โซโลคุงบอกเธอรึยัง?”

ซันจิขมวดคิ้วกับประโยคแรกที่ได้ยินจากพี่ชายคนโต เธอมองเขาอย่างไม่เข้าใจแต่ก็เลือกจะพยักหน้าตอบ

“ถ้างั้นก็ดี เรามีเวลาไม่มากก่อนงานเลี้ยงนํ้าชาจะเริ่ม…เธออาจจะโดนกักอยู่ในปราสาทบิ๊กมัมจนกว่าจะถึงเวลานั้น”

เด็กสาวพยักหน้ารับรู้ พยายามคิดความเป็นไปได้ต่างๆในใจอย่างรวดเร็ว

“เธอร่วมมือกับพวกเขาหรอ?” ซันจิกระซิบแผ่วเบา ความตกตะลึงฉายชัดในดวงตากลมโตสีอความารีน

แบบนี้ไม่เท่ากับเรย์จูกำลังทรยศเขาคนนั้นอยู่หรอ เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้หรอ…เรย์จูขัดคำสั่งเขาคนนั้นได้จริงๆอย่างนั้นหรอ?

“ฉันขัดคำสั่งเขาไม่ได้ซันจิ เพราะงั้นฉันถึงทำได้แค่ให้ ‘ข้อมูล’ เท่านั้น” เรย์จูส่ายหน้าเบาๆ พี่ชายคนโตไม่ได้ยิ้มเหมือนทุกที “ฉันทำทุกอย่างที่ทำได้ไปหมดแล้ว ทีนี้ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว…”

ซันจิสบตากับพี่ชายนิ่ง เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้สมควรเอื้อนเอ่ยอะไรออกไป สิ่งที่พี่ชายทำ…ถ้าเขาคนนั้นรู้ ต่อให้เป็นเรย์จูก็เถอะ ผู้ชายเลือดเย็นคนนั้นก็อาจจะไม่ปราณีเขาเลยก็ได้ ความเป็นห่วงแผ่ออกมาจากดวงหน้าผู้เป็นน้องสาวอย่างไม่ปิดบัง

“ไม่ต้องห่วงฉันซันจิ ฉันเป็นคนพาเธอกลับมา…ขอให้ฉันได้เป็นคนส่งเธอกลับไป” เรย์จูยิ้มและหัวเราะเบาๆเหมือนทุกที พร้อมยาเม็ดเล็กสำหรับรักษาบาดแผลที่มุมปากที่ส่งให้เด็กสาว

ซันจิไม่รู้ว่าตัวเองควรจะตอบอะไรกลับไปนอกจากพยักหน้ารับเบาๆ และก้าวเดินลงไปยังรถแมวที่ตระเตรียมไว้พร้อมแล้วสำหรับการเดินทาง

จั๊ดและสามพี่น้องคนที่เหลือก็แต่งกายคล้ายคลึงกับเรย์จู เพียงสลับสีไปบ้างตามความชอบของแต่ละคน เมื่อทุกคนเข้าประจำตำแหน่งแล้ว จั๊ดก็สะบัดแส้สั่งให้เจ้าเหมี้ยวสามสีออกเดิน

เสียงโห่ร้องด้วยความยินดี และกระดาษสีต่างถูกโปรยไปทั่วท้องฟ้าของเจลมา ยาวเลยเข้าไปตลอดทางจนถึงหน้าปราสาทบิ๊กมัม ที่ซึ่งมีทหารในชุดคล้ายขนมหวานยืนเรียงเต็มของข้างทางต้อนรับอย่างแข็งขัน ประชาชนแห่งโฮลเค้กดูจะรื่นเริงกว่าปกติมากแม้ว่ามันจะยังไม่ถึงวันงานเลี้ยงนํ้าชาก็ตาม

“ขอต้อนรับเจลมา 66 สู่ปราสาทของหม่าม๊านะครับ หม่าม๊ากำลังรอรอพวกท่านอยู่ที่ห้องอาหาร กรุณาเดินตามมาทางนี้เลยนะ บอน” ‘บารอน ทามาโกะ’ หรือเจ้าของร่างสูงชะลูดแต่งกายดูเป็นเอกลักษณ์ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนเห็นเปลือกไข่เดินได้ คือคนที่ออกมาต้อนรับ ซันจิรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ขาเหมือนตะเกียบของอีกฝ่าย สามารถแบกรับนำหนักของสิ่งที่ดูเหมือนเปลือกไข่ตรงเอวได้

ทุกสิ่งทุกอย่างในปราสาทของบิ๊กมัมแตกต่างกับปราสาทเจลมามาก มันมีชีวิตชีวาราวกับทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิตจริงๆ ทุกคนไม่เว้นแม้ข้ารับใช้ทั้งสาวและชายก็เต็มไปด้วยความสดใส ไม่มีใครไม่มีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย ทว่าในใจซันจิกลับร้องบอกว่าตนชอบความสงบของเจลมาเสียมากกว่า…ที่นี่มันสดใส…สดใสจนน่าขนลุก ดูราวกับภาพมายาที่ถูกสรรสร้างให้เป็น แต่ไร้จิตใจ

เด็กสาวส่ายหน้าเมื่อคิดว่าตัวเองเริ่มคิดมากเกินไปแล้ว และรีบก้าวขาตามนิจิที่เดินนำไปไกลแล้วเร็วๆ จั๊ดและเหล่าพี่น้องคนที่เหลือต่างก็รักษาท่าทีให้ดูนิ่งสงบ ไม่มีใครกระโตกกระตากอะไรกระทั่งไปถึงยังห้องอาหารเป้าหมาย

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะจั๊ด ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีนักที่เจลมา 66 เดินทางมาถึงที่นี่” บิ๊กมัมหัวเราะเสียงดังกล่าวต้อนรับกับแขกของเธอที่มานั่งประจำที่แล้วเรียบร้อย

“ด้วยความยินดีอยู่แล้ว” จั๊ดตอบกลับ

“เอาจริงๆนะ ฉันได้ยินเรื่องของพวกเธอมามากทีเดียว ซันจิเจ้าสาวของพุดดิ้งเป็นกุ๊กสินะ พุดดิ้งเองก็เป็นกุ๊กเหมือนกัน ไม่คิดว่านี่มันสมบูรณ์แบบสุดๆไปเลยงั้นหรอ? แต่เอาจริงๆมันก็ไม่ใช่ประเด็นหลักหรอกนะ เพราะยังไงเสียการแต่งงานครั้งนี้ก็เพื่อสานสัมพันธ์ของพวกเราสองตระกูลให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นนี่หน่า” บิ๊กมัมกล่าวด้วยท่าทีมีความสุข พลางเหลือบมองไปทางเด็กหนุ่มอายุไล่เลี่ยกันกับซันจิที่นั่งอยู่ข้างเธอ ท่าทางเด็กคนนี้ก็คงหนีไม่พ้นชาล็อต พุดดิ้ง ว่าที่คู่หมั้นของซันจินั่นเอง

“คิดจะพูดอย่างเดียวกันเลยนะ แค่อยากขอเสริมหน่อยว่าความสุขของลูกๆพวกเราต้องมาเป็นอันดับแรก” มือใหญ่หยิบแก้วไวน์ขึ้นมาถือ ยกขึ้นสูงเล็กน้อย “ขออวยพรให้กับงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น และการันตีได้เลยว่ามันจะเป็นวันที่พวกเราไม่ย้อนกลับมาเสียใจในภายหลังแน่”

ต่างคนต่างยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นกระดกรวดเดียวเอาฤกษ์เอาชัย และสนุกไปกับอาหารรสเลิศเบื้องหน้า ยกเว้นแต่เพียงซันจิเท่านั้น…เด็กสาวไม่แสดงสีหน้าอะไรแม้แต่น้อย นอกจากสั่งชาดำจากเมดที่คอยรับใช้อยู่ข้างๆ พุดดิ้งมองคู่หมั้นสาวของตนด้วยสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีเรือนผมสั้นสีนํ้าตาลอ่อน และท่าทีเหมือนคนขี้อาย ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจยื่นจดหมายเล็กๆให้เด็กสาวก่อนที่มื้ออาหารเที่ยงจะจบลง

ซันจิรับมาอ่านขอความที่บอกให้เธอมาเจอกับเขาทีหลังนั้นอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะต้องกลับไปสนใจกับบิ๊กมัมที่ชวนคุยเรื่องต่างๆไร้สาระ เธอไม่อยากตอบนักแต่ก็ขัดดวงตากร้าวที่จ้องมาของจั๊ดไม่ได้ จึงจำต้องเลือกคำตอบส่งกลับไปอย่างพยายามจะสุภาพ

แล้วในที่สุดมันก็จบลง…เด็กสาวถอนหายใจ ตอนนี้วินสโม๊คทุกคนมาพำนักอยู่ที่โฮลเค้กเป็นการชั่วคราว จั๊ดไม่คุยกับเธออีกและไม่ถามหาเหตุผลเรื่องที่เธอรู้เรื่องงานแต่งงาน เหมือนกับพี่น้องคนที่เหลือที่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เช่นกัน

เด็กสาวพิงหลังกับประตูห้องอาหาร จุดบุหรี่ขึ้นสูบอย่างอึดอัดใจก่อนจะตัดสินใจเดินไปตามนัด ของเด็กหนุ่มผู้เพิ่งพบหน้าค่าตากันจริงๆเมื่อครู่นี้

 

 

“มีอะไรงั้นหรอ พุดดิ้งคุง?” เด็กสาวเอ่ยถามหลังจากที่ตนเดินมาถึงห้องนั่งเล่นห้องหนึ่งในปราสาทตามที่อีกฝ่ายนัด

เขาเชื้อเชิญให้เด็กสาวนั่งลงก่อนจะพูดคุยกัน ซันจิไม่ขัดข้องอะไรกับสีหน้าเหมือนมีเรื่องหนักใจอะไรสักอย่างของอีกฝ่าย และหย่อนกายลงนั่งทิ้งระยะห่างกับอีกฝ่ายเล็กน้อย

“คือว่านะ…อีกไม่นานพวกเราก็ต้องแต่งงานกันแล้ว แต่คุณอาจจะลำบากใจก็ได้ที่ต้องแต่งงานกับคนที่เพิ่งเคยเห็นหน้าแบบผม ก็เลยอยากจะคุยกับคุณก่อนที่งานเลี้ยงนํ้าชาจะเริ่มขึ้น” พุดดิ้งเริ่มพูดด้วยท่าทีเขินอาย “คะ…คือผมได้ยินมาว่าคุณเองก็เป็นกุ๊กเหมือนกัน คงจะดีนะครับถ้าได้มาทำอาหารด้วยกัน ชอบทำอาหารแบบไหนหรอครับ? ขนมหวานหรือว่า…”

ท่าทางที่เหมือนพยายามทำให้ร่าเริงจนเกร็งนั้นทำให้ซันจิคลายความระแวงลงเล็กน้อย เธอคิดถึงวันที่รีเบคก้าเคยพูดประโยคหนึ่งเอาไว้ในอดีต

 

เราไม่ควรตัดสินใครจากเพียงแค่สายเลือดเท่านั้น…

 

ถึงบิ๊กมัมจะไม่ใช่คนดีอะไรนัก ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าเธอจะเป็นแบบนั้นด้วย เธอเพียงแค่ต้องเปิดใจยอมรับ ไม่แน่บางทีพวกเราก็อาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้

“ผะ…ผมทำให้ลำบากใจรึเปล่าครับ…?” ในที่สุดคนที่พยายามร่าเริงก็ถามออกมาเสียอ่อย

ซันจิเลิกคิ้วกับท่าทีน่าสงสารนั้นของอีกฝ่าย

“ทำไมถามแบบนั้นล่ะ?” เด็กสาวถามกลับ

“เพราะเมื่อกี้คุณก็เอาแต่ทำหน้านิ่งตลอดเลย…” พุดดิ้งตอบจ้องมองเด็กสาวเบื้องหน้าด้วยอารมณ์หลากหลาย

แม้จะเพิ่งเคยเห็นหน้าว่าที่เจ้าสาวเอาวันนี้ แต่พุดดิ้งก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าเด็กสาวเบื้องหน้าเขางดงามมากนัก และตัวเขาคิดว่าคงจะไม่เสียใจที่ได้แต่งงานกับเธอ เพราะสำหรับเขาที่เป็นลูกของบิ๊กมัมและเห็นการบังคับคลุมถุงชนมาตลอด ก็ค่อนข้างยอมรับได้แล้วว่าสักวันเขาก็จะต้องโดนบ้าง แต่เขาไม่คิดว่าเด็กสาวสายเลือดวินสโม๊คคนนี้จะได้รับโอกาสเตรียมใจแบบเขา และการแต่งงานก็เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผู้หญิง เขาไม่อยากจะให้เธอทรมานไปทั้งชีวิตกับเรื่องแบบนี้…

“คุณซันจิไม่อยากแต่งงานสินะครับ เรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงของพวกคุณผมเองก็พอจะทราบมาบ้างเหมือนกัน” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยนํ้าเสียงจริงจังกว่าทุกประโยคที่เขาพูดมาก่อนหน้า “ถ้ามีเรื่องที่ผมทำได้เพื่อหยุดการแต่งงานผมเองก็อยากจะทำเหมือนกัน แต่ว่าผมก็อ่อนแอเกินไปที่จะต่อต้านหม่าม๊า…น่าขายหน้านะครับทั้งที่เป็นผู้ชายแท้ๆแต่ไม่เอาไหนเลย เพราะงั้นอย่างน้อยผมก็จะไม่ยอมให้งานแต่งงานของเรากลายเป็นนรกของคุณเด็ดขาด”

ซันจิเลิกคิ้วกับท่าทีของอีกฝ่าย และนั่นทำให้พุดดิ้งเหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป

“อ๊ะ! ขะ…ขอโทษด้วยครับ!! ผมลํ้าเส้นเกินไป ผมเองก็เพิ่งจะได้พบคุณเอาวันนี้แท้ๆ…และผมคงเติมเต็มช่องว่างในใจคุณในตอนนี้ไม่ได้ มันก็แน่อยู่แล้วที่คุณจะไม่พอใจเรื่องงานแต่งงาน แต่ผมกลับทึกทักไปเองฝ่ายเดียว…” พุดดิ้งลนลายลุกขึ้นถอยกรูแทบติดกำแพง พูดขอโทษออกมาแทบไม่เป็นประโยค

“ไม่ต้องขอโทษหรอกพุดดิ้งคุง” ซันจิเอ่ยขัด เธอก้าวเข้าไปไกลเด็กหนุ่มผู้มีนํ้าตาคลออยู่ที่หางตาอย่างน่าสงสาร “ถ้าหากนายไม่รังเกียจที่เป็นฉันล่ะก็…เรามาแต่งงานกันนะ”

มือเรียวกุมมือนุ่มของอีกฝ่ายเอาไว้บีบเบาๆพร้อมยกยิ้ม ถ้าไม่ได้ยาของเรย์จูการที่ยิ้มกว้างขนาดนี้แผลที่ปาก ก็คงแตกเพิ่มให้เจ็บปวดมากกว่าเดิม แต่สำหรับซันจิบาดแผลทางกายภาพสู้ความเจ็บชํ้าในใจไม่ได้แม้แต่น้อย

อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้ก็คือเล่นไปตามนํ้า ขยับไปตามฝ่ามือที่ขยับหมากให้เดินหน้าและเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกเติมให้เต็มกระดาน เป็นหุ่นเชิดที่ร่ายรำไปตามเส้นด้ายที่พันธนาการร่างกายเท่านั้น

 

…เหลือเวลาอีก 1 วัน 2 ชั่วโมง 13 นาที ก่อนงานเลี้ยงนํ้าชา…

 

 

เรื่องราวใกล้เดินทางมาถึงจุดสิ้ยสุดแล้วนะคะ ใครคิดเห็นยังไงก็บอกกันบ้างนะคะ

[Barry Allen & Diana] : Can you keep a secret?

หัวข้อ Week06 “I relate to that” : ไหมพรมสีม่วง – ไดอาน่า

PS. เข้าร่วมกิจกรรม #จะHeroไปไหน ในหัวข้อ Week 06

 

 

ในความคิดของ ‘ไดอาน่า’ ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้ว วอชทาวน์เวอร์ก็เหมือนกับตึกสำนักงานสักตึกในเมืองใหญ่ทั่วๆไป โดยมีเหล่าฮีไร่ทั้งหลายจากทุกมุมโลกเป็นพนักงานกินเงินเดือน ที่ทำงานหนักมากๆแต่ไม่ได้เงินเดือนจริงดังสมญาอ้าง ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้วเพราะจะเอาอะไรเป็นค่าตอบแทนในการช่วยเหลือผู้คนกันล่ะ?

แต่ถ้าจะให้ตอบแบบตรงใจมากที่สุด ซึ่งเธอก็เชื่อว่านอกจากเธอแล้วคนอื่นๆที่มาร่วมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ก็คงมีความรู้สึกไม่ต่างกันไปมากมายเท่าไรนัก…มันก็แค่ ‘ความสุขใจ’ จากการได้ทำในสิ่งที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ มันก็เท่านั้นเอง

และแม้ว่าเรื่องเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลาแบบไม่เลือกสถานที่ แต่มันก็มีเรื่องน่าอัศจรรย์ใจอยู่บ้างเหมือนกัน ที่ทุกๆช่วงวันนี้ของทุกๆปีอาชญากรทุกคนดูจะไม่อย่าก่ออาชญากรรมขึ้นมากันเสียดื้อๆทุกที แน่นอนมันจะเป็นช่วงไหนไปไม่ได้นอกจากช่วงบอกลาปีเก่าที่หิมะแรกสวยสดงดงามน่าตื่นตาต้องใจเสมอมา ซึ่งนั่นมันก็ทำให้เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ผู้ว่างเว้นจากภาระหน้าที่หนักบ่า ทยอยเก็บข้าวเก็บของขอหาที่พักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัวบ้าง คนรักบ้างอย่างสนุกสนาน

ไม่เว้นแม้แต่บุรุษรัตติกาลแสนเย็นชาแห่งมหานครอาชญากร ผู้ปลีกตัวกลับก็อธแทมไปตั้งแต่เช้า เดาได้ไม่ยากเลยว่าคงเป็นอัลเฟรดและเหล่าลูกนกตัวน้อยที่จะกลับมารวมตัวกันเป็นครอบครัวใหญ่ๆสักครั้ง นอกเหนือจากสถานการณ์หน้าสิวหน้าขวาน จัดปาร์ตี้เล็กๆวางทั้งมาดและบทบาททั้งหลายแหล่ลง แย้มรอยยิ้มแสนจริงใจกับมืออาหารใหญ่ๆ นั่งลงบนตำแหน่งประจำบนโซฟาหน้าเตาผิงและดูหนังกันสักเรื่อง กระทั่งถึงเวลาเคาน์ดาวน์ปีใหม่เพื่อผ่านพ้นปีนี้ไปพร้อมๆกัน

ไดอาน่าเป็นคนสุดท้ายที่จะเดินทางกลับบ้าน อันที่จริงมันก็นานมากแล้วที่จากบ้านเกิดกลางทะเลแสนอบอุ่น เพียงคิดถึงใบหน้าของมารดาและเหล่าสหายที่เติบโตมาด้วยกัน รอยยิ้มงดงามก็ถูกจุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวผู้ถูกเรียกขานว่า วันเดอร์วูแมนอย่างช่วยไม่ได้

มือเรียวที่สวมกำไลแขนเอาไว้กระชับเสื้อนอกตัวยาวสีนํ้าตาลอ่อนให้แนบกายเล็กน้อย เดินสำรวจวอชทาวน์เวอร์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเตรียมตัวเดินไปยังจุดส่งตัวเพื่อเดินทางกลับโลก

 

เคร้ง!

ขายาวกระโดดถอยหลัง แขนยกขึ้นตั้งการ์ด ดวงตาคู่กลมหรี่ลงมองสำรวจไปรอบด้านระแวดระวังในทันที แต่แน่นอนไม่มีใครอยู่ตรงนั้น…

“โอเค…” หญิงสาวพึมพำ

เธอยืนคอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเดินไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงคล้ายเหล็กหรืออะไรบางอย่างตกกระทบพื้นอย่างไม่เบานัก

“มีใครอยู่รึเปล่า?” เมื่อเดินไปได้สองสามห้องโดยไม่เจออะไรนอกจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเครื่องไม้เครื่องมือของแบทแมน เสียงหวานที่เต็มไปด้วยความมั่นใจก็ตะเบ็งถามออกไป

บรรยากาศของวอชทาวน์เวอร์ที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนเดินสวนกันไปมาเสมอ ซึ่งบัดนี้เงียบกริบรกร้างไปแล้วทำให้เธออดนึกถึงเรื่องเล่าตำนานเมืองที่กรีนแลนเทิร์นชอบเอามาเล่ากรอกหูทุกคนเสมอๆช่วงนี้ไปเสียไม่ได้ เธอคิดว่ามันค่อนข้างจะไร้สาระและเป็นเรื่องแต่งที่หาความน่าเชื่อถือไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่น่าขนลุก…ไม่อย่างนั้นนิยายสยองขวัญทั่วโลกก็คงจะขายไม่ออกกันไปนานแล้ว

“นี่ ถ้าจะแกล้งกันล่ะก็บอกเลยว่าไม่ตลกสักนิด”

เดินไปอีกครู่หนึ่งจนเกือบจะถอดใจ ปลายรองเท้าก็ย่างเข้าไปแตะเข้ากับบางสิ่งที่ตกอยู่กับพื้น คิ้วเรียวเลิกขึ้นยามเมื่อหยิบเจ้าสิ่งนั้นมาถือไว้ในมือ

“ไหมพรม? สีม่วงด้วย…นี่มันอะไรกันเนี่ย” ไดอาน่าพึมพำ ก่อนเดินตามเส้นใยไหมพรมนุ่มมือที่ยาวละไปตามพื้นสีขาว

แล้วมันก็ใช้เวลาไม่นานเลยที่ไดอาน่าจะได้พบต้นตอของเรื่องสยองขวัญวันคริสมาสตร์นี้…

“ ‘แบร์รี่’!?”

ชายหนุ่มผู้อายุน้อยที่สุดในลีดกำลังนอนกลิ้งอยู่กับพื้น…โดยมีไหมพรมสีม่วงพันแน่นรอบไปทั้งตัว

“โอ้! เฮ้…เอ่อ ผะ…ผมเอง ‘ไงฮะ…ช่วยผมหน่อยได้ไหมฮะ”

หญิงสาวไม่ปฏิเสธ และเมื่อเจ้าตัวยุ่งหลุดจากพันธนาการนุ่มๆได้แล้ว โดยไม่ต้องคาดคั้นอะไรเดอะแฟล็ดก็เล่าออกมาเองตามประสาคนช่างจ้อ ว่าตนเองเผลอหลับไปในห้องและรู้สึกตัวตื่นมากอีกทีก็ได้รู้ว่านี่มันดึกมากแล้ว จึงรีบวิ่งกะว่าจะรีบกลับบ้านแต่ก็พลาดสะดุดไปกับเจ้าก้อนไหมพรมที่กองระเกะระกะอยู่หน้าห้อง บวกกับซุปเปอร์สปีชของเจ้าตัวเอง สภาพก็เลยเป็นอย่างที่เธอได้เห็น

“โชคดีมากเลยฮะที่คุณยังไม่กลับ ไม่งั้นผมคงต้องอยู่อย่างนั้นต่อยันเช้าแน่ๆ” แบร์รี่พูดติดตลก หลังจากที่ทั้งสองกลับมาถึงพื้นโลกอีกครั้งแล้ว

“คราวหน้าก็ระวังหน่อยก็แล้วกันนะ” ไดอาน่าลูบศีรษะกลมๆอย่างเอ็นดู

ทั้งสองโบกมือให้ลากันเล็กน้อย แย้มยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลายเมื่อบรรยากาศอบอุ่นของช่วงเวลาขึ้นปีใหม่โอบล้อมพวกเขาเอาไว้อีกครั้ง และก่อนที่จะแยกจากกันนั้นเอง เด็กหนุ่มก็เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มซนๆ

“Ms. Diana Merry X’Mas and please keep that a secret between us.”

 

 

The End

 

One piece The High school Episodes : Uproariously languor XV.

บทที่ 14 : งานพรอม

 

“ซันจิจังมีคู่เต้นไปงานพรอมรึยังจ๊ะ?” วีวี่เอ่ยถามขึ้นในเย็นของวันหนึ่งหลังจากจบการสอบใหญ่ไปได้ไม่นาน

เรียกได้ว่าตอนนี้เด็กสาวทั้งสี่ก็เรียนจบกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานต่างคนก็ต้องต่างเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของตัวเอง และเริ่มต้นดำเนินชีวิตที่แท้จริงกันแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นมันก็เหมือนธรรมเนียมปฏิบัติของมารีจัวว์ ที่จะจัดงานเลี้ยงส่งท้ายเหล่านักเรียนที่กำลังจะถูกเรียกว่าศิษย์เก่า ถ้าเป็นโรงเรียนทั่วๆไปก็คงจัดงานพิธีการเพื่ออำลากันแบบชวนซึ้ง ให้ประธานนักเรียนมากล่าวฝากฝังตบท้ายแล้วก็กินเลี้ยงกันเล็กน้อย

แต่กับที่มารีจีวว์แห่งนี้ต่างออกไปมาก คืองานเลี้ยงส่งนั้นจัดเสียอลังการอย่างกับปาร์ตี้ในราชวัง มีทั้งอาหารเลิศรส และกิจกรรมอีกมากมายที่ซันจิจำไม่ได้ว่ามันมีอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆก็คือพวกเราจะต้องมีคู่เต้นเพื่อเข้างาน ที่นักเรียนส่วนใหญ่เรียกกันว่า ‘งานพรอม’

งานพรอมนี้เปิดให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นมัธยมต้นไปจนถึงศิษย์เก่าที่สามารถเข้าร่วมได้ บางครั้งเหล่าบุคคลมีชื่อเสียงก็อาจถูกรับเชิญมาเข้าร่วมด้วย ถือเป็นงานใหญ่ที่เหล่านักข่าวต่างให้ความสนใจมาก แม้จะได้รับอนุญาตให้ถ่ายได้เพียงแค่หน้าประตูงานเท่านั้นก็ตาม

แต่สำหรับเหล่านักเรียนแล้วโดยมากแล้วฝ่ายชายจะใช้โอกาสในวันสุดท้ายนี้ เพื่อชวนสาวที่ตนแอบมองมานานแล้วแต่ไม่กล้าเข้ามาคุยเป็นคู่เต้น หรือบางทีก็อาจจะเลือกเด็กสาวที่มาจากราชวงศ์เพื่อสานผลประโยชน์ต่อไปในอนาคต แต่จะยังไงก็แล้วแต่ซันจิก็คิดว่างานแบบนี้ดูโรแมนติกไม่น้อย เคยดูแค่ไหนหนังมาตลอดที่จะเห็นผู้คนมากมายในชุดหรูหรา เต้นรำกันอยู่กลางฟลอที่มีแสงไฟระยิบระยับ

ซันจิยิ้มเล็กน้อยแล้วส่ายหน้า เวลานี้ในห้องมีเพียงเธอกับวีวี่เท่านั้นเพราะรีเบคก้ากับชิราโฮชิออกไปเดินซื้อของในเมือง ท่าทางงานพรอมนี้จะเป็นงานที่สาวๆทั้งหลายตื่นตาตื่นใจกันมากทีเดียว

“ไม่คิดว่าวีวี่จังจะชอบงานแบบนี้นะเนี่ย” ซันจิกล่าวอย่างแปลกใจ ด้วยภาพลักษณ์เพื่อนสาวดูเป็นคนที่ไม่น่าจะชอบงานเลี้ยงเท่าไร

“ล้อเล่นรึเปล่าซันจิใครๆก็อยากไปงานพรอมทั้งนั้น วิเศษจะตายไป” วีวี่กุมมือไว้ที่อก แสร้งทำหน้าเพ้อฝัน

ก่อนที่ทั้งสองคนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน วีวี่ดูสมกับเป็นผู้หญิงขึ้นมานิดหน่อยยามที่เธอทำตัวเหมือนสาวน้อยทั่วๆไปแบบนี้

ตั้งแต่เมื่อไรกันนะที่พวกเราต่างก็แสวงหาความ ‘สามัญ’ ความ ‘ปกติ’ ความ ‘ไม่พิเศษ’ จากชีวิตประจำวันที่ยุ่งเหยิง และจำเป็นจะต้องสวมใส่รูปลักษณ์เพื่อเป็นเชื้อพระวงศ์ ทำตัวให้สมกับสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในตัว อาจเรียกได้ว่ามีเพียงงานพรอมในคืนพรุ่งนี้เท่านั้น ที่เหล่าเด็กๆจะได้ปลดปล่อยตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งต่อจากนี้ก็อาจจะไม่มีโอกาสแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สองแล้วก็เป็นได้ ด้วยความรับผิดชอบหนักอึ้งและคำง่ายๆที่ยากจะรับเช่นการโตเป็นผู้ใหญ่

“พวกเราจะต้องสนุกกันให้เต็มที่ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน จริงไหม?” วีวี่ทำหน้าจริงจัง พวกเธอต่างก็แบกรับบางอย่างเอาไว้ แต่ในคืนพรุ่งนี้เท่านั้นที่พวกเธอจะได้วางมันลงจนกว่าเวลาของงานเลี้ยงจะจบลง

“แน่นอน ฉันเองก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน” ซันจิยิ้มรับกับดวงตาเป็นประกายของเพื่อนสาว “แล้วมีคนมาชวนวีวี่จังรึยัง?”

วีวี่ยิ้มค้างก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ ชื่อเสียงของเจ้าหญิงผู้ไม่สมเป็นเจ้าหญิงอย่างเธอ ทำให้แม้เจ้าตัวเองก็ยังไม่แปลกใจที่ยังไม่มีใครมาชวนเธอเลยสักคน

“เอ่อ…งั้นเราไปเดินเล่นในเมืองกันดีกว่า มัวมานั่งอยู่แบบนี้หนุ่มที่ไหนจะมาชวนจริงไหม?” ซันจิออกไอเดีย ก่อนจะฉุดเพื่อนสาวให้เดินตามออกไปด้วยกัน

เพราะไม่อยากจะรอรถเท่าไรทั้งสองคนจึงออกเดินชิวไปเรื่อยๆ วันนี้ถือเป็นวันพิเศษที่พวกสาวๆต่างออกไปหาซื้อเสื้อผ้า หรืออาจสั่งเสื้อผ้าจากเมืองตนมา ทำให้หอพักไม่เคร่งกฎเหมือนปกติ ดังนั้นทั้งสองจึงไม่คิดจะรีบกลับกันนัก

“แล้วทำไมไม่มีใครมาชวนซันจิจังเลยล่ะ เธอออกจะป็อปเรียนก็เก่ง อาหารก็ทำอร่อย เล่นกีฬาก็ยังสุดยอดด้วย” วีวี่ถามอย่างสงสัย

“เพราะเป็นวินสโม๊คละมั้ง พวกพี่น้องฉันก็คงไม่ไปชวนสาวที่ไหนเหมือนกันแหงๆ” ซันจิยักไหล่ไม่ใส่ใจ

“ไม่น่านะ เธอรู้ไหมถึงพวกนั้นจะนิสัยแย่แต่ก็ป็อปในหมู่สาวๆที่ชอบพวกแบดบอยเลยนะ พวกนั้นต่อให้ไม่ไปชวนก็ต้องมีสาวๆมาขอให้ออกงานอยู่แล้วล่ะ แต่จะรับไม่รับก็อีกเรื่องนะ”

ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะร่วนออกมาพร้อมกัน ซันจิทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเมื่อเห็นวีวี่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดเว็บเพจที่สร้างขึ้นสำหรับแฟนคลับหนุ่มๆวินสโม๊คโดยเฉพาะให้ดู ในนั้นมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเจ้าชายวินสโม๊คเอาไว้แน่นเอี๊ยด แล้วยังมีการลงรูปที่ดูก็รู้ว่าแอบถ่ายแน่ๆแทบจะทุกอิริบาบถ ซึ่งซันจิคิดว่าพวกนั้นรู้ตัวอยู่แล้วแต่ขี้เกียจจะห้าม พร้อมกับห้องแชทที่ทุกคนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ที่สำคัญมันสมัครสมาชิกได้ด้วย!!

“เอาจริงดิ ชนชั้นสูงก็ยังทำแบบนี้กันอยู่อีกหรอ?” ซันจิเบ้ปาก เธอคลําหาบุหรี่มาจุดสูบแทบจะทันที

“แหม ผู้หญิงจะชนชั้นไหนก็เป็นผู้หญิงเหมือนกันหมดนั่นแหละน่า เนอะ” วีวี่ยิ้ม

“นั่นสิเนอะ”

สองสาวเดินคุยกันสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย กระทั่งเข้าไปถึงตัวเมืองกันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

เมืองมารีจัวว์วันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งเด็กหนุ่มเด็กสาวต่างออกมาเดินจับจ่ายซื้อข้าวของกันขวักไขว่ เตรียมข้าวของกันเต็มที่เพื่องานพรอมที่กำลังจะมาถึง มันดูแปลกตาไม่น้อยสำหรับซันจิที่มาเดินในเมืองเงียบๆนี้บ่อยครั้ง

“คึกคักมากเลยนะเนี่ย เธออยากซื้ออะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?” วีวี่มองไปรอบๆพลางถาม

“ไม่มีหรอก ว่าแต่วีวี่จังจะใส่ชุดอะไรไปงานล่ะ ชุดประจำเมืองอลาบาสต้ารึเปล่าฉันได้ยินว่ามันเป็นชุดที่เหมาะกับเมืองทะเลทรายมากเลย” ซันจิถามกลับ เธอกำลังนึกถึงครั้งหนึ่งที่เคยเห็นคร็อกโคไดล์สวมชุดคลุมยาวเรียบหรูสีขาวลายคล้ายเกล็ดจระเข้ มันก็นานมากแล้วนานจนซันจิจำไม่ได้แน่ชัดนักว่าไปเห็นมาจากที่ไหน แต่ก็คลับคล้ายคลับคลาว่าชุดนั้นจะมาจากอลาบาสต้า แล้วหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยเห็นเขาสวมชุดแบบนั้นอีกเลย

“อืม ใช่แล้วล่ะฉันชอบชุดนั้นมากเลย แล้วซันจิล่ะ…เจลมามีชุดประจำเมืองบ้างไหม แต่จะว่าไปแล้วฉันก็ไม่เคยเห็นพวกพี่น้องเธอใส่ชุดแบบนั้นเลยนะ” วีวี่ทำท่านึกย้อนไปถึงปีก่อนๆที่เหล่าเจ้าชายวินสโม๊คสวมชุดสูทหรือทักสิโดเรียบง่ายมางานเท่านั้น

“เจลมาไม่มีของแบบนั้นหรอก มีแค่เครื่องแบบทหารล่ะนะ” ซันจิหัวเราะให้คำประชดประชันของตัวเอง “แล้วก็ไม่รู้จะใส่อะไรไปด้วย”

วีวี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนสองสาวจะเดินเข้าร้านขายเสื้อผ้ากันเป็นเป้าหมายแรก นานแล้วที่ไม่ได้มาช็อปปิ้งกับเพื่อนสาวแบบนี้ ซันจิคิดถึงวันวานที่ไปเดินในเมืองกับพวกนามิ ซื้อชุดสวยๆจากร้านต่างๆ ดูนามิต่อราคาแบบขูดเลือดขูดเนื้อ และหันไปยิ้มให้โซโลที่เดินตามช่วยถือของด้วยสีหน้าไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก

 

อ่า…คิดถึงหมอนั่นอีกแล้ว…

 

ป่านนี้จะทำอะไรอยู่? เรื่องนั้นซันจิก็ไม่รู้เหมือนกัน บ่อยครั้งนักที่ว่างเว้นจากการบ้านและการเรียน เมื่อมีเวลาว่างซันจิก็มักจะใช้มันหมดไปกับการหวนคิดถึงเพื่อนๆ เธอเป็นห่วงเซฟ และมักจะนึกถึงโซโลเสมอ คิดถึงช่วงเวลาเพียงสั้นๆที่เราใช้ร่วมกันในฐานะคนรัก และตลอดมาที่เป็นเพื่อนกัน

วีวี่เรียกเธอให้หันไปสนใจชุดเดรสยาวสีแดงแสบสัน ซันจิมองค้างหลุดจากภวังค์แห่งความคิดถึง ไม่คิดอยากสวมชุดที่ดูแรงขนาดนั้นเสียเท่าไร แต่ก็ขัดสายตาแวววับของเพื่อนสาวที่คาดหวังเป็นอย่างยิ่งไม่ลง สุดท้ายเธอก็รวมมันเข้ากับชุดที่เตรียมจะเอาไปลอง

เหตุการณ์แบบนี้ก็ชวนให้คิดถึงตอนไปเลือกชุดว่ายนํ้ากับคิดไม่น้อย ไม่แน่ว่าป่านนี้พ่อหนุ่มผมแดงคนนั้น อาจจะกำลังก่นด่าเธอทั้งวันทั้งคืนที่ทำตัวเอาแต่ใจแบบนี้อยู่ก็ได้ แค่คิดซันจิก็ยิ้มกว้างออกมาเสียแล้ว

เป็นแบบนี้ดีแล้วล่ะ…เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องมาแบกรับกับอดีตที่ไล่ล่าเธอ เวลาเกือบปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่าทุกคนสามารถอยู่ได้โดยไม่มีเธอ ถึงแม้ว่าเดรกจะเอาโทรศัพท์ที่มีรูปเพื่อนๆมาให้เธอ แต่มันก็แค่นั้น…เธอไม่ได้ดูถูกเพื่อนๆ แต่ทุกคนต้องก้าวต่อไป ดังนั้นแล้วถึงจะเสียใจไม่น้อยที่สุดท้ายแล้วทุกคนก็ไม่มา แต่นั่น…ดีที่สุดแล้ว

“เป็นไงบ้างวีวี่จัง” ซันจิรูดม่านออก ให้เพื่อนสาวดูชุดแรกที่เลือกสวม “วีวี่จัง?”

เด็กสาวทำหน้าแปลกใจ เพื่อนสาวที่ควรจะนั่งรออยู่หายไปเสียแล้ว ตอนแรกซันจิคิดว่าเธออาจจะเดินไปดูเสื้อที่โซนอื่น จึงลองชุดต่อไปเรื่อยๆจนครบแต่วีวี่ก็ยังไม่กลับมา ซันจิค่อยๆเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

“ขอโทษนะคะ เห็นเพื่อนของฉันไหม?” ซันจิหันไปถามพนักงานสาวที่อยู่ไม่ไกลนัก

“ค่ะ ท่านวีวี่สินะคะ เมื่อสักครู่ท่านเพิ่งเดินออกไปด้านนอกเจ้าค่ะ” หญิงสาวในชดสูทสตรีค้อมหัวตอบรับอย่างนอบน้อม

ซันจิมองไปทางประตูหน้าอย่างชั่งใจ เธอหันกลับเข้าไปเปลี่ยนชุดแล้วหยิบชุดราตรีสีดำตัวหนึ่งออกไปจ่ายเงิน ราคาแพงหูฉี่ทำให้ซันจิกัดฟันหยิบบัตรเครดิต ที่เรย์จูส่งมาให้เมื่อหลายเดือนก่อนมาใช้อย่างไม่ใคร่จะเต็มใจนัก

ถ้าเป็นนามิคงต่อไปแล้ว ราคาแบบนี้มันปล้นกันชัดๆ…แต่ความจริงแล้วสำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ราคาเท่านี้ก็คงไม่ต่างกับเศษเงิน

เด็กสาวเดินออกจากร้านมามองซ้ายมองขวาตามหาเพื่อนร่วมทาง ก่อนจะมองเห็นเพื่อนสาวยืนอยู่ที่นํ้าพุกลางเมือง มันเป็นนํ้าพุที่สร้างจากหินอ่อนสลักเป็นรูปนางฟ้า คนส่วนใหญ่มักใช้เป็นจุดนัดพบ หรือบางทีก็จะเห็นคนสารภาพรักกันบ้างอะไรบ้าง

“วีวี่จัง! มาทำอะไรตรงนี้…”

“ขอร้องละครับ ช่วยบอกเธอให้ผมด้วย!!”

ซันจิพูดไม่ทันจบก็ได้ยินอีกเสียงตะโกนขึ้นมากลบคำพูดเธอเสียหมด ภาพของเด็กหนุ่มที่ก้มหัวขอร้องวีวี่อยู่คือภาพที่ซันจิมองเห็น

“ซันจิ!” วีวี่หันมามองด้วยสีหน้าตกใจ เด็กหนุ่มคนนั้นที่ได้ยินเสียงอุทานเองก็เด้งตัวขึ้นมายืนตัวตรง หน้าแดงแปร๊ดเสมองไปด้านข้างไม่ยอมสบตาเธอ

“เอ่อ ฉันมาขัดจังหวะรึเปล่านะ” ซันจิกระซิบ

“ไม่ใช่หรอกนะเข้าใจผิดแล้ว เขาจะชวนเธอไปงานพรอมแน่ะแต่ไม่กล้าก็เลยขอให้ฉันบอกเธอให้หน่อย” วีวี่ป้องปากกระซิบพลางชี้นิ้วโป้งไปด้านหลังที่เด็กหนุ่มยืนอยู่

ด้วยส่วนสูงที่ค่อนข้างต่างกันนั้น ซันจิจึงไม่จำเป็นต้องขยับตัวเพื่อมองไปด้านหลังเธอ ก็มองเห็นได้ชัดเจนว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นรุ่นน้องคนหนึ่งในชมรมเบสบอลนั่นเอง

“ได้โอกาสแล้วนะซันจิ! เนี่ยหนึ่งในตัวท็อปของชมรมเบสบอลเลยนะ” วีวี่ตาเป็นประกายแวววับอย่างยินดี

ซันจิมองเธอสลับกับเด็กหนุ่มด้านหลัง ถึงจะตัวเล็กกว่าวินสโม๊คคนน้องอยู่บ้าง แต่เขาก็เป็นคนตัวสูงใหญทีเดียวถ้าเทียบกับเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกัน ผมสั้นค่อนข้างเกรียนสีดำกับหัวคิ้วที่ขมวดใส่กัน ใบหน้าแดงกํ่าเหมือนไม่รู้ควรทำตัวอย่างไรดี ทำให้เด็กสาวนึกเอ็นดู

“เดี๋ยวฉันไปรอตรงนู้นนะ” วีวี่ร้องสีหน้าร่าเริงก่อนจะเดินกึ่งวิ่งออกไปตรงตึกฝั่งตรงข้าม โดยไม่รอฟังคำตอบของเพื่อนสาวแม้แต่น้อย

ซันจิกระพริบตาสองสามครั้ง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มรุ่นน้อง เธอกำลังคิดคำตอบอยู่เมื่อรู้แน่ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

ซันจิเคยเห็นหน้าเขาบ่อยๆช่วงพักหลัง เพราะนิจิกับยนจิชอบรบเร้าให้ไปทำอะไรให้กินหลังซ้อมเสร็จบ่อยๆ ถ้าวันไหนเธอไม่ไปเจ้าตัวก็ถึงกับปีนมาตามถึงห้องเป็นประจำ ก็เรียกได้ว่าเธอคุ้นหน้าคุ้นตาทั้งผู้จัดการและสมาชิกชมรมมากทีเดียว ดังนั้นตอนนี้เธอจึงประทับใจนิดหน่อย ที่อีกฝ่ายกล้ามาขอเธอแบบนี้ทั้งที่ควรจะรู้จักวินสโม๊คดี ถึงจะไม่กล้ามาบอกกับตัวเองก็เถอะ

“’ไง อยากชวนฉันไปงามพรอมหรอ?” ซันจิจุดบุหรี่ขึ้นสูบหลังจากที่ไม่ได้สูบมาพักหนึ่งในร้านขายชุด เอ่ยถามพลางกอดอก

ท่าทางแบบนั้นกดดันคนฟังไม่ใช่น้อย ออร่าราชินีแผ่ออกมาจากเด็กสาวสูงศักดิ์เบื้องหน้า ทำเอาเด็กหนุ่มเผลอกลืนนํ้าลายอึกใหญ่ลงคอ เขารวบรวมความกล้าอีกครั้งเมื่อคิดว่า ตัวเองแอบมองรุ่นพี่สาวเบื้องหน้ามาเกือบปีโดยไม่กล้าทำอะไรมาตลอด และกำลังจะชวดโอกาสสุดท้ายที่จะได้คุยกันแล้ว เขาก็เอ่ยคำขอออกมาเสียงดัง

“ได้โปรดเป็นคู่เต้นรำให้ผมด้วยเถอะครับ!!”

เด็กหนุ่มค่อมตัวลงขนานกับพื้นดินรอคำตอบ ด้วยการฟังเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงแทบกระเด็นออกมานอกอก

ซันจิกระพริบตาปริบๆ แย้มยิ้มบางออกมาเบื้องหลังมือที่ยกขึ้นคีบบุหรี่ที่สูบอยู่ เธอพ่นควันสีขาวออกมายาวๆหัวเราะเล็กน้อยชวนให้คนรอใจเสียกลัวจะโดนปฏิเสธ

“นายชื่ออะไรแล้วนะ?” ซันจิกลั้นขำ เธอรู้สึกเอ็นดูความตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายขึ้นทุกที

“ผะ…ผมชื่อ ‘อิเดโอ’ ครับ” เจ้าของชื่อละลํ่าละลักตอบ แอบเหลือบมองเด็กสาวเล็กน้อยอย่างมีความหวังในใจ

“อิเดโอสินะ เอาล่ะฟังฉันให้ดีนะ” ซันจิขยับเข้าไปดึงให้เด็กหนุ่มยืนหลังตรง บังคับด้วยส่วนสูงที่ต่างกันนั้นให้อีกฝ่ายต้องก้มมองมายังเธอ “ฉันไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธความใจกล้าของนายหรอกนะ หึๆ”

ซันจิมองเห็นความยินดีในแววตาสดใสของเด็กหนุ่ม เขาก้มหัวขอบคุณอีกหลายครั้งบอกเธอว่าจะไปรอเจอกันที่หน้างานคืนพรุ่งนี้แล้วขอตัวจากไป โดยไม่ลืมที่จะหันมาโบกมือลาอย่างร่าเริง

“สำเร็จแล้วนะซันจิ!!” เสียงนั้นคือรีเบคก้า

เมื่อหันมองกลับไปก็เห็นรูทเมทสาวทั้งสามคนเดินตรงเข้ามาหา ท่าทางจะแอบดูมาตั้งแต่ต้นแล้วแน่ๆ

“ยินดีด้วยนะเจ้าคะท่านซันจิ” แม้แต่สาวน้อยขี้อายก็ยังแสดงความยินดีออกมาอย่างร่าเริง

“ทุกคนอย่าแอบดูสิ ฉันเองก็เขินเหมือนกันนะว่าแต่ทุกคนมีคู่เต้นรึยัง” ซันจิเกาแก้มเล็กน้อย ไม่ชินกับเรื่องแบบนี้สักเท่าไร

ชิราโฮชิกับรีเบคก้าก็พยักหน้าตอบมาในทันที สองสาวเองก็เป็นสาวป็อปมากพอควรทีเดียวในรุ่น เพราะความใจดีของรีเบคก้าและความน่ารักของชิราโฮชิ ทุกคนก็แทบจะพุ่งเข้ามาขอด้วยซํ้าทันทีที่เวลาสอบจบลง

“วีวี่ล่ะ?” รีเบคก้าถาม

เพื่อนสาวถอนหายใจยกไหล่แล้วส่ายหน้า ท่าทางแบบนั้นทำเอาเพื่อนที่เหลือทั้งสามทำตัวไม่ถูกทีเดียว

“ไม่เอาน่า ฉันไม่ได้คิดมากหรอก…” วีวี่มองหน้าเพื่อนๆแล้วก็ยิ้มออกมา ถึงจะเศร้านิดหน่อยที่ไม่มีใครมาขอแต่ก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจขนาดนั้น

“งั้นคืนนี้ฉันจะทำสุกี้หม้อไฟดีไหม จะทำของหวานสูตรพิเศษให้วีวี่จังด้วยนะ” ซันจิยิ้มบ้าง เธอรู้สึกไม่ค่อยดีนักที่คู่เต้นของเธอมาขอให้เพื่อนสาวช่วย

“นี่ซันจิ ฉันว่าอาจจะไม่จำเป็นแล้วก็ได้นะ” รีเบคก้าสะกิดไหล่เด็กสาวยิกเมื่อมีหนุ่มคนหนึ่งด้อมๆมองๆมาจากด้านหลังของวีวี่

ก่อนจะจบวันลงที่สี่สาวมีคู่เต้นกันครบถ้วน และมื้อเย็นแบบจัดเต็มก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนไปตามระเบียบ

วันเวลาแห่งความสุขค่อยๆดำเนินต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เด็กสาวตัวน้อยไม่ได้รับรู้ถึงเส้นด้ายที่ค่อยๆถูกเชิดในเงามืดแม้แต่น้อย

 

เมื่อม่านการแสดงถูดเปิดออก

หุ่นเชิดก็ค่อยๆร่ายรำไปตามมือที่บงการ

 

……………………………………………………………..

 

ซันจิตื่นแต่เช้าเหมือนทุกวัน และเห็นว่าเพื่อนสาวคนอื่นๆก็ตื่นแล้วเหมือนกัน ทุกคนออกมานั่งรวมตัวกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่นรวม เด็กสาวจึงเข้าครัวเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ก่อนมื้อเช้าจะเริ่มขึ้นอย่างสดใส ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับงานเลี้ยงในคํ่าคืนนี้อย่างปิดไม่มิด นํ้าเสียงร่าเริงที่ต่างคนต่างเล่าถึงงานในปีก่อนๆที่ผ่านมาทำให้ซันจิอดรู้สึกตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้นไปเสียมิได้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้แสดงออกมากไปกว่าหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบก็ตาม

เวลายังคงเหลือเฟือก่อนที่งานพรอมจะเริ่มขึ้น สี่สาวที่ไม่มีอะไรทำจึงตัดสินใจนั่งรวมกันในห้องนั่งเล่น พลางหยิบเกมเศรษฐีออกมากางกลางโต๊ะ เริ่มเล่นฆ่าเวลาไปเรื่อยๆพร้อมกับพูดคุยเกี่ยวกับช่วงปีที่ได้อยู่ร่วมกันสี่คน ช่วงเวลาสั้นๆนั้นเป็นช่วงเวลาที่สนุกมากสำหรับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่กับซันจิ

ถึงแม้เธอจะคิดถึงเพื่อนๆอยู่บ่อยครั้ง แต่คนที่นั่งอยู่ด้วยกันนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนของเธอด้วยเช่นกัน ดังนั้นการได้ใช้เวลาแสนสั้นในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ก็เป็นสิ่งที่ซันจิรู้สึกมีความสุขไปกับมันได้อย่างสนิทใจทีเดียว

“ฉันขอซื้อโฉนดตรงนี้!” วีวี่ชี้ไปยังจุดที่ตัวเดินของเธอเพิ่งเดินไปถึง แบมือขอโฉนดจากรีเบคก้าที่ควบตำแหน่งธนาคาร

เพื่อนสาวเบะปาก หยิบโฉนดให้พร้อมกับทอนเงินอย่างไม่เต็มใจนัก

“นี่วีวี่จะยึดหมดกระดานแล้วนะ ฉันตกจนจะไม่มีจะจ่ายแล้วเนี่ย” รีเบคก้าบ่นงึมงำ วันนี้เพื่อนสาวเธอดูจะดวงดีเสียเหลือเกิน

สาวๆอีกสามคนหัวเราะร่วนให้กับสีหน้าหน่ายใจของเธอ ก่อนจะทอยเต๋าเล่นกันต่อไป

“จะว่าไปแล้วปีนี้จะมีใครมาอีกก็ไม่รู้นะคะ” ชิราโฮชิถอนหายใจโล่งอกที่เดินไปตกที่ของตัวเอง ก่อนเปิดประเด็น

“หมายความว่าไงหรอ?” ซันจิถามบ้างขณะหยิบโรงแรมมาตั้งแทนบ้านสี่หลังของตน

“ซันจิพึ่งมาปีนี้เลยไม่รู้สินะ ก็ปกติทุกปีในงานพรอมทางโรงเรียนเขาจะเชิญพวกคนดังๆมาด้วยสักคนสองคน เหมือนมาสร้างสีสันให้งานน่ะ” รีเบคก้าอธิบายขณะทอยลูกเต๋าบ้าง

“ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกดารานักร้องที่กำลังดังช่วงนั้นนั่นแหละ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันแหะว่าปีนี้จะเป็นใคร” วีวี่นึกรายชื่อคนที่เป็นไปได้ว่าจะถูกเชิญมาในใจ

“ไม่แน่นะ อาจจะเป็นคนนั้นก็ได้ที่ดังมากๆเลยอ่ะ เอ…ที่กำลังทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกอยู่” รีเบคก้าทำหน้านึก เธอเคยฟังเพลงของเขาครั้งหนึ่งและคิดว่ามันเพราะมาก เสียงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ทำให้คนฟังชะงักไปไหนไม่ได้จนกว่าเพลงจะจบลง แต่เธอก็นึกชื่อเขาไม่ออกอยู่ดี

ซันจิหัวเราะตอบกลับว่าเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน ก่อนจะทอยลูกเต๋าบ้างแต้มเดินไม่มากไม่น้อยอย่างสิบจากลูกเต๋าสองลูก ไม่แย่นักในสายตาเด็กสาว เธอเดินไปและหยุดตรงที่ว่างสุดท้านในโฉนดพอดี ในหัวก็เฝ้านึกเรื่องแขกรับเชิญในคืนนี้ไปด้วย ความตื่นเต้นเพิ่มมากขึ้นอีกเสียแล้ว ทำเอาซันจิอยากเร่งเวลาให้ไปถึงงานเลี้ยงเร็วขึ้นอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ

 

 

เกมเศรษฐีเป็นเกมที่ถ้าไม่ตั้งใจเล่นจะเล่นไม่จบ และถ้าไม่มีเวลามากจริงๆก็จะเล่นไม่จบเช่นกัน เรื่องนั้นซันจิขอรับประกันเลยว่ามันเป็นความจริง…

สี่สาวแยกย้ายกันไปแต่งตัวแล้วเมื่อเห็นว่าถึงเวลาอันสมควร โดยทิ้งกระดานเกมที่เล่นไม่จบนั้นเอาไว้กลางห้องนั่งเล่น

ไม่นานเกินรอก่อนเวลาเริ่มงานเพียงเล็กน้อย เพชรนํ้างามจากทั้งสี่เมืองก็มารวมตัวกันที่กลางห้องโถงอีกครั้ง เหล่าเด็กสาวในชุดนักเรียนเมื่อได้ลองสวมเสื้อผ้าออกงานสักนิด แต่งหน้าอีกหน่อยพอหอมปากหอมคอ ก็ทำให้ดูโตผิดคาดไปได้ไม่น้อยทีเดียว

วีวี่สวมชุดประจำชาติอลาบาสต้าอย่างที่เธอบอก มันเป็นชุดกระโปรงยาวสีขาวทิ้งระบายพลิ้วดูเรียบร้อย ประดับลวดลายสีนํ้าเงินแถวบั้นเอว เรือนผมยาวที่มักจะเกล้าเอาไว้ถูกปล่อยลงมา ปลายผมดัดเล็กน้อยไปตามประสา เจ้าหญิงแก่นแก้วดูเป็นสง่าผ่าเผยสมเป็นเจ้าหญิงไปแล้วในตอนนี้ ถัดมาก็เป็นรีเบคก้าที่สวมชุดกระโปรงตัวยาวติดระบายพลิ้วรอบตัวสีเหลืองนุ่มนวล มันเป็นชุดที่กำลังอินเทรนมากในเดรสโรซ่าช่วงนี้ เธอถักผมยาวเป็นเปียครึ่งศีรษะและรวบถักที่เหลือรวมกันเป็นเปียเดียว เสนอภาพความสดใสของเจ้าตัวได้มากทีเดียว

ข้างกันนั้นก็เป็นเจ้าหญิงชิราโฮชิ ชุดที่สวมประดับประดาด้วยเปลือกหอยสวยงาม และกระโปรงทิ้งตัวยาวประดับเลื่อมมันวาวคล้ายหางปลา ทำให้เธอดูเหมือนนางเงือกงดงามกลางท้องทะเล  เรือนผมยาวเกล้าไว้ครึ่งหนึ่งด้วยเครื่องประดับของราชวงศ์ เด็กสาวขี้อายดูราวกับกำลังว่ายนํ้ายามที่เธอก้าวเดิน และคนสุดท้ายคือซันจิ เจ้าหญิงวินสโม๊คไม่ผิดคอนเซ็ปตัวเองแม้แต่น้อย เกาะอกสีดำตัวยาวผ่าข้างสูงเกือบถึงต้นขาขาว ไม่หลงเหลือบาดแลถูกยิงให้เห็นอีกแล้วราวกับไม่เคยมีมันมาก่อน พอให้หนุ่มๆใจเต้นเล็กน้อยขลับเน้นผิวกายขาวให้ดูผ่องมากยิ่งขึ้น เข้าคู่กับถุงมือยาวถึงต้นแขนสีเดียวกัน เรือนผมยาวเกล้าสูงนอกจากนั้นก็เพียงแต่งแต้มใบหน้าอีกเล็กน้อย ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับมือที่คีบบุหรี่เอาไว้แล้ว ทุกสายตาที่จับจ้องมาก็บอกเป็นเสียเดียวกันได้ว่า นี่แหละวินสโม๊ค ซันจิ

เมื่อสมาชิกเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินออกจากหอพักไปพร้อมๆกัน ระหว่างทางพวกเธอก็มีเพื่อนร่วมทางในชุดออกงานเดินตามๆกันมาด้วย ทุกคนแต่งตัวกันเต็มที่มากเหมือนปลดปล่อยความรู้สึก ที่ได้แต่สวมเครื่องแบบนักเรียนสีขาวมาทั้งปี

สถานที่จัดงานนั้นเป็นส่วนชั้นสองของโรงยิม มันเป็นห้องที่สร้างมาใช้สำหรับงานพรอมโดยเฉพาะ เวลาปกติจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า

บัดนี้ที่หน้าประตูโรงยิมก็มีพรมแดงปูพาดลงมาจรดบันไดขั้นสุดท้าย สาวๆมองซุ้มดอกไม้หายากและเครื่องประดับมากมายเบื้องหน้าทางเข้าอย่างตื่นเต้นตระการตา โรงยิมปกติที่เห็นจนชินตากลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยงในโรงแรมหรูหลายดาวไปเสียแล้ว

“เอาล่ะ เราจะแยกกันหรือขึ้นไปพร้อมกันดี?” รีเบคก้าถามอย่างตื่นเต้น ดวงตากลมโตของเธอไม่ได้ละไปจากแสงสีเบื้องหน้า

“ถ้าคู่ใครมาก่อนก็ไปก่อนเลยก็แล้วกัน เนอะ” ซันจิตอบพลางจุดบุหรี่ตัวใหม่ออกมาจุดสูบ

ทุกคนพยักหน้ารับหลังจากนั้น เด็กหนุ่มท่าทางทะมัดทะแมงในชุดทักซิโดสีดำก็เดินเข้ามาทักกลุ่มเธอเป็นคนแรก รีเบคก้ายิ้มรับแล้วคล้องแขนคู่เต้นของตนเดินเข้างานไปคนแรก โดยมีเพื่อนๆโบกมือให้กำลังใจอยู่ด้านหลัง ต่อมาก็เป็นคู่เต้นของชิราโฮชิ ผู้ชายตัวใหญ่ที่ตัวสูงมาเด็กสาวไม่มากนักคล้องแขนสาวขี้อายเข้างานเป็นคนถัดไป

เมื่อทั้งคู่เข้างานไปซันจิก็อดผิวปากเบาๆไม่ได้ ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกันที่ตัวสูงกว่าชิราโฮชิอยู่ด้วย

แล้วสุดท้ายเมื่อหนุ่มขี้อายมาถึง ซันจิก็ถูกทิ้งให้ยืนคอยอยู่คนเดียว เด็กสาวจุดบุหรี่มวนที่สามขึ้นมาสูบพลางพ่นควันออกมายาวๆ อันที่จริงมันก็ยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานเลี้ยงหรอก แต่มันก็อีกไม่ถึงสิบนาทีแล้ว และด้วยเหตุที่ว่าอีกฝ่ายเป็นคนนัดเธอเขาก็สมควรจะมาก่อนเวลาสักหน่อย

ซันจิไม่ใช่คนไร้ความอดทนเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ชอบรออะไรนานๆเท่าไร โดยเฉพาะการต้องมารอหนุ่มที่เป็นฝ่ายนัดเนี่ย…ซันจิคิดว่าตัวเองอาจจะทนได้ไม่นานนัก แต่เธอก็ยังรอต่อไปด้วยการจุดบุหรี่มวนถัดไป

เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ผู้คนทยอยเข้างานกันไปมากแล้ว ซันจิมองการจัดองค์ทรงเครื่องของทุกคนอย่างค่อนข้างเพลินตา บางคนก็สวมชุดราตรีหรูหราบางคนก็สวมชุดประจำบ้านประจำเมืองของตนมา เธอคิดว่ามันค่อนข้างเป็นการโปรโมตเมืองของตัวเองไปในตัวด้วย และเด็กสาวก็ชอบที่จะได้มองวัฒนธรรมการแต่งกายของคนต่างเมืองไม่น้อย มันเป็นการฆ่าเวลาที่ดีทีเดียวกับการนั่งเดาว่าเมืองที่เจ้าของชุดใส่มานั้นเป็นเมืองแบบไหน

ประกาศดังขึ้นจากลำโพงที่ติดเอาไว้ทั่วตัวตึกเตือนด้วยเสียงนุ่มทุ้ม ว่าอีกไม่นานงานก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เป็นการเร่งกลายๆว่าถ้าไม่อยากเข้างานสายก็สมควรจะมากันได้แล้วในตอนนี้

เด็กสาวเงยหน้ามองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ติดอยู่หน้าโรงยิม ตัวเข็มที่แวววาวและทำมาจากทองคำแท้ดัดแต่งให้เป็นเหมือนเถากุหลาบขยับอย่างเชื่องช้า แต่มันก็กำลังบอกเธอว่างานเลี้ยงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆแล้ว รองเท้าส้นสูงสีดำจึงเคาะพื้นดังเป็นจังหวะไปเรื่อยๆ มือเรียวยกขึ้นกอดอกอย่างเบื่อหน่าย ถ้าตรงจุดที่เธอยืนอยู่ไม่มีที่เขี่ยบุหรี่เธอมั่นใจมากว่าตรงพื้นคงเต็มไปด้วยมันนานมากแล้ว

ความหงุดหงิดค่อยๆก่อตัวขึ้นในใจเด็กสาว การรอคอยไม่ใช่สิ่งที่เธอสามารถทำได้นานจริงๆนั่นแหละ เจ้าหญิงวินสโม๊คนับถอยหลังในใจ ถ้าอีกสิบนาทีพ่อหนุ่มอิเดโอยังไม่มาเธอก็จะไม่คอยเขาอีกแล้ว

“’โย่วน้องสาว ทำไมไม่เข้างานอีกล่ะ?” เสียงกวนโอ๊ยดังขึ้นจากเบื้องหลัง

แล้วคนที่ปรากฎตัวตามมาจะเป็นใครไปได้เลยล่ะ นอกจากเจ้าชายวินสโม๊คทั้งสามหน่อนั่นเอง ซันจิกระพริบตาปริบๆเล็กน้อย และนึกได้ว่าเธอไม่เห็นพวกเขาเข้างานไปก่อนหน้านี้เลย

อิชิจิสวมสูทสีขาวทับเชิ้ตสีแดง มันแดงเหมือนสีผมของเขามากทีเดียว ในขณะที่นิจิและยนจิสวมทักสิโดสีดำออกงานเรียบง่ายมา

อิชิจิยังคงยิ้มด้วยรอยยิ้มของเจ้าชายเช่นทุกที เขาค่อนข้างดูดีและสง่างามมาก ซันจิอาจต้องไปคิดทบทวนอีกครั้งเรื่องเว็บเพจของพวกเขา ส่วนนิจิไม่ว่าจะแต่งยังไงซันจิก็ไม่อยากออกความเห็นด้วยเท่าไร แต่ถามว่าดูดีไหม? ไปตามอ่านในเพจพรุ่งนี้…ไม่สิคืนนี้ก็พอเอาก็พอจะแทนคำตอบได้ และคนสุดท้ายยนจิ เขาทำให้เธอคิดถึงโซโลอีกแล้ว ชุดพิธีรีตองแบบนี้ไม่เหมาะกับเขาจริงๆ ไม่ได้หมายความว่าดูไม่ดีหรอกนะแค่ว่ามันไม่เหมาะกับบุคลิกขาลุยของอีกฝ่ายก็เท่านั้น

“รอคู่เต้นอยู่ ว่าแต่พวกนายเถอะมาช้าเชียวนะ” ซันจิตอบกลับ นิจิเบ้ปากนิดๆกับการต่อปากต่อคำแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ

ท่าทางเขาอารมณ์ดีกว่าปกติในวันนี้ ไม่ยักรู้ว่าพวกพี่น้องเธอจะชอบงานเลี้ยงแบบนี้ด้วย

“ฉันไปก่อนดีกว่า” นิจิยิ้มกรุ้มกริ่มมีเลศนัยก่อนจะแวบหายเข้าไปในงาน

“มาช้าจังนะอิชิจิ มัวแต่งหล่อหรือว่าไงจ๊ะ?” ซันจิแซวพี่ชายที่ขยับไทตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง

“ก็นะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ จะให้ฉันรอเป็นเพื่อนไหม” พี่ชายคนที่สองถาม เขาดูอ่อนโยนและคิดถึงคนอื่นมากขึ้นจนซันจิอดรู้สึกขนลุกไม่ได้ จะว่าดีใจก็ส่วนหนึ่งแต่มันก็ยังสลัดภาพพี่ชายแสนโหดร้ายคนนั้นไม่หลุดเสียทีเดียว

เด็กสาวส่ายหน้า วินสโม๊คคนพี่จึงทำเพียงยิ้มแล้วเดินเข้างานตามน้องชายไป เหลือเพียงเธอกับน้องคนสุดท้องเท่านั้นที่ยังไม่ไปไหน ซันจิจึงหันกลับไปมองและเห็นว่าเด็กหนุ่มหัวเขียวของเธอ กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับโบว์หูกระต่ายสีแดง

“นายทำอะไรน่ะ?” เมื่ออดไม่ได้ซันจิจึงตัดสินใจถามในที่สุด

ยนจิที่หน้านิ่วคิ้วขมวดเงยหน้าขึ้นมองเธอ ส่งสายตาเหมือนขอความช่วยเหลือกับสิ่งที่ดูยุ่งยากเสียเหลือเกินสำหรับเขา ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆพี่สาว

“ผูกไม่เป็น…”

 

โถ่…

 

ซันจิรู้สึกเอ็นดูเธอหัวเราะออกมาเบาๆ พ่นควันบุหรี่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนดับมันและหันมาหาน้องชายดีๆ เธอจับหูกระต่ายเบี้ยวๆของอีกฝ่ายเอาไว้ ยนจิจึงปล่อยมือให้เธอจัดการ ก่อนที่ซันจิจะ…ดึงมันออกจากคออีกฝ่าย

“เฮ้! ฉันให้ผูกให้…”

“ไม่ใส่ดูดีกว่า” ซันจิเงยหน้ายิ้มให้น้องชายที่เถียงไม่ทันจบ

ยนจิชะงักค้างไปกับดวงตาสีอความารีน และยิ่งแข็งทื่อไปหมดทั้งร่างเมื่อพี่สาวขยับปลดกระดุมคอชวนอึดอัดของเขาออกสองเม็ด แล้วชุดทักสิโดอึดอัดก็เปลี่ยนไปทำให้ดูสบายขึ้น ซันจิปลดกระดุมข้อมือทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มออกด้วย มันยิ่งทำให้ชุดพิธีการดูหลุดมาดไม่น้อย แต่ซันจิรับร้องได้ว่าไม่มีสาวคนไหนกล้าปฏิเสธว่าวินสโม๊คคนน้องในตอนนี้ดูร้อนแรงมากแค่ไหน

“นี่ไง ดีกว่าเดิมเยอะเลย” เด็กสาวหัวเราะแล้วส่งหูกระต่ายคืนให้น้องชาย เขารับมันกลับไปถือไว้งงๆ “ไม่ต้องพยายามแต่งเหมือนคนอื่นหรอก นายไม่ใช่อิชิจิหรือนิจินี่หน่า”

ไม่บ่อยนักที่จะมีคนบอกให้ยนจิเป็นตัวของตัวเอง เขารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ฉลาดและเก่งกาจเท่ากับอิชิจิหรือเรย์จู และรู้ดีว่าตัวเองมีสิ่งที่ต้องการ มีความฝันที่ต่างออกไปมาก ทุกคนมักบอกให้เขาทำอย่างนั้นไม่ทำอย่างนี้ จนบางครั้งเขาก็รู้สึกว่าเขากำลังเป็นในสิ่งที่คนอื่นต้องการให้เป็น เขาเคยรังแกซันจิมาตลอดในวัยเด็กเพราะความแตกต่างนั้น…เพียงเพราะเธอเกิดมาและเป็นผู้หญิง ความแปลกแยกนั้นทำให้ท่านพ่อไม่พอใจ ดังนั้นถ้าเขาแปลกแยกไปจากคนอื่น คนถัดไปที่จะโดนไม่พอใจก็คงจะเป็นเขา

ยนจิเป็นคนอื่นมาตลอด แต่ในคืนนี้เขากำลังจะเป็นตัวเอง…นั่นคือสิ่งที่พี่สาวของเขาได้สอนเอาไว้

“จะเข้าไปกับฉันไหม…คนที่เธอรออาจจะไม่มาแล้วก็ได้” ยนจิหลุดปากพูดออกไป รู้สึกตัวอีกทีก็ไม่กล้าสบตาพี่สาวไปเสียแล้ว

“อืม…นั่นสินะ ฉันก็ว่าจะไม่รอแล้วเหมือนกัน แต่เข้างานกับฉันจะดีหรอ? สาวสวยเขารอเต้นกับนายเยอะแยะเลยนะคืนเนี้ย” ซันจิแซวกลับ

หนึ่งสิ่งที่ซันจิคิดว่าทั้งสามหนุ่มเหมือนกันมากเลยก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ขี้หลีสาวนี่ล่ะ แต่ตอนนี้อิชิจิคงไม่ทำเรื่องแบบนั้นแล้ว ซันจิก็ไม่คิดว่าการชื่นชอบสาวงามเป็นเรื่องผิด แค่สงสารพวกผู้หญิงที่หลงเสน่ห์พวกพี่น้องของเธอเสียมากกว่า เจ้าพวกนี้ไม่ได้เข้าใจเรื่องลึกซึ้งอย่าง ‘ความรัก’ กันจริงๆหรอกโดยเฉพาะนิจิ แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่นะ…

“คืนนี้เธอสาวที่สุด” ยนจิตอบกลับแทบจะทันที เรียกให้เธอสาวหัวเราะร่วนออกมา

“จีบพี่สาวไม่ได้รู้ใช่ไหม” ซันจิหยิกแก้มน้องชายอย่างหมั่นเขี้ยว ก่อนจะตอบรับคำเชิญด้วยการคล้องแขนกับเขา “เดินนำเข้าไปเลยสิ พวกเราเข้างานสายแล้ว”

จากนั้นทั้งสองก็ก้าวเข้าไปในงานพร้อมกัน พรมแดงนุ่มชวนให้รู้สึกสบายเมื่อก้าวเดินเข้าไปสู่ประตูงาน พนักงานเฝ้าประตูสวมสูทสีดำเรียบร้อยสวมแว่นดำ เขามองหน้าพวกเธอเพียงครู่ก็ปล่อยให้ทั้งสองก้าวเข้าไปในห้องจัดงานอย่างง่ายดาย

โต๊ะบุฟเฟ่ย์ตั้งล้อมรอบห้องจัดงานพรอม แสงสีเหลืองส้มนวลตาจากแชนเดอร์เรียแก้วหรูหรา ที่แขวนอยู่บนเพดานทำให้ทุกอย่างดูอบอุ่นสว่างไสว เวทีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านในสุดของห้อง ตอนนี้มีนักร้องสาวที่กำลังโด่งดังกำลังขับขานบทเพลงนุ่มหูอยู่กลางเวที เหล่าแขกเหรื่อต่างจับกลุ่มกับเพื่อนพูดคุยและทานอาหารเลิศรสกันอย่างสนุกสนาน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกบริการเป็นพิเศษเฉพาะในคํ่าคืนนี้เท่านั้น

ความคึกคักและหรูหราอดทำให้เด็กสาวประหม่าไม่ได้ แม้เธอจะไม่แสดงท่าทีแบบนั้นออกมาเลยก็ตาม

ยนจิเดินนำเด็กสาวเข้าไปในงาน ทุกสายตาจับจ้องไปยังผู้มาใหม่ตาเป็นมัน แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าสองพี่น้องวินสโม๊คจะมาด้วยกัน เพราะงานทุกปีสามเจ้าชายของวินสโม๊คจะไม่ชวนใครมาเป็นคู่เต้นเป็นพิเศษ แต่จะมาเกี้ยวสาวเอาหน้างานแล้วก็เต้นกับเธอเหล่านั้นแค่คนละเพลงเท่านั้น ก่อนจะเปลี่ยนคนไปไม่ซํ้าหน้า

ทว่าในปีสุดท้ายของพวกเขาที่มารีจัวว์ การได้เห็นสองพี่น้องจับคู่มากันเองก็เรียกเสียงฮือฮาซุบซิบจากบรรดาขาเม้าม์ได้เป็นอย่างดี กระแสเสียงส่วนใหญที่พอจะดังลอดมาให้ได้ยิน ก็หนีไม่พ้นประเด็นความหวงพี่ของวินสโม๊ค ยนจิ

บรรดาแฟนคลับเจ้าชายวินสโม๊คทั้งหลายต่างก็ถ่ายรูปกันรัวๆ สีหน้ามีความสุขของสาวๆทั้งหลายก็ทำให้พ่อหนุ่มขี้หลีบางคนอดหันไปยกยิ้มให้ไม่ได้ แค่นั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างมีความสุขเบาๆลอยตามมาแล้ว

“นิสัยขี้หลีนี่ได้มาจากใครนะ ฉันว่าเขาก็ไม่เป็นแบบนี้นะ” ซันจิแซวให้ยนจิที่ยักไหล่ตอบ

และยังไม่ทันที่ทั้งสองจะเดินกันไปที่ไหนไกลไฟในห้องก็ถูกหรี่ลงจนมืดสนิท มีเพียงแสงจากเวทีเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างอยู่ มันจึงเรียกสายตาของทุกคนให้ไปรวมกันได้อย่างง่ายดาย นักร้องสาวสวยก้มโค้งลงอย่างงดงามเมื่อบทเพลงของเธอจบลงแล้ว ก่อนจะส่งไม้ต่อให้กับเจ้าของเวทีที่แท้จริงในคํ่าคืนนี้ แสงไฟดับสนิทไปพร้อมสุ้มเสียงมีเสน่ห์ที่ดังก้องไปทั่วห้องจัดงาน

“ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่งานเลี้ยงสุดท้าย อำลาเหล่าเด็กหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้าและเติบโตเป็นผู้ใหญ่…” นํ้าเสียงชวนให้คุ้นหูนั้นทำเห็นซันจิพยายามเพ่งมองไปยังเวที

แล้วสปอตไลท์สีทองก็สาดแสงลงไปกลางเวที เปิดตัวชายหนุ่มในชุดสีทองผู้สวมหมวกทรงสูงสีเดียวกันเอาไว้ มือที่สวมแหวนทองเอาไว้ครบทุกนิ้วชูขี้นสูงเหนือศีรษะ รอยยิ้มทรงเสน่ห์ปรากฎยามที่เขาเงยหน้าขึ้นมองเหล่าแขกผู้มีเกียรติ์ทุกๆท่าน

“และในคํ่าคืนนี้ ผม ‘กิลล์ เตโซโร’ จะขอรับหน้าที่สร้างความเอนเทอร์เทนให้กับทุกคนเอง”

สิ้นสุดประโยคนั้นเสียงกรี๊ดของเหล่าสาวๆก็ดังกันระงม ต่างคนต่างก็ทำสีหน้าไม่อยากเชื่อว่าแขกพิเศษของปีนี้จะเป็นดาราคิวทองสมกับสีที่เจ้าตัวชอบมากที่สุด อย่างกิลล์ เตโซโรคนนั้น เสียงของเขามีเสน่ห์ดึงดูดผู้ฟังมาก ขนาดที่ว่าพอฟังไปครั้งหนึ่งแล้วจะไม่มีทางลืมได้ง่ายๆ

งานเลี้ยงได้เปิดฉากขึ้นแล้ว และกำลังถูกบรรเลงไปด้วยท่วงทำนองจากเสียง ที่แหบลงเล็กน้อยเพื่อขับขานบทเพลงของเขา แสงสปอตไลท์หลากสีค่อยๆถูกสาดส่องไปทั่วเวที เพื่อขับเน้นท่วงท่าที่ขยับเต้นเอนเทอร์เทนผู้ชมจากเตโซโร ในขณะที่ไฟในห้องค่อยๆสว่างขึ้นเล็กน้อย พอให้ทุกคนในงานพอจะมองเห็นหน้ากันและกันรวมถึงสภาพรอบด้านได้เล็กน้อย หลายคนเริ่มชวนกันไปเต้นอยู่หน้าเวที ในขณะที่หลายๆคนซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้ชาย ทำเพียงจิบไวน์แล้วโยกหัวไปตามบทเพลงเท่านั้น

“ว้าว เตโซโรล่ะเตโซโร” ซันจิตาเป็นประกายพร้อมรอยยิ้มกว้าง เธอดีใจมากทีเดียวที่เขาดูสบายดีจากครั้งล่าสุดที่ได้เจอกัน

“เธอก็ชอบเจ้าหมอนั่นหรอ? มีอะไรดีกันไอ้เจ้าคนชอบใส่ชุดสีทองทั้งตัวแบบนั้น” ยนจิเบะปากพึมพำ

เด็กสาวหัวเราะตอบว่ามันเป็นเรื่องของผู้หญิง แล้วฮัมเพลงของเตโซโรไปด้วยในลำคอ ยนจิเบะปากมากกว่าเดิมแล้วผละจากไปทางโต๊ะอาหารแทน ซันจิส่ายหน้าเล็กน้อยให้กับคนทำนิสัยเหมือนเด็ก ก็ไม่ผิดหรอกที่พวกผู้ชายจะไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงถึงชอบกิลล์ เตโซโรคนนั้นมากมายนัก

จะอธิบายให้เข้าใจก็ดูเหมือนจะยากเกินไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยนี่ที่เด็กสาวจะหลงใหลไปกับเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ จริงไหม?

“ยิ้มกริ่มเชียวนะ ไม่สนใจจะเต้นกับฉันหน่อยหรอ?” สุ้มเสียงคุ้นเคยดังที่ข้างหูพร้อมกับมือหยาบที่โอบเข้าที่เอว

ดวงตาสีอความารีนเบิ่งกว้าง หันควับกลับไปมองในทันที ใบหน้าแสนคะนึงหาและคุ้นเคยอย่างที่ซันจิคิดว่าตัวเองจะไม่มีทางลืมแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นปรากฎอยู่ตรงนั้น ต่างหูสีทองทั้งสามของอีกฝ่ายสะท้อนแสงสปอตไลท์เข้ามาในตาเด็กสาว เธอพึมพำออกมาแผ่วเบาราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง

“โซโล…?”

 

 

ถ้าชอบสามารถกดไลค์และทิ้งคอมเมนท์มาวี้ดกันได้เสมอนะคะ

บทนี้เป็นบทที่เราชอบมากๆเลยค่ะ เหมือนกิมมิกของ hight school

เลยค่ะ งานโรงเรียนเป็นอะไรที่ชวนให้คิดถึงเสมอจริงๆ

One piece The High school Episodes : Uproariously languor XIV

บทที่ 13 : ความลับของเหล่าเจ้าชาย

 

 

ไม่มีใครในโลกไม่มีความลับ

ต่อให้มอบความเชื่อใจให้มากแค่ไหน คนที่เราไว้ใจ…

ก็จะซ่อนความลับเอาไว้อยู่ดี

 

“แอบดูคนอื่นเป็นงานอดิเรกของพวกชนชั้นสูงหรอ?”

เสียงไม่คุ้นนั้นดังที่ข้างหู ร่างของเธอถูกยกขึ้นสูงด้วยแขนเพียงข้างเดียว เพราะแขนอีกข้างซันจิสัมผัสได้ว่าเขาดึงผมของเธอให้เชิดหน้าขึ้นเบาๆ

“มะ…ไม่ได้จะรบกวน แค่แบบว่า…ได้ยินเสียงคุ้นๆเลยเดินมาดูเฉยๆ” ซันจิกอดถุงวัตถุดิบแน่น แก้ตัวด้วยเสียงที่พยายามไม่ให้กุกกัก นอกจากความเขินอายที่ตนเข้ามาแทรกในจังหวะไม่เหมาะไม่ควรแล้ว ก็ยังมีความน่าเกรงขามจากบรรยากาศของคนที่แผ่นหลังเธอสัมผัสโดนอยู่นั้น เรียกให้สัญชาตญาณของเธอร้องระงมถึงความต่างชั้นทางฝีมือ

“เดี๋ยว ‘คาตะกุริ’ นั่นน้องสาวฉัน” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นไม่ห่าง ซันจิรู้สึกได้ว่ามือที่ดึงผมเธอปล่อยไปแล้ว แต่เจ้าของชื่อคาตะกุรินั้นยังไม่ปล่อยเธอลงพื้น เขาเพียงหันกลับไปเผชิญหน้าคนคุ้นตาเธอเท่านั้น

อิชิจิเป็นนายจริงๆด้วย”

เรือนผมสีแดงเห็นเด่นสง่าเป็นอย่างแรกแม้อยู่ในความมืดของเงาระหว่างตึกสองตึก บุตรชายลำดับที่สองของวินสโม๊คกอดอกพึงกำแพงอีกฝั่งเอาไว้ แต่มันไม่ได้ร่นระยะห่างมากนักในเมื่อคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังเธอตัวสูงใหญ่มาก และซอกนี่ก็แคบอยู่แล้วเช่นกัน

ทั้งสามคนไม่มีใครพูดอะไรออกมา เหมือนต่างคนต่างก็ไม่รู้จะเอายังไงกับสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่นี้ดี ซันจิเดาในใจว่าพี่ชายที่เขาคนนั้นเชื่อใจ มี ‘ความลับ’ ซะแล้ว…แถมเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่มากด้วย

“นี่…คนอื่นรู้ไหม” ซันจิเป็นคนแรกที่ถามในที่สุด

“รู้ได้ที่ไหนล่ะ เว้นแต่เธอจะพูด” อิชิจิดูอารมณ์เสียหน่อยๆ แน่นอนล่ะซันจิเข้าใจดี…

“ไม่พูดหรอก แต่ถึงพูดใครจะฟังฉันจริงไหม” ซันจิกรอกตาเบาๆ เมื่อพูดถึงความจริงชวนหัวเสียนั้น “ดีใจซะเถอะที่คนมาเจอไม่ใช่พวกนั้น ปล่อยฉันได้แล้วล่ะจะกลับแล้ว”

คาตะกุริดูชั่งใจแต่เมื่ออิชิจิพยักหน้าเขาก็ยอมปล่อยเธอแต่โดยดี ซันจิขยับชายเสื้อจัดชุดยับๆของตนให้เข้าที่เข้าทาง หันหลังทำท่าจะเดินกลับออกมา แต่ก็เปลี่ยนใจก่อนจะหันกลับมาพูดกับพี่ชายอีกครั้ง

“ถ้าอยากคุยฉันก็ว่างตลอดนะ” ก่อนจะเดินจากออกไปจริงๆ

เนินนานที่คนทั้งสองไม่ได้พูดอะไรต่อกันอีก จนเป็นคาตะกุริเองที่ดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด ลูบเรือนผมสีแดงของอีกฝ่ายเบาๆ คาตะกุริเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่มากขนาดที่ทำให้เมื่อมายืนคู่กันแบบนี้ อิชิจิก็ดูตัวเล็กลงไปถนัดตา

“นายน่าจะไปคุยกับเธอนะ” เขาพูดขึ้น แล้วอิชิจิก็หันควับขึ้นไปส่งสายตาถามทันที

“หมายความว่าจะบอกเรื่องความสัมพันธ์ของเราหรอ?” อิชิจิแย้ง ยอมรับว่าไม่ไว้ใจเด็กสาวผู้เดินจากไปแล้วขนาดจะเปิดเผยความลับนี้ได้ “ยัยนั่นจะต้องแต่งงานกับน้องนาย ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาฉันก็แตะต้องยัยนั่นไม่ได้”

“เด็กคนนั้นเชื่อใจได้” ชายหนุ่มตอบรับอย่างใจเย็น “เด็กคนนั้นเก่งมากนะ…ถ้าสู้กันตรงนี้เธอจะใช้ข้อได้เปรียบเรื่องงานแต่งงานมาขู่นาย แล้วเอาความลับเรามาต่อรองอีกก็ย่อมได้ แต่เธอกลับบอกว่านายคุยกับเธอได้นะ ไม่ใช่ว่าเด็กคนนั้นเป็นห่วงนายอยู่หรอ? ชื่ออะไรนะ ซันจิ?”

ความเยือกเย็นของคาตะกุริทำให้คนที่ร้อนรนค่อยๆสงบลง มือเรียวกุมมือสากของอีกฝ่ายเอาไว้…ต่อหน้าคนๆนี้อิชิจิไม่ใช้ลูกชายที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ใช่พี่ชายผู้พึ่งพาได้และไม่ต้องสวมหน้ากากเพื่อเก่งกาจ แค่เป็นตัวของตัวเองเท่านั้น และนั่นทำให้เขาพอใจเหลือเกินที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่เป็นความลับนี้ขึ้นมา แม้ว่าจะรู้ดีว่ามันจะต้องจบลงในสักวันหนึ่งก็ตาม

“อยากให้นายไปด้วยจริงๆ” อิชิจิซบใบหน้าลงกับแผ่นอกกว้างอบอุ่น

คาตะกุริหัวเราะมอบจูบที่ขมับผ่านผ้าพันคอผืนใหญ่ที่เจ้าตัวสวมอยู่เบาๆแทนกำลังใจ และเป็นการบอกกลายๆว่าต้องลากันแค่ตรงนี้แล้ว นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นต้องจดจำ…พวกเขาอยู่ด้วยกันได้แค่นี้เท่านั้น

“นายทำได้น่า แล้วคุยกันใหม่โอเคนะ” คาตะกุริบอกลาแม้ใจจริงจะไม่อยากไปก็ตาม แต่ที่นี่ก็เป็นสถานที่อันตรายที่พวกทหารเรืออาจจะเจอตัวเขาเมื่อไรก็ได้ และถ้าเรื่องแดงออกไปเมื่อไรก็รับรองได้เลยว่าจบไม่สวยแน่นอน

ไม่นานชายร่างใหญ่ก็หายไปจากตรอกเล็กๆนั้น ทิ้งไว้เพียงอิชิจิและท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงเรื่อยๆ ถ้าเขาก้าวออกจากตรอกนี่เมื่อไร เขาก็จะต้องกลับไปเป็นวินสโม๊ค อิชิจิอีกครั้ง…เด็กหนุ่มสูดลมหายใจ และก้าวออกไปพร้อมรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากเหมือนเช่นเคย ในใจยังคงสับสนวุ่นวายแต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้

เขาคิดว่าคาตะกุริพูดถูก…เขาสมควรจะคุยกับซันจิ มันอาจจะถึงเวลาต้องเล่าเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟังแล้วก็ได้

 

 

ซันจิกลับมาถึงหอพักในตอนที่ฟ้าเกือบมืดพอดี ถ้าจะกะเวลาแล้วก็อาจจะเกือบทุ่มหนึ่ง เรื่องที่เธอเพิ่งพบเจอเมื่อครู่ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะแจ็กพอตแตกเป็นคนไปรู้ความลับของอิชิจิเข้า ใครๆก็มีความลับเรื่องนั้นเธอรู้ดีและไม่อยากก้าวก่ายแม้แต่น้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าเจ็บปวดของพี่ชายที่เธอกลัวมากคนนั้น ความเข้าใจกลับเข้ามาแทนที่ความกลัวอย่างช่วยไม่ได้

แม้เขาคนนั้นจะพยายามมากมายเพื่อนเปลี่ยนให้ลูกๆกลายเป็นพวกไร้ความรู้สึก แต่เรื่องในวันนี้ก็กำลังบอกเธอว่าอิชิจิยังมีหัวใจ ยังมีความรู้สึก…ยังคงเป็นมนุษย์ที่ต้องการความรัก จั๊ดอาจจะมอบความรักให้เหล่าลูกชายที่เขาภูมิใจ แต่ซันจิคิดว่ามันไม่ชัดเจนแม้แต่น้อยว่าเขารักลูกชายหรือรักงานวิจัยของตัวเอง ตามตรงซันจิก็ไม่ค่อยแปลกใจนักที่อิชิจิจะมีคนรัก แค่ตกใจนิดหน่อยเท่านั้นที่ไปเจอทั้งคู่อยู่ในซอกตึกแบบนี้…

มื้อเย็นผ่านไปอย่างสนุกสนาน ก่อนที่สี่สาวจะแยกย้ายกันกลับห้องพักของตัวเอง ซันจิล้างจานอยู่พักหนึ่งเพราะปฏิเสธความช่วยเหลือเช่นทุกที ก่อนจะกลับเข้าห้องของตัวเองและก็ได้ตกใจอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าพี่ชายผมแดงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงของเธอ เด็กสาวรีบปิดประตูในทันทีเมื่อเห็นแขกไม่ได้รับเชิญ เผื่อว่าจะมีใครเดินมาเคาะห้องเธอในตอนนี้แล้วเห็นเข้า

ซันจิไม่ได้ขยับตัวไปไหน เริ่มวางตัวไม่ถูกในห้องของตัวเองเมื่ออิชิจิเอาแต่นั่งเงียบ และไม่ยิ้มเหมือนทุกที

“เธอบอกว่าคุยได้…”

ในที่สุดเขาก็เกริ่นขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงหนักๆ ซันจิลากเก้าอี้ไม้ใกล้มือเข้ามานั่ง จดจ้องไปที่พี่ชายอย่างไม่รีบร้อน

“ใช่ ถ้านายอยากเล่า” ซันจิพยักหน้า เธอขยับดึงแขนเลือกที่พับขึ้นมาลงเมื่อเห็นว่าพี่ชายแต่งตัวเรียบร้อยแค่ไหน

“โอเค…ฉันจะ ‘เชื่อ’ ใจเธอ” ประโยคนั้นเหมือนอิชิจิจะยํ้ากับตัวเองมากกว่า แล้วเขาก็เปิดปากเล่าเรื่องของตัวเองช้าๆ

“หมอนั่นชื่อ ‘ชาล็อต คาตะกุริ’ เป็นลูกชายคนที่สองของบิ๊กมัม…ใช่ คนของตระกูลชาล็อต”

ซันจิเบิงตาเล็กน้อยออดตกใจไปเสียไม่ได้เมื่อรู้ศักดิ์ของอีกฝ่าย เข้าใจขึ้นมาเลยว่าทำไมความสัมพันธ์นี้มันถึงต้องเป็นความลับ…ถ้าเป็นคนอื่นมันก็คงไม่ยากขนาดนี้

“ก็เจอกันครั้งแรกตอนที่ท่านพ่อเข้าไปคุยเรื่องงานเเต่งเธอที่โฮลเค้กนั่นแหละ เขาไม่ค่อยพูดเท่าไรแต่พอจ้องเข้าไปในตาของเขาแล้ว ฉันก็รู้สึกอะไรบางอย่าง…” อิชิจิยังคงรักษาสีหน้าเอาไว้ในระดับที่เรียกได้ว่านิ่งเฉย แต่ซันจิเดาว่านัยน์ตาเบื้องหลังกรอบแว่นไม่ได้เฉยตาม “เธอก็รู้ว่าพวกเราไม่ควรจะมีความรู้สึกอะไรอีกแล้ว ท่านพ่อฝึกเพื่อนให้พวกเราเป็นนักฆ่าที่ไร้หัวใจ และฉันก็เป็นมาตลอดอย่างที่ทเขาต้องการ แต่ตอนนี้มันไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว…ฉันคิดว่าตัวเอง ‘พัง’ แล้วแน่ๆ หลังจากนั้นพอกลับไปที่สารทฉันไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด รู้ไหมร่างกายของฉันยังปกติดี แต่ตรงนี้…”

พี่ชายขยับมือขึ้นกุมอกข้างซ้าย ขยํ้าเสื้อที่รีดเรียบร้อยแรงจนเรียกได้ว่ายับย่น

“มันเต้นแรงขึ้น แรงขึ้นเรื่อยๆ ฉันกระสับกระส่ายและเริ่มสลัดภาพของเขาออกจากหัวไม่ได้ ช่วงเวลานั้นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเเตกเป็นเสี่ยงๆเลยล่ะ” อิชิจิหัวเราะ “แล้วในที่สุดฉันก็รู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง และสิ่งที่ฉันทำคือการไปหาหมอนั่น”

ซันจิจ้องมือของพี่ชายที่ค่อยๆคลายออก ความแปรปรวนของอีกฝ่ายดูจะสงบลงอย่างง่ายดายเมื่อพูดไปถึงบุคคลที่สาม เด็กสาวยังคงไม่พูดอะไรอีกเหมือนเคยแม้ว่าอิชิจิจะเงียบไปนานอีกครั้ง

“รู้ไหมคาตะกุริเรียกอาการของฉันว่า ‘รัก’ ตอนที่พวกเราคุยกัน” นํ้าเสียงที่เอ่ยออกมาหลังความเงียบงันนั้นล่องลอยเบาๆ “ฉันเจอกับหมอนั่นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จากที่อาทิตย์หนึ่งจะแอบออกไปเจอกันสักครั้ง มันก็กลายเป็นว่าฉันอยากเจอหมอนั่นทุกวัน จนแทบห้ามขาตัวเองไม่ให้ไปที่โฮลเค้กไม่ได้ แย่ที่ต้องบอกว่าฉันรู้สึกดีตอนที่หมอนั่นบอกว่าอยากเจอฉันเหมือนกัน ฉันปฏิเสธว่าไม่ได้มีความรู้สึกรักอะไรนั่นเพราะฉันไร้ความรู้สึก ‘ต้อง’ ไร้ความรู้สึก แต่ไม่…ซันจิ…ฉัน ‘พัง’ แล้ว และมันไม่นานเลยหลังจากที่เราแอบมาเจอกัน ที่ความสัมพันธ์ต้องห้ามถูกสร้างขึ้นมา”

“เรื่องของพวกเราต้องเป็นความลับ อย่างที่รู้ๆกันดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างวินสโม๊คและชาล็อตมันเป็นแค่ธุรกิจ ท่านพ่อไม่เคยชอบบิ๊กมัมแต่ผลประโยชน์มันคํ้าคอ” ซันจิพยักหน้าตอบเบาๆเป็นเชิงตอบรับ “ถึงจะได้เจอกันบ้าง แต่ว่าเมื่อพวกเราต่างได้ประโยชน์ที่ต้องการ แล้ววันหนึ่งผลประโยชน์นั้นหมดลง เจลมาก็จะออกเดินทางอีกครั้ง…พวกเราวินสโม๊คเป็นเหมือนนักเดินทาง เป็นอาณาจักรที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่แน่นอนต่างกับเกาะโฮลเค้กและชาล็อตที่อยู่นิ่งกับที่ไม่ไปไหน แล้วถ้าถึงเวลานั้นฉันก็คง…”

อิชิจิไม่พูดอะไรอีก และรอบนี้ซันจิเชื่อว่าเขาไม่มีอะไรจะเล่าอีกแล้ว เด็กสาวมองพี่ชายที่ก้มลงเอาหน้าแนบฝ่ามือตัวเองเงียบๆนั้นอย่างเห็นใจ ด้วยท่าทางที่แสดงออกมาตลอดเกือบทำให้เธอลืมไปเสียแล้วว่าต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหน มีวิทยาการมากเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วพี่ชายคนนี้ของเธอก็ยังคงเป็นมนุษย์…ร้องไห้ได้ เจ็บได้ และยังรักเป็น

ความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายยังสดใหม่ แต่ก็เต็มไปด้วยความจริงจัง ตรงไหนสักแห่งในคำพูดของอีกฝ่ายทำให้เด็กสาวเชื่อว่า พี่ชายของตนจะต้องเหน็ดเหนื่อยมากแน่ๆที่ทำได้เพียงแสร้งยิ้มไปวันๆ โดยที่ไม่มีเวลาไหนเลยที่จะไม่หวนคิดถึงความเป็นไปได้ที่ความลับจะถูกเปิดเผย

“นี่รู้อะไรไหม นายพังจริงๆนั่นแหละ” ซันจิกล่าวออกมาเป็นประโยคแรกหลังจากทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดีมานาน เรียกให้พี่ชายคนที่สองเงยหน้ามอง

เด็กสาวย้ายตัวเองมานั่งข้างๆผู้เป็นพี่ชาย ดันแว่นกันแดดที่เจ้าตัวสวมอยู่เสมอออก ใช้นัยน์ตาสีอความารีนจ้องสบดวงตาสีเดียวกันของอีกฝ่ายนิ่ง

“แต่เขากำลังซ่อมนายอยู่ ซ่อมด้วยความรู้สึกที่เรียกว่ารัก” เด็กสาวยิ้มจนตาหยี “เป็นผู้ชายที่ดีจังเลยนะ คาตะกุริคนนั้นน่ะ…ฉันควรเรียกว่าไงดีนะ พี่คาตะกุริดีรึเปล่าเขาจะมาเป็นพี่เขยนี่หน่า”

ซันจิหัวเราะตบท้ายให้คำพูดตัวเอง อดดีใจเล็กๆไม่ได้เมื่อเห็นว่าพี่ชายผมแดงเริ่มหน้าแดงตามสีผมไปเสียแล้ว ไม่ใช่ภาพที่หาดูได้บ่อยๆเลยคงจะดีไม่น้อยถ้าได้แอบถ่ายรูปเก็บเอาไว้

“สบายใจได้อิชิจิ อย่างที่บอกว่าฉันไม่เล่าให้ใครฟังหรอก ส่วนเรื่องที่นายกังวลมันก็ยังมาไม่ถึงนายก็ค่อยๆวางแผนรับมือไปก็ได้ แต่ถ้าทำอะไรไม่ได้พวกนายจะหนีไปด้วยกันเลยก็ไม่เลวนะ…แต่หลังจากนี้คงต้องระวังตัวมากกว่านี้ ดีแล้วที่คนที่มาเจอวันนี้เป็นฉันไม่ใช่อีกสองคนที่เหลือ” มือเรียวกุมมือพี่ชายหลวมๆ “นายไม่ได้อยู่คนเดียวนะ ถึงนายจะไม่เห็นฉันเป็นครอบครัวก็ตาม…แต่กับเรย์จูเขาก็เป็นพี่ชายที่ดีนะ นายคุยกับเขาได้แล้วฉันก็เชื่อว่าเขาจะรักษาความลับของนายไว้”

“เขาอยู่ใกล้กับท่านพ่อมากเกินไป และเชื่อฟังมากเกินไป…หรือจะพูดว่าขัดคำสั่งไม่ได้ก็อาจจะถูกกว่า ฉันไม่คิดว่าการเล่าเรื่องนี้ให้เรย์จูฟังจะเป็นเรื่องฉลาดเท่าไรเลย พวกเราทุกคนล้วนแล้วเป็นหุ่นเชิดในมือท่านพ่อทั้งนั้น ฉันเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติสามัญจนกระทั่งฉันเจอคาตะกุริ เขาทำให้ฉันเริ่มคิดว่าบ้านเราไม่ได้ ‘รัก’ กันสักเท่าไร

แปลกนะทั้งที่ฉันก็ไม่เคยแคร์อะไรมาก่อนแท้ๆ แค่ฟังคำชมจากท่านพ่อและทำอย่างที่ท่านต้องการเคยเป็นทุกอย่าง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมานั่งอยู่ที่นี่” อิชิจิสวมแว่นกลับไปแล้ว และแอบหลอกด่าเธอเล็กๆในประโยคคำพูดของเขาเพื่อปกปิดคำขอโทษเล็กๆของตน ท่าทางอ่อนแอปวดใจเมื่อครู่หายไปเหมือนเรื่องโกหก “ฉันจะกลับแล้ว”

แล้วเขาก็โหนตัวออกจากหน้าต่างห้องสบายๆอย่างไม่สนใจความสูง สมกับที่เป็นแนวหน้าของเจลมา ซันจิชะโงกหน้าออกจากหน้าต่าง อิชิจิให้ขาเพียงข้างเดียวเหยียบอยู่บนกรอบหน้าต่างของห้องด้านล่างห้องของเธอ เขาเงยหน้ากลับมามองเธอพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้เขากลับไปเป็นวินสโม๊ค อิชิจิอีกครั้ง

“…ขอบใจที่รับฟัง”

“แน่นอน”

 

…………………………………………………………..

 

เหมือนกับว่าความสัมพันธ์ของเธอกับพี่ชายคนที่สองของบ้านจะดีขึ้นนิดหน่อย แต่อย่างน้อยอิชิจิก็เลือกที่จะไม่ยิ้มเสแสร้งเวลาอยู่กับซันจิอีกแล้ว เรื่องนั้นเธอค่อนข้างพอใจมากทีเดียว เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปี รอยยิ้มแสยะของเขาก็ทำให้ตัวเธอสั่นได้เสมอๆ

อิชิจิมักใช้เวลาช่วงกลางวันกับการแย่งข้าวเที่ยงของเธอ จนในที่สุดซันจิก็ตัดสินใจทำข้าวกล่องเพิ่มให้กับพี่ชายผมแดงอีกกล่อง เขาดูแปลกใจที่มีส่วนของตัวเองด้วยแต่ก็ไม่ปฏิเสธจะรับเอาไว้ นอกจากนั้นเจ้าตัวก็จะนั่งแชทกับคนที่เธอเชื่อว่าต้องเป็นคาตะกุริแน่ๆเกือบจะตลอดเวลาที่มีโอกาส

“นายนี่…เหมือนสาวน้อยหัดมีความรักเลยอิชิจิ” ซันจิแซวขึ้นมาในช่วงเที่ยงของวันหนึ่ง

พี่ชายผมแดงที่นั่งก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์ตอบข้อความตั้งแต่เมื่อครู่เงยหน้าขึ้นมองเธอทันที บอกเลยว่าเขาซ่อนหน้าแดงๆของตัวเองไม่เคยได้เลยจริงๆ

“ไม่ใช่สาวน้อย แต่เรื่องหัดมีความรักก็ไม่เถียงล่ะนะ” แต่อิชิจิก็ยังเป็นอิชิจิ

“เกือบสนุกแล้วอีกนิดนึง” ซันจิยักไหล่แล้วคีบไข่หวานในกล่องข้าวใส่ปาก “พรุ่งนี้กินอะไรดี?”

“แกงกะหรี่”

ซันจิพยักหน้ารับ นี่ก็กลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้วที่จะคอยถามว่าพี่ชายอยากจะกินอะไรเป็นมื้อเที่ยง

“เธอทำอาหารอร่อย…” อิชิจิเปรยให้ซันจิเหลือบตามอง “ตอนที่เรย์จูไปสืบเรื่องเธอ ท่านพ่อหัวเสียมากที่รู้ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน ก็แค่แปปเดียวล่ะนะก่อนที่เขาจะพาเธอกลับมา แต่ฉันไม่ค่อยแปลกใจเท่าไรอาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นก็เจอกับเขาแล้วก็ได้ หรือจริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะรู้อยู่แล้วว่าเธอจะต้องเติบโตขึ้นมาเพื่อเป็นน้องสาวแบบนี้ คิดถึงตอนเด็กๆที่เธอชอบแอบเข้าครัวแล้วถูกทำโทษบ่อยๆเลยนะ”

ซันจิมองหน้าอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด กำลังจะบอกว่ายอมรับว่าเธอเป็นน้องสาวงั้นหรอ? เธอสมควรดีใจใช่ไหม…

“ไม่ค่อยเห็นพวกนายอยู่ด้วยกันเลยนะ ก็รู้อยู่หรอกว่านอนคนละห้องแต่ไม่ได้คุยกันบ้างเลยหรอ” เด็กสาวเปลี่ยนเรื่อง

“พวกเราไม่สนใจกันนักหรอก ได้ยินว่ามีบางครั้งนิจิก็ชวนยนจิไปเล่นเกมโต้รุ่งบ้าง แล้วหลังจากวันนั้นทั้งสองคนนั้นก็จะไม่มาเรียน ยังไงดีเหมือนสองคนนั้นสนิทกันมากกว่าฉันน่ะนะ นอกจากนั้นก็ต่างคนต่างอยู่ตามสไตล์บ้านเรานั่นล่ะ” อิชิจิยักไหล่ตอบ เริ่มคีบอาหารส่วนของตนเข้าปากบ้าง

“ไม่เปลี่ยนเลยนะพวกนายเนี่ย” เด็กสาวถอนหายใจ พลางหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบ “เพราะงั้นนายเลยมานั่งอยู่กับฉันได้ทั้งวันโดยที่เจ้าพวกนั้นไม่สนใจ?”

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ

“แต่ฉันคิดนะ…” เขาเริ่ม “ไม่ใช่แค่ฉันหรอกที่มี ‘ความลับ’”

เด็กสาวไม่ได้กล่าวอะไรนอกจากมองหน้าพี่ชายเล็กน้อย แน่นอนใครๆก็มีความลับไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญสักเท่าไรเลย ตราบใดที่ความลับยังคงเป็นความลับและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ซันจิก็เชื่อว่าไม่จำเป็นต้องใส่ใจก่อนพ่นควันสีขาวขึ้นไปในอากาศ

ในตอนนั้นเธอจึงไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าถามเขาว่าอยากได้ของหวานด้วยไหม แต่ถ้าซันจิจะพอมองเห็นอนาคตข้างหน้าได้สักสี่ห้าชั่วโมง เธอจะไม่มีทางพูดแค่นั้นแน่นอน…เด็กสาวมั่นใจ มั่นใจพันเปอร์เซ็นไปเลย!!

 

 

 

ซันจิรู้สึกว่าสถานการณ์มันคุ้นๆ เริ่มจากที่เธอออกมาซื้อวัตถุดิบทำกับข้าวที่หมดลงเหมือนทุกที อาจจะต่างกันตรงที่คราวนี้เธอมาคนเดียว เพราะคนอื่นๆติดกิจกรรมชมรมกันหมด และเธอก็ไม่ได้บังเอิญเจอพี่ชายในซอกตึกแล้ว แต่มันกลายเป็นว่าเธอโดนลากเข้ามากลางดง ที่พี่น้องหัวสองสีของตนกำลังจะมีเรื่องกับพวกนักเลงหัวไม้แทน…

ซันจิจำได้แม่นว่าเธอแค่เดินออกมาที่ท้ายเมืองเพื่อซื้อพวกปลาบ้าง ท้ายเมืองจะติดกับท่าเรือประมงอีกด้าน แน่นอนว่ามันจะต้องได้สัตว์ทะเลที่สดใหม่กว่าในตัวเมือง ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะมาเพื่อวัตถุดิบที่ดีและสดใหม่ แล้วก็บังเอิญเสียเหลือเกินที่ดันมาเจอเข้ากับกลุ่มคนที่กำลังจะมีเรื่องกัน ซันจิแอบตัวเข้ากับพุ่มไม้ข้างทางทันทีเมื่อเห็นจำนวนคน

ประสบการณ์การวิวาทตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเด็กสาวสอนว่า ถ้าไม่อยากลงสนามหรือต้องการจะเลี่ยงก็ไม่ควรทำตัวเป็นที่สนใจ แต่เครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนมารีจัวว์ของกลุ่มเด็กหนุ่ม ที่ล้อมใครสักคนเอาไว้ก็ทำให้เด็กสาวติดใจ

ทั้งๆที่เป็นถึงชนชั้นสูงเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ แต่ที่ไหนๆก็เหมือนกันหมดจริงๆ…ไม่ว่าจะสังคมแบบไหน ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป แค่ไม่คิดว่าจะมาหาเรื่องกันโจ่งแจ้งแบบนี้

ซึ่งมาคิดอีกทีพวกเขาก็หาที่สงบๆหาเรื่องกันแล้วนะ เพียงแค่เธอมาอยู่ผิดที่ผิดทางเท่านั้นเอง และในตอนที่คิดจะย่องกลับไปเงียบๆแล้วนั้น ใครคนหนึ่งก็กระชากตัวเธอออกจากพุ่มไม้ ลากให้เข้าไปยืนกลางวงล้อมด้วยอีกคนอย่างไม่เต็มใจ ให้เด็กสาวได้เห็นหน้าค่าตาคนที่กำลังจะโดนหาเรื่องทั้งสอง

“ยนจิ นิจิ!?/ซันจิ!?” สามพี่น้องประสานเสียงเรียกชื่อกันและกันออกมา มองหน้ากันเหมือนเห็นผี

“มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย!?” เด็กสาวขมวดคิ้วถาม

“นั่นมันคำถามของพวกเราต่างหาก!! เธอนั่นแหละมาทำอะไรที่นี่!?” นิจิกดเสียงตํ่าลอดไรฟันถามเด็กสาวอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

เถียงกันได้ไม่นานทั้งสามคนก็เงียบลง เพราะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุกดดันจากฝ่ายตรงข้าม นั่นแหละสุดท้ายเธอก็เลยโดนดึงเข้ามาเอี่ยวด้วย และตอนนี้ก็กำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมที่ดูจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กับสองพี่น้องที่ยังไม่เลิกทำหน้าตาหาเรื่อง ทั้งๆที่ฝ่ายตนกำลังเสียเปรียบด้านจำนวนคนแบบสุดๆอยู่

“อันที่จริงฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ฉันอยากกลับแล้วอ่ะ” ซันจิพยายามเจรจาด้วยการหันมองไปทางคนที่เหมือนหัวโจกของกลุ่ม “เพื่อนๆก็รออยู่ด้วย ถ้าฉันกลับไปช้าพวกนั้นอาจจะสงสัยแล้วก็ส่งคนออกมาตามก็ได้ พวกนายก็คงไม่อยากให้เรื่องมันแดงหรอกใช่ไหม?”

“อย่าพยายามต่อรองดีกว่าเจ้าหญิง เรื่องนี้มันไม่จบง่ายๆแค่คำพูดไม่กี่คำของผู้หญิงหรอกนะ” เสียงกร้าวคำรามตํ่า

เด็กสาวยกมือขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ อันที่จริงถ้าไม่จบด้วยการสู้กันจะดีกว่า เพราะเอาจริงๆก็คือเธอสงสารพวกเขา ที่ต้องมาเจอกับนักรบของเจลมาถึงสองคนรวมถึงตัวเธอเองด้วย แต่ถ้ามันจำเป็นก็คิดว่าไม่มีทางเลือก ห่วงก็แต่วัตถุดิบที่ถืออยู่เต็มสองมือนี่ล่ะ

“เจ้าพวกนั้นมันมาหาเรื่องพวกเราก่อน! ทำตัววางก้ามตลอด คิดว่าเป็นเจ้าชายของเจลมาแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง บางทีแค่เดินสวนกันก็โดนหาเรื่องแล้วอ่ะ! เป็นเธอจะทำยังไงล่ะเจ้าหญิง!”

สรุปสั้นๆว่ามาแก้แค้นกันนั่นเอง…

“คือว่านะฉันก็โดนเหมือนกันไอ้ที่ว่าเดินสวนกันก็หาเรื่องแล้วเนี่ย ปกติเจ้าพวกนี้เลยล่ะ…เข้าใจนะว่าพวกนายต้องโกรธมากแน่ๆ แต่ว่า…”

“ฉันไม่ได้ทำอะไรนี่ คนอ่อนแอก็อยู่ส่วนคนอ่อนแอ ไพร่ก็อยู่ส่วนไพร่ อย่ามาทำตัวเทียบเสมอกับฉันที่เป็นเจ้าชายนะ!” ยนจิตะโกนแทรกเด็กสาว ตอกกลับอย่างไม่เกรงกลัวอะไร ซันจิได้แต่กลอกตาอย่างเหนื่อยอ่อน พลางหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบไม่เข้าใจว่าจะทำให้เรื่องมันแย่ลงไปเรื่อยๆทำไมกัน

“ว่าไงนะ!? วินสโม๊คจะสักแค่ไหนเชียว พวกเราจัดการ!!” นั่นไง…ไปเปิดสวิตช์คนหัวร้อนเข้าให้อีกแล้ว สิ้นวาจาลั่นนั้นเหล่าเด็กหนุ่มอาวุธครบมือก็พุ่งเข้าหาทั้งสองคนกลางวงล้อมอย่างรวดเร็ว

อาวุธครบมือจริงๆ แถมยังเป็นอาวุธคนรวยเสียด้วยทั้งดาบยาวราคาแพงเอย ทั้งปืนเอย…เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มนักเลงมีระดับแตกต่างกับที่เด็กสาวเจอมาตลอดก็ว่าได้ แต่ถ้าใช้ปืนซะเป็นส่วนใหญ่แบบนี้คนถนัดสู้ระยะประชิดแบบเธอ ก็รู้สึกไม่ปลื้มสักเท่าไรเหมือนกัน

 

ผลั่ก!

“ไม่เอาน่าพวกนาย รู้อยู่ไม่ใช่หรอว่าวินสโม๊คเป็นเชื้อพระวงศ์แบบไหน” ซันจิตวัดขาเพียงทีเดียวก็เตะคนที่พุ่งเข้ามาออกไปสามคน “ฉันไม่อยากสู้เท่าไรหรอกนะ และถ้าพวกนายจะยอมถอยกลับไปดีๆ ฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเรื่องวันนี้ก็ได้”

สีหน้าแปรเปลี่ยนจากคึกคะนองเป็นตกตะลึงและระวังตัวอย่างรวดเร็ว พวกเขาเริ่มประเมินฝีมือเด็กสาวตรงหน้าใหม่ ท่าทางบอบบางแต่ไม่ได้เคี้ยวง่ายอย่างที่คิด…

ซันจิพร้อมวิวาทเต็มที่แล้วเหมือนกัน เธอไม่เคยเป็นผู้หญิงเรียบร้อยและจะไม่ขอเป็นด้วย! ยนจิกับนิจิที่เหมือนรอโอกาสนี้มาแต่แรกแล้ว พุ่งเข้าใส่ฝั่งตรงข้ามตะลุมบอนอย่างเมามัน

เด็กสาวสังเกตสองพี่น้องอยู่เงียบๆ แอบประเมินพลังของทั้งสองพร้อมกับตั้งรับอยู่ด้านหลัง ในบรรดาพี่น้องผู้ชายทุกคนนิจิเป็นคนที่เตี้ยที่สุด แรงน้อยที่สุด แต่เขาก็เปลี่ยนจุดด้อยทางกายภาพนั้นมาเป็นข้อได้เปรียบด้านความว่องไว เรียกได้ว่าจังหวะการต่อสู้ที่รวดเร็วเหมือนสายฟ้าของเขา หาตัวจับได้ยากสมฉายา ‘อิเล็กทริก บลู’ คงจะเป็นการยากแม้จะใช้ปืนเพื่อสยบวินสโม๊ค นิจิในสนามรบ ส่วนยนจิที่ตรงข้ามกับนิจิแทบทั้งหมดทั้งส่วนสูงและความเร็ว ดูเหมือนน้องคนเล็กของบ้านจะถนัดใช้แรงเข้าสู้มากกว่าใช้เทคนิค แต่ถึงจะใช้กล้ามเนื้อมากกว่าสมอง มันก็ไม่ง่ายนักหรอกถ้าคิดจะล้มเขาลง

“อ๊ะๆ ไม่เล่นปืนผาหน้าไม้นะจ๊ะ!” เจ้าหญิงคนสวยขยิบตาให้คนที่ทำท่าจะลอบกัดจากด้านหลัง

สีหน้ายั่วเย้าของเด็กสาวทำให้เหล่านักเลงชนชั้นสูงความอดทนตํ่าพุ่งเข้ามาอีกครั้ง อาวุธมีคมไม่สามารถแตะได้แม้กระทั่งปลายผมของบุตรีแห่งวินสโม๊ค ถึงจะถือถุงวัตถุดิบเอาไว้เต็มไม้เต็มมือ เธอก็ยังสามารถวาดลวดลายได้อย่างสง่างาม ตวัดขาเรียวเพียงครั้งเดียวก็ริบอาวุธอันตรายให้มาอยู่แทบเท้าได้อย่างง่ายดาย แม้กระทั่งสองหนุ่มที่อยู่ข้างเดียวกันก็ยังอดตกตะลึงไปเสียไม่ได้

“ยนจิ!”

ซันจิตะโกนเมื่อน้องชายคนเล็กหันมาสนใจเธอจนไม่ทันสังเกตคนที่จ่อปืนมาจากด้านหลัง นิจิกระโดดรวดเดียวยันไหล่กว้างของยนจิ ตีลังกาคงไปเตะคนเล่นงานทีเผลอเต็มแรงจนลงไปนอนกองกับพื้น ทั้งสองคนสู้กันโดยใช้ขาเป็นหลัก แทบจะไม่มีใครปล่อยหมัดออกไปเลยและนั่นทำให้เด็กสาวแปลกใจ โดยเฉพาะกับวินสโม๊คคนน้อง เขาคนนั้นชอบออกหมัดมากกว่าตวัดขาเตะ เพราะมันทำให้เขาสู้ได้ช้ากว่าปกติเข้าไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเลือกจะใช้แค่ลูกเตะเท่านั้น

 

ทำไมกันนะ?

 

ระหว่างที่มัวคิดเพลินๆอยู่ก็ถูกแขนแกร่งรวบลำคอจากด้านหลัง อาวุธอันตรายจ่อลงที่ข้างขมับเด็กสาว ซันจิลอบบ่นตัวเองในใจที่เอาแต่คิดโน่นคิดนี่โดยไม่ระวังหลังแบบนี้

“หยุดนะ! ไม่งั้นฉันจะฆ่ายัยนี่ทิ้งซะ!!” เขาคนนั้นตะโกนที่ข้างหูเธอ

เด็กสาวเบ้หน้าไม่พอใจทั้งเสียงที่ตะเบ็งน่ารำคาญ และแขนที่รัดแน่นยกตัวเธอขึ้นจนขาลอยขึ้นจากพื้น มันทำให้หายใจไม่สะดวกและสูบบุหรี่ก็ไม่สะดวกด้วยเช่นกัน แต่นี่มันก็น่าแปลกใจเพราะยนจิกับนิจิยอมหยุดแล้วหันมามองเธอ พวกเขามองหน้ากันเองเลิกลั่กเหมือนไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อดี

“เฮ้! ยัยนั่นไม่เกี่ยวนะ! นี่มันเป็นเรื่องระหว่างพวกเราก็อย่าเอาคนอื่นมาเอี่ยวด้วยสิ” ยนจินั่นเองที่ตะคอกกลับมา

“อย่ามาต่อรองดีกว่า เอาล่ะยอมอยู่เฉยๆซะแล้วฉันอาจจะไว้ชีวิตยัยนี่ก็ได้…ว่าไงล่ะ” นํ้าเสียงของคนที่จับตัวเธอไว้เอ่ยคล้ายผู้อยู่เหนือกว่า

นิจิกับยนจิกัดฟันแน่นเหมือนไม่อยากยอมรับ แต่กลับไม่มีใครขัดขืนอะไรอีกราวกับว่าจะยอมแพ้แล้ว ซันจิมองภาพนั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ความโกรธดีดผึงขึ้นในทันทีเมื่อเห็นว่าพวกพี่น้องทั้งสองคนทำท่าจะยอมโดนมัดแต่โดยดี และมันจะไปจบลงที่ไหนไม่ได้เลยนอกจากการถูกซ้อมโดยที่ไม่สามารถโต้ตอบได้

“เฮ้! นิจิ ยนจิ!!” เด็กสาวคนกลางตะโกนออกมาบ้าง เรียกความสนใจจากทุกคนให้กลับมามองอย่างสงสัย “ฝากถือของหน่อยสิ”

ซันจิโยนถุงกระดาษที่ถือเอาไว้ใส่มือสองหนุ่มที่รับมาถืออย่างงงงวย ดีดบุหรี่ที่คาบเอาไว้ขึ้นสูงจนส่วนที่จุดสูบและยังร้อนอยู่นั้น กระทบโดนหว่างคิ้วของคนที่บังอาจจับเธอเอาไว้ให้เสียจังหวะ ยกขาเตะสูงกระทบใบหน้าคนอวดดีเสียงดังสนั่น จนเขาเผลอปล่อยเด็กสาวให้เป็นอิสระอีกครั้ง

“เข้ามาหนุ่มๆ” เด็กสาวยั่วเย้าอีกครั้ง

แล้วมันก็สำเร็จเสียด้วย เพราะทุกคนไม่สนใจสองหนุ่มวินสโม๊คอีกแล้ว ต่างคนต่างก็พุ่งเข้าใส่เด็กสาวตัวเล็กๆกันอย่างบ้าคลั่ง แน่นอนว่าไม่มีใครเข้าไปถึงตัวเธอเลยเพราะรัศมีลูกเตะของอันรุนแรง จนเป็นฝ่ายที่เข้ามาหาเรื่องเองในคราวนี้ ที่ต้องยอมล่าถอยกลับไปตั้งหลักอย่างช่วยไม่ได้

ยนจิกับนิจิเองพอไม่มีตัวประกันแล้วทั้งสองก็กลับมาสู้ด้วยอีกครั้ง สามพี่น้องวินสโม๊คยืนระวังหลังกันและกัน ตั้งท่าพร้อมสู้ทันทีเมื่อได้โอกาสอีกครั้ง

“เอายังไงล่ะ? ยังอยากสู้อีกรึเปล่า ก็รู้แล้วนี่ว่าพวกเราไม่ได้เอาชนะได้ง่ายๆแค่เพราะพวกนาย เอ่อ…ยังไงดี คนมากกว่า?” ซันจิจุดบุหรี่มวนใหม่ออกมาจุดสูบ เย้าอีกฝ่ายด้วยนํ้าเสียงชวนให้หงุดหงิด

“คิดว่าพูดแบบนั้นแล้วพวกเราจะถอยหรอ อย่าไปกลัวพวกมันน่า! อาวุธพวกเราดีกว่าเห็นๆ ลุยเข้าไปเซ่พวกแก!!!” เด็กหนุ่มผู้ถูกเตะตอกส้นไปเต็มๆหน้าสะกดคำว่าเข็ดไม่เป็น

พวกลูกกระจ๊อกที่มีหน้าที่คล้อยตามก็พุ่งเข้าใส่เธอตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้จะอยากหนีกลับไปในตอนที่มีโอกาสมากกว่า แต่ก็ขัดลูกพี่ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน…

“ตกลงใครทำให้เรื่องมันยุ่งกว่าเดิมกันแน่” นิจิถอนหายใจ ก้มหลบดาบเล่มยาวอย่างว่องไว “พวกเรา…”

ยนจิถือถุงกระดาษของพี่สาวเอาไว้แนบอก กระทืบเท้าใส่คนที่ตั้งท่าจะวิ่งเข้าใส่พร้อมแสยะยิ้มมุมปาก ความสนุกสนานที่ได้วิวาทแต่งแต้มอยู่ทั่วใบหน้าวินสโม๊คคนเล็ก

“หรือว่าเธอ?” เด็กหนุ่มผมเขียวเติมประโยคพี่ชายให้เต็ม

“หนวกหูน่า มันเพราะพวกนายไม่ใช่หรอที่มาหาเรื่องแต่แรก ฉันก็สานต่อให้ไงไม่ดีหรอ? เอาก้มหน่อย!”

พูดไปพลางก็ยกแขนขึ้นผลักทั้งสองให้ก้มลงหลบอาวุธมีคม ยันแผ่นหลังของสองศรีพี่น้องแทนฐานส่งตัวขึ้นไป กางขาเป็นเส้นตรงถีบทีเดียวก็จัดการอีกฝ่ายไปได้หลายคน และลงไปยืนที่อีกฝั่งได้อย่างสวยงาม

“ฉันไม่ใช่แท่นกระโดดนะ” นิจิดูไม่สบอารมณ์เท่าไร

ขาแข็งแกร่งของพี่ชายคนที่สามตวัดตัดขาฝ่ายตรงข้าม แล้วปล่อยให้ยนจิกระโดดทิ้งตัวลงกระทืบตาม ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นยืนคว้ามือน้องสาวดึงเข้ามาใกล้ หลบกระสุนตะกั่วราคาแพงที่เฉียดไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น ทั้งสองคนต่อสู้ร่วมกันราวกับกำลังเต้นรำอยู่ และสลับคู่เต้นไปมาพร้อมถุงวัตถุดิบที่ถูกโยนเปลี่ยนกันถือ

ไม่นานฝ่ายวินสโม๊คก็ได้รับชัยชนะ และฝ่ายที่ไม่ยอมหนีแต่แรกก็นอนเดี้ยงกันหมด ไม่ตายแต่ก็น่าจะลุกไม่ขึ้นไปอีกพักใหญ่ๆทีเดียว

สองหนุ่มหันไปแท็กมือกันยิ้มร่า ส่วนซันจิก็จุดบุหรี่ตัวใหม่ขึ้นสูบบ้างวัตถุดิบทุกอย่างก็ยังปลอดภัยดีอยู่ในมือของเธอเอง งานวิวาทคงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาเข้าขากันได้ แต่คงไม่มีใครปฏิเสธหรอกนะว่านี่มันก็สนุกดี

“เฮ่อ…เย็นซะแล้ว งั้นฉันกลับก่อนนะหนุ่มๆ วันนี้สนุกดีไปนะ” ซันจิโบกมือลาตีเนียนทำท่าว่าจะเดินหนีไป แต่ก็ถูกแขนสองข้างของสองหนุ่มรวบตัวเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อนสิพี่สาว…”

“พวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน…”

สองหนุ่มเอ่ยออกมาเสียงเย็นซันจิเบะปากเมื่อถุงวัตถุดิบ ที่ถูกน้องคนเล็กขโมยไปถือ พลางดันหลังเด็กสาวให้ยอมเดินตามแต่โดยดี ซันจิหันกลับไปมองอย่างไม่สบอารมณ์ ทำท่าจะเอ่ยปากบอกว่าเธอเข้าใจแล้ว แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นภาพของเด็กหนุ่มที่น่าจะสลบไม่ได้สติไปแล้ว ที่ฝืนยกปืนเล็งมายังสองพี่น้องของเธออยู่

“หลบไป!”

เปรี้ยง!

ลูกตะกั่วที่ถูกเผาไหม้จนร้อนระอุที่ซันจิจำได้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยเจาะเข้าไปในขาของเธอ บัดนี้เธอได้สัมผัสมันอีกครั้ง…ยังคงเจ็บจนชาเหมือนคราวก่อน และคงฝังอยู่ในต้นขาของเธออีกเช่นเดิม ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเวลาจะยิงถึงชอบเล็งที่ขากัน

 

อาจะเพราะมันทำให้หนีช้าลง อืม…น่าจะใช่นะ

 

สองหนุ่มที่ถูกผลักออกหันมามองอย่างตกตะลึง ยนจิพุ่งออกไปคว้าร่างที่ล้มลงของเด็กสาวก่อนเธอจะล้มถึงพื้น ส่วนนิจิก็วิ่งกลับไปจัดการคนอวดดีที่บังอาจเหนี่ยวไกปืน

“ซันจิๆ! เฮ้!” ยนจิเขย่าร่างเด็กสาวอย่างร้อนใจ เมื่อเห็นเลือดสีสดที่หยดลงกับพื้น เขาไม่แน่ใจว่ามันไหลออกมาเยอะแค่ไหนเพราะเลกกิ้งสีดำที่เจ้าตัวสวมอยู่

“ฉันโอเค ไม่เป็นไร…” ซันจิกัดฟันตอบ จริงๆมันก็ไม่โอเคเท่าไร…เธอแน่ใจว่ากระสุนฝังอยู่ในขาเธอ

“ไม่นี่ไม่โอเค ยนจิแบกไปเลย”

นิจิหยัดกายขึ้นยืนเต็มส่วนสูงออกคำสั่ง เด็กหนุ่มอีกคนพยักหน้าแล้วหิ้วเด็กสาวขึ้นพาดบ่าพาวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของซันจิเลยแม้แต่น้อย

 

 

หลังจากต้องทนมองแผ่นหลังน้องชายแบบกลับหัวมาเกือบยี่สิบนาที ในที่สุดทั้งหมดก็มาถึงจุดหมายกันได้ในเวลาที่ท้องฟ้าใกล้จะมืดเต็มทีแล้ว ซันจิเดาจากเส้นทางว่าที่นี่น่าจะเป็นแถวๆโรงเรียน แต่ก็มึนหัวเกินกว่าจะหยัดกายขึ้นมามองดีๆว่าตรงนี้มันที่ไหนกันแน่

แล้วค่อยมาแน่ใจเอาตอนที่ยนจิปืนระเบียงขึ้นไปด้านบนว่าที่นี่คือหอพักชาย ไม่รู้ว่าทำแอบปีนขึ้นเป็นประจำรึเปล่า ถึงได้ดูชำนาญทางมากขนาดแบกเธอก็แล้วหิ้วถุงกระดาษก็แล้ว ก็ยังปีนขึ้นไปได้สบายๆ ห้องของสองพี่น้องดูจะสูงมากทีเดียวเพราะกว่าจะขึ้นไปถึงก็ใช้เวลาไม่น้อย และเธอรู้สึกแปลกไม่น้อยที่ต้องมามองพื้นที่ สูงขึ้นเรื่อยๆในสภาพที่ไม่ปลอดภัยนัก

แต่ทั้งสามก็ขึ้นมาถึงได้สำเร็จครบสามสิบสอง นิจิที่ปีนตามหลังขึ้นมาคอยบ่นตลอดทางว่าให้ระวัง ไม่ให้เลือดของซันจิหยดมาเป็นทางให้ถูกจับได้ ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่ายนจิจะทำได้เป็นอย่างดี

เขาพาเธอเข้าไปในห้องทันทีที่ปีนถึงระเบียง นิจิเดินนำเข้าไปเปิดไฟให้ทุกชีวิตได้เห็นความรกของห้อง ยนจิเอาขาเขี่ยๆสิ่งที่เดาว่าน่าจะเป็นห่อขนมกับเสื้อใส่แล้วโยนทิ้งส่งๆ เคลียพื้นที่ให้ว่างพอจะวางคนเจ็บกับถุงที่แบกมาตลอดทางได้ แล้วก็เดินหายเข้าไปในห้องฝั่งหนึ่ง ในขณะที่นิจิเปลี่ยนเสื้อผ้าแบบไม่เกรงใจน้องสาว

พอสบายตัวแล้วเขาก็กลับมานั่งตรงที่พอจะนั่งได้จ้องซันจิเขม็ง พร้อมกับยนจิที่เดินออกมาจากห้องพร้อมกล่องปฐมพยาบาลในมือ

“ขอดูแผลหน่อย” เขาพูดเสียงห้วนเดินเข้ามาหาเด็กสาว

มือเลิกกระโปรงสั้นขึ้นทันทีโดยไม่ขออนุญาตจนโดนขาเรียวยันโครมล้มไปนอนอีกฝั่ง

“ทำอะไรของเธอเนี่ย!? ฉันกำลังจะช่วยนะเฮ้ย!!” คนโดนถีบกุมจมูกโวยเสียงอู้อี้ ไม่เข้าใจคนที่หน้าแดงวาบแล้วเสหน้าหนีไปทางอื่น

“ยนจิฉันทำเอง” นิจิอาสาเมื่อเห็นว่าน้องชายน่าจะไม่เหมาะกับงานแบบนี้เท่าไร

บุตรชายอันดับสามของวินสโม๊คลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน นั่งลงเบื้องหน้าเด็กสาวหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกเปิด หยิบคีมสีเงินขนาดพอดีมือออกมาถือ สั่งกลายๆให้ซันจิเลิกกระโปรงขึ้นเล็กน้อย

เลกกิ้งสีดำทำให้มองยากแต่ก็ไม่เกินความสามารถคนทำแผล เพราะคงจะกระอักกระอ่วนเกินไปหน่อยถ้าจะขอให้อีกคนถอดมันออก กระสุนฝังอยู่ในต้นขาซ้ายของซันจิอย่างที่เธอคาดเดาเอาไว้ นิจิแหย่คีมเข้าไปควานหามันในแผล ความชาไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแปลกปลอมและเจ็บปวดทุเลาลง แต่ก็ดูเหมือนอีกคนจะพยายามทำให้เบามือที่สุดแล้ว

ซันจิจึงทำเพียงหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบเบี่ยงเบนความเจ็บปวดของตนเอง ไม่นานลูกตะกั่วก็ถูกดึงออกจากบาดแผล เลือดสีแดงสดติดมันมาด้วยจนดูน่ากลัว นิจิวางมันลงบนทิชชูที่ยนจิวางไว้ให้ และเริ่มทำการล้างแผลต่อ

“เดี๋ยวฉันจะซื้อให้ใหม่ก็แล้วกัน” นิจิเงยหน้าพูดกับเธอแบบนั้นหลังจากชั่งใจไปครู่หนึ่ง โดยไม่สนใจสีหน้างงงวยของซันจิ

ก่อนที่เธอจะเข้าใจในเวลาถัดมาว่าเขาหมายถึงอะไร กรรไกรคมกริบตัดแหวกเลกกิ้งของเด็กสาวออกจนเห็นแผลชัดเจน เลือดบนกางเกงแห้งไปแล้วและรอบๆแผลก็มีคราบเกรอะกรังติดอยู่ สำลีสีขาวสะอาดที่ชุ่มไปด้วยแอลกอฮอล์สีฟ้าซับล้างบาดแผลเบามือ ความแสบแล่นลิ้วขึ้นสูงจนขนลุกชันไปหมด

เด็กหนุ่มผู้ดูจะชำนาญในการทำแผลมากยังคงจัดการมันอย่างตั้งอกตั้งใจ บรรยากาศในห้องเงียบสงบขนาดยนจิก็ยังทำเพียงมองมายังพวกเธอนิ่งๆ

“คงไม่ได้จะพามาแค่เพราะจะทำแผลให้ใช่ไหม?” ซันจิเอ่ยถามขึ้นในที่สุด เมื่อไม่อยากจะทนกับบรรยากาศมาคุอีกต่อไป

ยนจิทำสีหน้าลำบากใจแต่ก็ไม่พูดอะไร เหมือนรอให้นิจิเป็นคนตัดสินใจพูดเองจะดีกว่า แล้วเธอก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆจากพี่ชายคนที่สาม

“ฉันจะเล่าก็ได้ เพราะคนฉลาดแบบเธอถ้าไปรู้เอาเองทีหลังพวกฉันจะลำบากเปล่าๆ” นิจิเริ่ม “…ยังไงสักวันเธอก็ต้องรู้อยู่แล้วตราบใดที่ยังเรียนอยู่ที่นี่”

“ฟังนะนี่เป็น ‘ความลับ’ ระหว่างเราเข้าใจไหม? อย่าให้ท่านพ่อรู้เด็ดขาดตกลงนะ!”

“แปลว่าคนอื่นก็รู้กันหมดแล้วหรอ?” ซันจิเอียงคอถามกลับ

“อ่า…ก็บอกแล้วว่าถ้าเรียนที่นี่ก็ต้องรู้อยู่แล้ว” นิจิยักไหล่ “เธอรู้ใช่ไหมว่าที่นี่มีชมรม”

เด็กสาวพยักหน้ารับเธอได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับเรื่องนั้น เพราะเพื่อนร่วมห้องของเธอเองก็มีชมรมเหมือนกัน อย่างวีวี่ก็อยู่ชมรมขี่ม้า รีเบคก้าอยู่ชมรมฟันดาบและชิราโฮชิที่อยู่ชมรมว่ายนํ้า เพียงแต่เธอไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่นี่ยังไง

“ฉันกับยนจิอยู่ชมรมเบสบอล”

“แล้วไงอ่ะ?” ซันจิยังตามไม่ทัน

“อย่าเพิ่งขัดได้ไหม กำลังจะพูดอยู่นี่ไง…คือพวกเราไม่ได้แค่อยู่เฉยๆ แต่พวกเราโคตรชอบมันเลยต่างหาก เธอเข้าใจไหม? ความรู้สึกที่ได้วิ่งข้ามเบสต่อเบสในสนาม…” นิจิเว้นวรรค

“ตวัดไม้หวดลูกหนังกลมๆ ใส่ถุงมือวิ่งตามมันโดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่น” แล้วยนจิก็พูดต่อ

สีหน้าทั้งสองคนดูมีความสุขมากทีเดียวเมื่อได้พูดถึงสิ่งที่ชอบ มันทำให้สองหนุ่มดีเป็นเด็กม.ปลายขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่เพียงนักฆ่าเลือดเย็นของเจลมา ซึ่งซันจิก็คิดว่านั่นเป็นเรื่องดี…แล้วทำไมมันถึงเป็นความลับกันล่ะ?

ท่าทางคำถามนั้นคงถูกถามออกไปผ่านสีหน้าของเธอ เพราะนาทีต่อมาหลังจากพรํ่าพูดถึงเบสบอลไปยกใหญ่ๆ นิจิก็กลับมาโหมดเคร่งเครียดพูดต่ออีกครั้ง

“แต่ท่านพ่อไม่ปลื้มไง…ยนจิเคยหลุดปากไปรอบหนึ่งแล้วพวกเราก็โดนเทศนายกใหญ่เลย รู้ไหมพวกเราไม่เคยโดนดุแบบนั้นมาก่อน ตอนนั้นช็อกไปเลย…แล้วหลังจากนั้นมันก็เหมือนจุดฉนวนคำถามในใจฉัน ว่าแบบทำไมฉันทำตามที่ฉันอยากทำไม่ได้? ก็เป็นลูกชายที่ดี เป็นเจ้าชายที่ดี เป็นนักฆ่าที่ดีมาตลอด แล้วทำไมฉันจะขอทำในสิ่งที่อยากทำบ้างไม่ได้?”

นิจิหยิบยาแปลกๆออกมาบรรจุไซริงค์ฉีดยา มันเปลี่ยนจากสีใสเป็นสีม่วงทันทีที่เข้าไปอยู่ในหลอด เขาฉีดมันลงไปในเส้นเลือดที่ใกล้แผลเธอมากที่สุด ความเจ็บแบบแปลกๆแล่นเข้ามาพร้อมกับยา ยนจิตรงเข้ามาล็อกแขนเด็กสาวอย่างรู้งาน เธอดีดดิ้นด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น

“เพราะงั้นพวกเราก็เลยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แล้วก็ทำตามใจกันต่อไป…ตราบใดที่ท่านพ่อไม่รู้ และยังส่งเรย์จูมางานประชุมผู้ปกครองแทน เรื่องมันก็จะไม่แดงออกไป…อย่างน้อยก็จนกว่าจะเรียนจบ” วินสโม๊คคนน้องต่อความในใจของพี่ชายจนจบ พร้อมยาที่ถูกฉีดเข้าไปหมดแล้ว

“นี่เป็นยาที่เรย์จูทำขึ้นมา มันรักษาแผลได้เร็วมากอีกสองสามวันรับรองไม่เหลือรอยแผลเป็น แต่ยังไงผ้าพันแผลก็ต้องเปลี่ยนล่ะนะตอนที่มันยังไม่หายดี เอาไปเผื่อก็แล้วกัน” นิจิพันผ้าพันแผลให้เด็กสาวแน่นตบท้าย หยิบผ้าแบบเดียวกันมายัดใส่มือเธออีกสองสามอันเป็นอันเสร็จพิธี

“ขอบใจ…ก็แล้วกัน” ซันจิฉีกขากางเกงเลกกิ้งข้างนั้นออก ปาดเหงื่อบนใบหน้าออกแผ่วเบา ก็หวังว่ายามันจะดีจริงอย่างที่อีกฝ่ายโฆษณานักหนาล่ะนะ

“มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ แต่มันสำคัญมากสำหรับพวกเรา…อันที่จริงนี่มันผิดมาก แต่เอาจริงๆนะมันก็ทำให้ฉันไม่ค่อยอยากเป็นเจ้าชายแล้ว…” ยนจิพูดขึ้นมาหลังจากเงียบไปนาน คำพูดแบบนั้นจากน้องชายผู้รักการได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนสูงศักดิ์เสมอมา ทำให้ซันจิหันไปมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ตอนวิ่งอยู่ในสนามแบบไม่ต้องห่วงสถานะอะไร ฉันเหมือนได้เป็นตัวเอง…เป็นครั้งแรกเลยที่ได้รู้สึกว่า ตัวฉันไม่จำเป็นต้องแบกรับชื่อวินสโม๊ค ไม่ต้องทำตามความคาดหวังของใคร แค่ทำในอย่างที่อยากทำวิ่งให้เต็มที่หวดไม้ออกไปสุดแรง…”

“ใช่…เป็นแค่สองพี่น้องนิจิกับยนจิแค่นั้น”

เหมือนที่พวกเขาบอกว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เธอเลยแม้แต่น้อย แต่เธอก็ยินดีที่จะได้ให้พี่น้องของเธอทำตัวสมกับเป็นเด็กม.ปลายเหมือนคนอื่นเขาบ้าง ดังนั้นเธอจึงยิ้มแย้มออกมาอย่างอดไม่ได้

“มีความฝันเป็นกับเขาด้วยพี่น้องฉัน สู้ๆก็แล้วกันนะฉันก็คงพูดได้แค่นี้เท่านั้น” ซันจิพ่นควันบุหรี่ออกมายาวๆ ไม่คิดว่าจะต้องมานั่งฟังความลับของเหล่าเจ้าชายวินสโม๊คติดๆกันแบบนี้ “ฉันไม่บอกใครหรอก เพราะถึงพูดก็ไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว…ส่วนเรื่องทะเลาะกันเนี่ยก็เพราๆลงหน่อยดีกว่าไหม แขนสำคัญสำหรับเบสบอลมากไม่ใช่หรอ พวกนายถึงเลี่ยงจะใช้มันต่อสู้”

ทั้งสองคนมองหน้าเด็กสาวช่างสังเกตด้วยสีหน้าทึ่งๆ นิจิผิวปากชมว่าประทับใจนิดหน่อยในขณะที่ยนจิทำหน้าเหลอหลา

“ว่างๆจะมาดูพวกเราแข่งบ้างก็ได้นะ จะแสดงฟอร์มที่ดีที่สุดให้ดูเลย” ยนจิยิ้มกว้าง

“ก็เอาสิถ้านายไม่กลัวจะโดนจับได้เพราะไอ้นี่นะ” เด็กสาวยกมือให้อีกฝ่ายเห็นกำไลเจ้าปัญหา “กลับก่อนนะ ป่านนี้เพื่อนๆคงเป็นห่วงมากแล้ว พวกนายก็หัดเก็บกวาดห้องกันซะบ้างนะ”

“กลับได้รึเปล่าขาแบบนั้นน่ะ ให้ยนจิไปส่งดีกว่า…ยนจิไปเร็ว” นิจิพยักพะเยิดให้น้องชายไปทำหน้าที่

ซันจิเหนื่อยจะเถียงเธอจึงยอมกระโดดขึ้นหลังเด็กหนุ่มแต่โดยดี โดยที่มือหนึ่งก็ยังถือถุงวัตถุดิบเอาไว้ ก่อนที่วันหนึ่งวันของเด็กสาวก็จบลงอีกครั้ง

ใครจะไปคิดว่าตัวเธอจะได้รู้จักตัวตนอีกแง่หนึ่งของเหล่าพี่น้องรวดเร็วขนาดนี้ นั่นทำให้เธอค่อยๆเปลี่ยนมุมมองที่เคยมองพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง อดีตระหว่างพวกเราอาจจะมีร่วมกันแบบไม่สวยนัก แต่ว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ก็กำลังสอนเธอว่า แม้แต่เหล่าเจ้าชายผู้โหดร้ายก็เปลี่ยนแปลงตัวเองได้

ไม่แน่นะในอนาคตพวกเราก็อาจจะมีโอกาส…มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง…

ซันจิหลับตาลงเมื่อคิดไปถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น และมีความเป็นไปได้แสนน้อยนิด ก่อนจะสลัดมันทิ้งไปและเริ่มคิดเรื่องที่น่าเป็นห่วงจริงๆอย่างจะกลับไปแก้ตัวยังไงดี หรือพรุ่งนี้จะหาเลกกิ้งที่ไหนใส่แทน

 

……………………………………………………..

 

ณ เดรสโรซ่า เมืองแห่งความรักเร่าร้อน

ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงชะลูดพิงกำแพงอยู่มุมหนึ่ง ใกล้กับเงามืดของซอกตึกที่ห่างไกลกับแสงสีของตัวเมืองเพียงช่วงตึกเดียว

“รู้ใช่ไหมว่าเวลาเหลือน้อยลงเรื่อยๆ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาจะเริ่มงานเลี้ยงนํ้าชาเมื่อไร” เขาคนนั้นเอื้อนเอ่ยราวพูดกับตัวเอง “เว้นเสียแต่จะมีคน ‘ใน’ ช่วย ฟุฟุฟุ”

“รู้ไหมฉันไม่เคยชอบนายเลยจริงๆ ทำไมไม่ให้คุณคร็อกโคไดล์มา” เสียงหนึ่งตอบกลับมากเงามืดด้านหลังซอกตึก เขาคนนั้นเองก็พิงหลังลงกับผนังอีกด้านหนึ่ง “แต่ฉันจะพูด…พูดเพื่อ ‘เธอ’ นายเข้าใจใช่ไหม”

“แน่นอน ทุกอย่างเพื่อ ‘เธอ’” ชายหนุ่มในชุดเฟอร์สีชมพูกดนํ้าเสียงล้อเลียนกวนอารมณ์ให้กลายเป็นจริงจังในประโยคแรก และกลับเป็นเหมือนเดิมในประโยคตบท้าย “แล้วก็นะฉันจะไม่ให้เขาออกมาเดินในย่านนี้ดึกๆดื่นๆแบบนี้หรอกน้า เดรสโรซ่าที่เร่าร้อน จะร้อนแรงมากยิ่งขึ้นยามคํ่าคืน”

 

………………………………………………………………

 

“ป๊ะป๋ารู้หรอว่าทุกอย่างมันจะกลายเป็นแบบนี้” เสียงเล็กๆเอ่ยถามในความมืด ในมือของเด็กสาวกอดตุ๊กตาชื่อดังตัวใหญ่เอาไว้แน่น ที่แขนเสื้อเธอยังชื้นด้วยนํ้าตาที่เพิ่งยอมหยุดไหลได้สักที “ถ้าเขารู้ว่าป๊ะป๊ารู้แต่ไม่บอกเขา เขาจะต้องโกรธมากแน่ๆ”

“อ่า แต่ถ้าพูดแล้วมันเปลี่ยนทุกอย่างได้ ฉันก็คงพูดไปแล้ว” ใครอีกคนตอบขึ้นมาแทน นํ้าเสียงที่มักจะขี้เล่นของเขาดูนุ่มทุ้มจริงจังกว่าทุกที “สิ่งเดียวที่เราทำได้คือปล่อยให้มันเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับมัน…การสูญเสียมันเจ็บปวด ฉันเข้าใจดี เด็กคนนั้นจะยอมรับได้และลุกขึ้นสู้อีกครั้งเพราะเขาเป็นคนแบบนั้น”

“พร้อมแล้วใช่ไหมสำหรับการฝึก” คนที่เงียบมาตลอดพูดออกมาในที่สุด

“ผมพร้อมเสมอที่จะแข็งแกร่งขึ้น” เสียงแหบพร่าทุ้มตํ่าตอบกลับอย่างมุ่งมั่น

ดาบจริงถูกหยิบลงจากชั้นวาง ดวงตาคมดุจเหยี่ยงสะท้อนแสงแวววาบกับคมดาบกล้าชั้นเยี่ยมในมือ เขาโยนดาบทั้งสามเล่มให้กับผู้เป็นลูกชาย นํ้าหนักที่ต่างกับดาบไม้ที่ใช้ฝึกซ้อมมาตลอดไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มสะทกสะท้าน เขาจับดาบทั้งสามเล่มในตำแหน่งเดิมของตน อดรู้สึกไม่ได้ว่าร่างกายหน่วงขึ้นเพราะนํ้าหนักของมัน

อีกฝ่ายหยิบดาบดำออกมา ด้ามดาบประดับอัญมณีหรูหราและคมดาบสีดำยาว นั่นคือดาบดำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก สมกับที่เจ้าของของมันคือนักดาบอันดับหนึ่งของโลก เขาฝึกซ้อมกับมันเสมอๆแต่ไม่ได้นำมันมาฝึกกับลูกชายสักเท่าไร เพราะทุกครั้งที่เขาหวดดาบ พลานุภาพการทำลายล้างไม่เคยจบลงง่ายดาย

“เข้ามาเจ้าลูกชาย ถึงเวลาเป็นนักดาบที่แท้จริงแล้ว!”

 

 

 

 

ยังมีใครรออยู่ไหมอ่าคะ แง ขอโทษที่หายไปนานนะคะ

เราไม่ทิ้งเรือนี้แน่นอนค่ะ แม้จะลงเรืออื่นไปด้วยมากมายก็ตาม ฮาๆๆ

[Grandmasterki] : Teen’ shilly-shally

หัวข้อ Week 04 “Knowledge talks, wisdom listens” : คณะครุศาสตร์ สาขาศิลปศึกษา

P.S. เข้าร่วมกิจกรรม #จะHeroไปไหน ในหัวข้อ Week 04

 

ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน มันต่างกันด้วยสภาพแวดล้อมที่คนคนนั้นใช้ชีวิตอยู่ รสนิยมส่วนตัวและปัจจัยภายในภายนอกอีกมากมายหลายอย่าง แต่จุดร่วมของส่วนที่ดีที่สุดและคล้ายคลึงกันที่สุดของช่วงเวลาที่ผู้คนประสบพบเจอเหล่านั้น ก็เป็นอะไรที่ง่ายดาย เป็นอัตตาที่สุดและเป็นสัจธรรมที่สุดซึ่งไม่ว่าจะผ่านมายาวนานกี่สหัสวรรษผู้คนก็ยังคงรับรู้มันได้จากหัวใจอย่างแท้จริง และนั่นคือแววตาที่เปล่งประกายด้วยแสงสีที่แสดงถึงอารมณ์อันแสนงดงาม

และเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกันอย่างถึงที่สุดสำหรับแววตาเย็นชาว่างเปล่าเบื้องหน้าของเขาในยามนี้…

 

 

“’ไงคนสวยมานั่งทำไมมานั่งทำหน้าเหมือนโลกจะล่มสลายแล้วแบบนั้นล่ะ?” ในที่สุดเสียงทุ้มก็ตัดสินใจทักออกไป

‘แกรนมาสเตอร์’ หรือชื่ออื่นๆที่ผู้คนอยากจะเรียก คือสรรพนามที่ใช้แทนตัวของเขา…ชายหนุ่มที่ออกจะเหลือน้อยไปสักหน่อย เจ้าของใบหน้าที่ประปรายด้วยร่องรอยตามกาลเวลาซึ่งครั้งหนึ่งคงเจ้าชู้ประตูดินไม่มากก็น้อย ฉีกยิ้มยั่วเย้ารับหน้าตามประสาคนขี้เล่น นัยน์ตาที่ฝ่าฝางไปตามกาลเวลาแต่ไม่คิดซุกซ่อนประกายความซุกซนหลิ่วเล่นให้เด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าหลายรอบเบื้องหน้า

นัยน์ตาเย็นว่างเปล่าสีมรกตเงยสบ บางสิ่งบางอย่างกระแทกเข้ากลางใจจนพ่อสิงห์แก่ดูจะหนุ่มแน่นขึ้นมาทันตาเห็น จังหวะการเต้นหัวใจที่สมํ่าเสมอมาตลอดหลายปี ลิงโลดขึ้นมาเพียงเห็นใบหน้าสะสวยเกินชายผินหนีอย่างไม่ใคร่จะใส่ใจ

“รู้ไหมนี่ไนต์คลับนะ เด็กๆน่ะเข้ามานั่งเล่นไม่ได้หรอกน้า” นํ้าเสียงเคล้าเทคนิคเพลย์บอยเย้ายั่วเรียกความสนใจ แขนภายใต้เสื้อตัวยาวสีเหลืองส้ม กับเนื้อผ้าสีฟ้าที่พยายามแล้วที่จะไม่คุมโทน เท้าลงกับเคาน์เตอร์สีขาวสลับแดงอุปสรรคหนึ่งเดียวที่กั้นขวางตัวเขากับเด็กหนุ่มหน้าสวยตรงหน้า

นัยน์ตาสีแปลกหรี่สำรวจอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน เรือนผมสีดำหวีเสยเปิดหน้าผากกว้างยาวระต้นคอ ใบหน้าที่ติดไปทางสวยเข้ากันได้ดีกับผิวขาวเนียนค่อนไปทางซีดเล็กน้อย เสื้อผ้าที่สวมยังคงเป็นเครื่องแบบโรงเรียนมัธยมปลายที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงทั้งด้านคุณภาพและค่าใช้จ่าย อีกฝ่ายก้มหน้าลงเล็กน้อยใช้นัยน์ตาที่วาววับราวกับมีนํ้าคลอหน่วงอยู่เป็นทุนเดิมมองเงาสะท้อนของแสงสีหลากหลายที่สาดส่องไปทั่วไนต์คลับ ‘ซาคาร์’ แห่งนี้

“ไม่ใช่เด็กสักหน่อย…” คนสวยพึมพำตอบด้วยนํ้าเสียงทุ้มนุ่มติดสำเนียงเมืองผู้ดี

“เห? งั้นอายุเท่าไรแล้วงั้นหรือคนสวย?” ใบหน้าแต้มแต่งลวดลายด้วยเครื่องสำอางตามสมัยนิยมพอเป็นพิธี ยื่นเข้าไปใกล้ให้คนอายุน้อยกว่าชะงักผงะตัวถอยหนีไปเล็กน้อย

นัยน์ตาสีมรกตฉายแววดื้อรั้นอยากเอาชนะ ก่อนยืดตัวนั่งตรงอย่างรักษาท่าทีเอ่ยตอบเต็มเสียงชวนให้นึกถึงพวกลูกคุณหนูในตระกูลใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น

“18 แล้ว”

แกรนมาสเตอร์แย้มยิ้มกรุ้มกริ่มเอ็นดู ในใจทวีความรู้สึกโลดแล่นมากขึ้นอย่างไม่อาจจะควบคุมได้ มือหยาบคว้าแก้วค็อกเทลขอบกว้างออกมาวางตรงหน้าเจ้าของเรือนผมสีรัตติกาล ขยับหยิบใบสะระแหน่บดละเอียดเติมลงไปในแก้วตรงหน้าพร้อมนํ้าเชื่อมอุ่นๆ นํ้าแข็งก้อนกลางโดนใส่ตามเคล้าวิสกี้เบอร์เบินท์พอหอมปากหอมคอ ตบท้ายด้วยใบสาระแหน่สดตกแต่งที่ข้างแก้ว

“Mint Julep ครับผม” มือหยาบดันฐานแก้วเชิญชวน

เด็กหนุ่มมองอย่างชั่งใจ แต่เมื่อสบกับนัยน์ตาแฝงแววท้าทายเล็กๆนั้นเขาก็หยิบเจ้าเครื่องดื่มสีใสเบื้องหน้าขึ้นมาจรดริมฝีปากสวยดื่ม กลิ่นมิ้นท์เป็นสิ่งแรกที่ตีเข้ามาในโสตรับสัมผัสก่อนความสดชื่นจะพัดเข้าใส่ตามสรรพคุณอันควร ใบหน้าสะสวยที่เคร่งเครียดคลายความกังวลลงหลงเหลือเพียงความตื่นเต้นที่จริงใจ

“อร่อยใช่ไหม?” รอยยิ้มเอ็นดูถูกฉีกกว้างจนตาหยีจากคนที่เท้าคางลงกับมือ ใจลิงโลดไปด้วยความรู้สึกราวเด็กหนุ่มแรกรักที่ทำให้คู่เดทแรกแย้มยิ้มน่ารักออกมาได้

คนที่เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่าทำตัวเสียฟอร์มออกไปวางแก้วที่เหลือแต่สะระแหน่แล้วลงที่เดิม ยืดหลังตรงกระแอมไอวางมาดคุณชาย ชายตามองอีกฝ่ายไว้ที

“ก็ใช้ได้ล่ะนะ” เสียงนุ้มอ้อมแอ้มบอก

“แล้วตกลงคนสวยมานั่งหน้าเศร้าทำไมในที่อโคจรมืดๆคํ่าๆแบบนี้…นี่ขอป๋าเดาก่อนนะหนู ทะเลาะกับพ่อแม่แล้วหนีออกจากบ้านมา แล้วก็ไม่อยากรีบกลับบ้านแต่ก็ไม่รู้จะไปไหนก็เลยหลบมาอยู่ตามผับตามบาร์ เขาจะได้ตามหาไม่เจอ…ประมาณนี้รึเปล่านะ?” แกรนมาสเตอร์จ้องเด็กหนุ่มด้วยดวงตาของผู้ผ่านโลกมามากกว่า

ชั่วขณะหนึ่งเด็กหนุ่มรู้สึกราวกับว่าอีกฝ่ายสามารถจะรับฟังเรื่องของเขา ชั่วขณะหนึ่งก็ราวกับว่าคนแปลกหน้าตรงหน้าจะเป็นที่พึ่งพิงให้ตัวเขาที่สับสบได้…

“ขออีกแก้วสิ…ที่แรงกว่านี้” เด็กหนุ่มปัดมาดและศักดิ์ศรีทิ้งไปในเวลานี้ เรียกร้องขอในสิ่งที่ตนไม่ใคร่จะชื่นชอบสักเท่าไรนิ่งๆ

แกรนมาสเตอร์ยันกายกลับมาประจำตำแหน่ง แสงสีเสียงยังดังกระหึ่มเคล้าผู้คนที่โยกย้าย แต่ความสนใจของชายหนุ่มเหลือน้อยกลับหยุดอยู่ที่เจ้าแมวดำตัวสวยหลงทางเบื้องหน้าอย่างไม่อาจหักห้ามใจได้ มือหยาบย่นของผู้ผ่านโลกมานานคว้าวอดก้าเข้ารินในเชกเกอร์อะลูมิเนียม ผสม Cointreau เคล้าไปกับนํ้ามะนาวและนํ้าแครนเบอร์รี่พอประมาณ ขยับแขนรวบมันเข้ามาในมือเขย่าด้วยจังหวะชํ่าชองที่จดจำได้จะหลับตา ไม่ช้าไม่นานก็ได้เครื่องดื่มสีชมพูเข้มรินลงในแก้วค็อกเทล ตบท้ายด้วยส้มฝานบางประดับที่ขอบแก้ว

“สำหรับคืนนี้นะคนสวย แค่ Cosmopolitan ก็พอแล้ว”

“นี่มันค็อกเทลของผู้หญิง…” โลกิพึมพำ

ช้อนตามองค้อนแง่งอนกับคนที่ราวกับจะเปรียบเทียบตัวเขากับพวกสาวๆที่นิยมชมชอบดื่มอะไรเบาๆ แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้วว่าจะปัดทุกอย่างที่เป็นตัวเองออกไป เขาจึงทำเพียงจรดริมฝีปากเข้าที่ขอบแก้วกระดกดื่มเครื่องดื่มหวานอมเปรี้ยวลงคออย่างเชื่องช้า

แก้วถูกวางลงกับเคาน์เตอร์ไม้ ใบหน้าขาวเห่อแดงเล็กน้อยเพราะสูตร Cosmopolitan ที่เพิ่มปริมาณวอดก้าตามชอบใจของเจ้าของซาคาร์ตกศิลปะ

“ก็ไม่แย่ใช่ไหมล่ะ หึๆ” แกรนมาสเตอร์หัวเราะขบขัน เท้าคางลงกับเคาน์เตอร์อีกครั้ง หลิ่วตาให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มหมาหยอกไก่อีกตามเคยรอโดยไม่เร่งเร้าให้แมวดำตัวสวยเอ่ยปากเล่าเรื่องหนักใจออกมา

“นายต้องชงที่แรงกว่านี้มาอีกในระหว่างที่ฉันเล่า” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ถูกยกประดับมุมปาก นัยน์ตาที่หยาดเยิ้มด้วยฤทธิ์เครื่องดื่มรสแรงหยอกเย้าให้คนมองใจเต้นเล่นๆ

และแน่นอน…แกรนมาสเตอร์ไม่แม้แต่จะมีความคิดขัดบัญชาราชินีเลยแม้แต่น้อย

“ฉันน่ะ…เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆ…” ข้อความแรกหลังจากเงียบไปนานคือความเป็นจริงที่เด็กหนุ่มเพิ่งจะได้รับรู้โดยบังเอิญเมื่อไม่นานมานี้ “คือจะว่าไม่ระแคะระคายเลยมันก็ไม่ใช่หรอก ฉันก็สงสัยมาตั้งแต่เด็กๆแล้วว่าทำไมพ่อแม่กับพี่ผมทองตาฟ้า แล้วมีแต่ฉันที่ผมดำตาเขียว…แต่ฉันก็ไม่อยากคิดในแง่นั้น พอตัวเองเริ่มสงสัยขึ้นมาฉันก็มักจะเลี่ยงมันเสมอ จนกระทั่ง…”

โลกิกระพริบตาครั้งหนึ่ง ขยับหยิบ Cosmopolitan แก้วที่สองเข้ากระดกดื่ม ปาดของเหลวสีสวยที่มุมปากออกลวกๆก้มมองมือซีดขาวของตัวเองอย่างเลื่อนลอย

“จนกระทั่งตอนที่ฉันต้องหยิบเอกสารไปเตรียมสมัครเข้ามหาวิทยาลัย…มันชัดเจน…มันชัดเจนมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วแท้ๆ ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่พ่อจะรักพี่มากกว่า ที่จริงฉันมันก็แค่ลูกบุญธรรม…ลูกของเพื่อนผู้ล่วงลับ เขาเคยพูด…ว่าเราทั้งสองคนจะมีคนหนึ่งที่ได้รับสืบทอดบริษัทต่อจากเขา แต่นายรู้อะไรไหมมาสเตอร์?” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสบตาสีแปลกของอีกฝ่าย กระพริบตาทิ้งนํ้าใสๆให้ตกลงระข้างแก้ม “มันไม่เคยเป็นฉันมาตั้งแต่แรกแล้ว…”

ชายผู้ผ่านโลกมามากมองนํ้าตาอีกฝ่ายด้วยใจที่บีบรัดอึดอัด มือสองข้างกำแน่นด้วยอารมณ์หลากหลายที่ประเดประดังเข้ามาไม่จบสิ้น

มือหยาบเอื้อมออกไปปาดหยดนํ้าเปียกชื้นออกให้อย่างอ่อนโยน แววตากรุ่มกริ่มขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง เหมือนๆกับรอยยิ้มที่แย้มให้สะกดสายตาเด็กหนุ่มไว้ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะยกมือเรียวของตนขึ้นจับมือข้างนั้น แนบใบหน้าลงกับความอ่อนโยนจากคนแปลกหน้า ปลดปล่อยความคับแน่นในอกอย่างเงียบงัน

ราวกับโลกทั้งใบถล่มลงในพริบตา วินาทีที่เขาออกวิ่งจากบ้านมาในหัวนั้นช่างว่างเปล่า ช่วงเวลาชั่วชีวิตที่ใช้ร่วมกันมากลายเป็นเหมือนภาพถ่ายในอัลบั้มรูปที่ถูกปากกาสีแดงขีดละเลงจนเหลือเพียงเขาในความทรงจำ ความรักความอบอุ่นทั้งหมดที่เคยรู้สึกว่าได้รับอยู่บ้าง กลับแผดเผาตัวเขาและแช่แข็งอย่างเลือดเย็นด้วยความเย็นชาจากบิดาที่เคยได้รับ…ในท้ายที่สุด ตัวเขาเป็นใครกันแน่? อยู่ไปเพื่ออะไรกันแน่?

เขาเคยคิดว่าตนเองจะสามารถเป็นลูกที่พ่อภูมิใจได้ แต่ไม่เลย…แม้เขาจะเรียนเก่งกว่าพี่ชายมากแค่ไหน เป็นเด็กดีอยู่ในกรอบที่เขาอยากให้เป็นมากแค่ไหน เขาก็ต้องยอมรับความจริงที่แสนเจ็บปวด

เขาไม่เคยสู้พี่ชายได้ ไม่เคยแม้แต่จะเป็นคู่แข่งกับอีกฝ่าย ไม่เคยทัดเทียม…ไม่เคยเลยที่จะถูกมองว่าเป็นลูก เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว…

“ฉันน่ะ…ฉัน…” เด็กหนุ่มเพียงพึมพำในลำคอ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว

ใบหน้างดงามแสนเศร้าสร้อยก้มลงเก็บซ่อนความน่าอายที่ตนแสดงออกไป ครู่หนึ่งก่อนเงยหน้ากลับขึ้นมาสบตาด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ดวงตายังคงหยาดเยิ้มและเติมเต็มด้วยการตัดสินใจ มือเรียวปาดนํ้าตาออกเหมือนไม่เคยมีมันมาก่อน ลุกขึ้นยืนโดยพลันเซเล็กน้อยชวนให้รู้สึกเป็นห่วง ก่อนจะเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปยืนกลางฟลอเต้นท่าทางทุลักทุเลและมึนงงเล็กน้อย แต่ก็ยังหันมาแย้มยิ้มซุกซนให้กับเขาที่จับจ้องไปอยู่ก่อนแล้วด้วยความเป็นห่วง และสนใจอยู่ในทีว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรต่อไป

เด็กหนุ่มแสนสวยเดินเข้าไปป้องปากกระซิบกระซาบอะไรสักอย่างกับดีเจย์ประจำคํ่าคืนนี้ ก่อนได้รับไมโครโฟนมาถือ  พร้อมทำนองครึกครื้นของบทเพลงคึกคักที่ค่อยๆสงบลง แว่วเสียงฮือฮาของเหล่านักท่องราตรีในเชิงแปลกใจและหัวเสีย ก่อนที่ทุกสรรพสำนวนจะพร้อมใจกันเงียบลง เมื่อแสงสปอตไลท์สาดส่องไปยังเด็กหนุ่มท่าทางเหมือนพวกลูกคุณหนู ซึ่งโดดเด่นขึ้นมากลางฟลอ

ดวงตาหยาดเยิ้มสะกดทุกสายตาได้เป็นอย่างดี แล้วทำนองบทเพลงเนิบนาบก็ดังขึ้นเชื่องช้า เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอื้อนเอ่ยขับขานบทเพลงออกมาเป็นท่วงทำนองไพเราะเสนาะสำเนียง เนื้อหาของบทเพลงที่กล่าวถึงความเศร้าจากเรื่องราวมากมายที่ต้องประสบพบเจอมาตลอดชีวิต และแม้จะดิ้นรนมากเท่าไรก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้นเลยแม้แต่นิด ทว่าตัวละครเอกของบทเพลงก็ยังคงกลํ้ากลืนฝืนทนและมีชีวิตอยู่ต่อไป

ไม่ว่าจะคิดไปเองหรือไม่ แกรนมาสเตอร์ก็รู้สึกราวกับกำลังจ้องสบดวงตาคู่สวยนั้นอยู่ มันวาวระยับเจ้าเล่ห์เพียงครู่ก่อนจังหวะเพลงจะเปลี่ยนไป เสื้อนอกแขนยาวถูกถอดโยนออกไปพร้อมเนคไทที่คลายลงจากตำแหน่งประจำกระดุมเม็ดที่สอง เสียงผู้ชมที่เงียบสงบเพราะซาบซึ้งกับบทเพลง รํ่าร้องกรี๊ดกร๊าดออกมาอีกครั้งกับโชว์แปลกใหม่ตรงหน้า นักร้องนำผู้ครอบครองเวทีไปแต่เพียงผู้เดียวยึดเสาเหล็กมั่น ยกร่างของตนขึ้นโน้มศีรษะลงมาตํ่าหยอกล้อกับเหล่าผู้จับจ้องด้วยรอยยิ้มยั่วเย้า

“เชื่อเขาเลยสิ” เสียงทุ้มพึมพำ

ร่างสูงผละจากเคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้ม อ้าแขนออกกว้างยามเด็กหนุ่มทิ้งแผ่นหลังลงจากเวที รับเจ้าลูกแมวเจ้าเล่ห์เข้ามาโอบอุ้มเอาไว้อย่างเต็มอกเต็มใจก้มมองใบหน้าแดงระเรื่อที่ฉีกยิ้มสนุกสนานออกมา แขนเรียวยกขึ้นกอดคอเขาเอาไว้เอนศีรษะซบเข้ากับอกแกรนมาสเตอร์ หัวเราะคิกคักค้างเล็กน้อยอย่างคาดเดาอารมณ์ที่แท้จริงไม่ได้

ชายหนุ่มเหลือน้อยเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์อีกครั้ง ปล่อยให้ดีเจย์ทำหน้าที่ของตนต่อจากเด็กหนุ่มในอ้อมแขนอย่างลื่นไหล บรรยากาศเริ่มกลับไปสู่ความปกติอีกครั้งแต่เด็กหนุ่มปริศนาในอ้อมแขนก็ยังไม่เลิกทำให้เขาใจเต้นเสียที

“สนุกไหม?”

แก้วนํ้าเปล่าถูกเสิร์ฟดับกระหายแทนเครื่องดื่มมึนเมา เจ้าของเรือนผมสีดำดื่มมันไปครึ่งหนึ่งก่อนจะฟุ่บหน้าลงกับท่อนแขน ครางอื้ออึงครั่นเนื้อครั่นตัวแต่ก็เอียงใบหน้าน่ารักออกมาให้ได้เห็นพยักหงึกหงักตอบรับ

เด็กหนุ่มปล่อยให้เวลาพรากสติของตนไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นที่ข้างแก้ม เขางึมงำในลำคอก่อนเปิดเปลือกตาหนักอึ้งขึ้นอย่างยากเย็น ใบหน้าของมาสเตอร์แห่งซาคาร์คือสิ่งที่สะท้อนในนัยน์ตาสีมรกตสดใส เขายันกายขึ้นรับผ้าขนหนูสีขาวเย็นๆมาซับใบหน้าตัวเอง กดหัวตาเอาไว้ในหัวปวดตุบๆเล็กน้อย

“กี่โมงแล้ว?”

“ตีสอง”

แว่วเสียงนุ่มพึมพำคำสบถออกมาแผ่วเบา เขายันกายขึ้นจากเคาน์เตอร์แม้จะยังเซอยู่บ้างแต่ก็สามารถยืนตัวตรงได้ในไม่ช้า ในหัวที่ว่างเปล่าก่อนหน้านี้กลับมาแล่นอีกครั้ง ปัญหาที่เกิดยังไม่ได้รับการแก้ไขใดๆแต่เขาเองก็จะมานั่งหลบอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้เช่นกัน

“เดี๋ยวๆคนสวย ให้ป๋าไปส่งนะ”

แกรนมาสเตอร์หันไปตะโกนเรียกผู้ช่วยให้เข้ามาดูแลเคาน์เตอร์แทน คว้าเสื้อนอกสีแสบสันติดมือมาได้ก็ก้าวตามออกมาส่งตามคำบอก

บรรยากาศยามคํ่าคืนกลางเมืองหลวงช่างหนาวเย็น เสื้อนอกที่เด็กหนุ่มจำได้ลางๆว่าถอดโยนไปสักแห่งถูกส่งคืนมาให้อย่างนุ่มนวล เขาสวมมันแนบกายซึ่งนั่นก็ช่วยคลายหนาวได้นิดหน่อย ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันเงียบๆไร้ซึ่งบทสนทนาใดๆ และแม้ว่าชายหนุ่มเหลือน้อยผู้เดินเคียงคู่เด็กหนุ่มมาด้วยจะหวัง ว่าอยากจะให้ระยะทางที่จะไปถึงถนนใหญ่ยาวไกลขึ้นอีกสักหน่อยมากแค่ไหน มันก็สั้นลงและมาถึงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหายเสียแล้ว

“ส่งแค่นี้เถอะมาสเตอร์ นายยังมีงานนี่หน่าแค่นี้ก็โอเคแล้ว”

เด็กหนุ่มหันมามองอีกฝ่ายตรงๆ ดวงตาสีสวยเงยสบกับอีกคนรับรู้ได้ในเวลานี้นี่เองว่าอีกฝ่ายสูงกว่าตนมากแค่ไหน แล้วเขาก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่จริงใจมากยิ่งกว่ารอยยิ้มทั้งหมดในยามคํ่าคืนนี้

“เธอจะเอายังไงต่อ?”

เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว ซุกมือลงกับกระเป๋าเสื้อเสมองไปรอบข้างก่อนเบนกลับมาสบตากับอีกคน ในแววตาคู่สวยไม่มีคำตอบของคำถามนั้น มันว่างเปล่าแต่ก็ไม่ยอมแพ้

“ขอบคุณสำหรับวันนี้ เดี๋ยวพวกเขาก็หาฉันเจอแล้วนายรีบไปดีกว่านะ”

และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบกับเด็กหนุ่มปริศนาผู้แสนงดงาม…

 

 

ชายหนุ่ม(เหลือน้อย)ยิ้มขำให้เรื่องในความทรงจำ ที่วนเวียนอยู่ในหัวมาตลอดสามปีไม่มีหยุดพัก…ใช่จากวันนั้นมานี่ก็ย่างเข้าปีที่สามแล้ว และถ้าจะนับให้ดีๆอีกไม่กี่วันก็จะเป็นปีที่สี่ ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะไม่เผลอเหม่อมองไปยังเก้าอี้ตัวหน้าสุดของเคาน์เตอร์ ฟลอเต้นรำ หรือประตูร้าน เพื่อสำรวจให้แน่ใจว่าลูกแมวดำตัวสวยจะไม่หลงเข้ามาในร้านของเขาอีก

ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกขำอายุก็มากจนนับรอบแทบไม่หวาดไม่ไหวแล้วแท้ๆ ก็ยังทำตัวเหมือนเด็กไฮสคูลที่ลืมรักแรกของตัวเองไม่ลงอยู่แบบนี้ แต่พูดก็พูดเถอะเขาไม่ได้พยายามที่จะลืมเรือนผมสีปีกกา ใบหน้างดงามและนัยน์ตาดื้อรั้น ท่าทีแสนลูกคุณหนูทว่ากลับทำแต่เรื่องเหนือความคาดหมายนั้นไปจากใจเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

มือที่ประดับร่องรอยตามกาลเวลาขยับเช็ดแก้วใสขึ้นจัดเรียงบนชั้นเช่นทุกที ท้องฟ้าในยามนี้ยังคงสว่างไสวแต่สำหรับซาคาร์แห่งนี้มันคือเวลาปิดร้าน และเขากำลังจะเข้านอน ถ้าไม่ติดที่ว่าประตูหน้าถูกเปิดออกพร้อมกับร่างโปร่งของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำสนิทที่ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม

“วันนี้ร้านปิดแล้วนะ เอาไว้มาใหม่ดึกๆ…”

นํ้าเสียงทีเล่นทีจริงถูกพับเก็บลงลำคอไปเมื่อนัยน์ตาสีแปลกเหลือบขึ้นมามองลูกค้าอย่างจริงจัง เขาเบิกตาค้างไม่อาจละสายตาไปจากชายหนุ่มผมดำที่มันดูจะยาวกว่าครั้งก่อนที่ได้พบกันไม่น้อย

“’ไงมาสเตอร์ ยังจะปิดร้านอยู่รึเปล่า?” เจ้าของนํ้าเสียงติดสำเนียงผู้ดีทรุดตัวลงนั่งยังเก้าอี้ตัวเดิม ในตำแหน่งเดิมกับเมื่อสามปีก่อน ยกขาขึ้นไขว่ห้างเท้าคางมองสีหน้าค่อนไปทางตะลึงงันของอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่ยกระดับความเจ้าเล่ห์แสนซุกซนขึ้นอีกเป็นกอง

“หายไปไหนมาตั้งหลายปี ‘คนสวย’” แกรนมาสเตอร์ทักทาย หัวใจลิงโลดอีกครั้งเหมือนในคราก่อนยามแรกสบตา แต่ยังคงแสดงออกเพียงท่าทีแสนเป็นผู้ใหญ่เริงปาร์ตี้

ใบปริญญาบัตรกว่าสิบใบถูกโยนร่อนกลางอากาศจากเจ้าของมือขาวเรียว รอยยิ้มซุกซนไม่จางหายไปจากใบหน้างดงามซํ้ามันดูจะยิ่งร่าเริงมากขึ้นไปอีกยามเอ่ยคำอธิบายเพิ่มเติม

“ก็แค่ฆ่าเวลานิดหน่อย พอดีหนีออกจากบ้านซะแล้วก็เลยต้องรีบเรียนรีบย้ายมหาลัยไปเรื่อยๆ…” ชายหนุ่มยักไหล่ไม่ยี่หระ ปรายตามองกระดาษมากมายที่พิมพ์หัวชื่อคณะเอาไว้อย่างไม่ใคร่ใส่ใจมากนัก

หลังจากวันนั้นที่ออกจากซาคาร์ไป แน่นอนเขากลับบ้านไปครั้งหนึ่งเพราะถูกตามตัวเจออย่างที่ลั่นวาจาไว้ ก่อนจะเก็บข้าวของออกมาโดยไม่หันหลังกลับไปอีก ใช้เงินเท่าที่มีเดินทางออกจากเมืองไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองข้างๆ เรียนอยู่ไม่กี่เดือนก็ขอสอบรอบไฟนอลและได้รับใบปริญญามาอย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะเดินทางไปเมืองต่อไปและต่อไป หางานพิเศษทำและเรียนเหมือนๆเดิม แต่ไม่ปักหลักที่ไหนนานๆ ไม่มอบความผูกพันกับสถานที่ใดหรือใครเป็นพิเศษ

ตามหาตัวเองไปเรื่อยๆกับต่างคณะ ต่างสาขาที่เข้าเรียน ต่างเมืองที่ไป ก็มีบ้างที่ได้เจอเพื่อนที่ดีแต่เขาก็เลือกที่จะไม่ผูกมิตรกับใครมากเกินไปนัก

“งั้นกลับมาทำไมล่ะ หืม?” แกรนมาสเตอร์ถามโดยไม่หันกลับมามอง คนอายุมากกว่าง่วนอยู่กับขวดเครื่องดื่มมาพักหนึ่งตั้งแต่เขาเริ่มต้นเล่า

“ก็…หาเจอแล้วน่ะสิ เรื่องที่อยากทำน่ะ” ชายหนุ่มยกยิ้มบาง

มือหยาบยกขึ้นลูบเรือนผมนุ่มเบาๆ วางแก้วเครื่องดื่มแสนคุ้นตาลงตรงหน้าชายหนุ่มหน้าสวย เท้าคางจ้องอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มขี้เล่นเหมือนอย่างเคย ทั้งคู่สื่อสารกันด้วยสายตาครู่หนึ่งก่อนที่ Mint Julep จะถูกยกขึ้นดื่ม ความสดชื่นเฉกเช่นครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองแทรกเข้ามาในโพรงปาก ดวงตาสีเขียวมรกตเป็นประกายสดใส

“คราวนี้จะเรียนอะไรอีกล่ะ?”

“นั่นสินะ ครุศาสตร์ ศิลปศึกษาดีไหมนะ” ชายหนุ่มหัวเราะคิกในลำคอ

บรรยากาศสบายๆ ที่ชวนให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดทั้งมวลในรอบหลายปีคลายตัวหายไปอย่างง่ายดาย ถึงจะไม่ต้องพูดอะไรมากมายคนที่ผ่านโลกมามากกว่าก็ดูจะเข้าใจตัวเขาได้ สถานที่แห่งนี้แม้จะไม่มีความผูกพันอะไรมากมายเหมือนๆกับที่อื่นๆที่เขาไปและจากมา แต่มันก็อบอวลไปด้วยเสน่ห์บางอย่างที่เขาไม่อาจหลงลืมไปได้…แม้เพียงครู่แต่เขาก็สัมผัสได้ ราวกับได้เป็นผู้ที่ถูกรักอย่างแท้จริง

“แล้วหลังจากนั้นฉันก็จะทวงทุกสิ่งทุกอย่างคืนมา” รอยยิ้มซุกซนเจ้าเล่ห์แต้มประดับใบหน้างดงาม ให้คนที่เฝ้ามองอยู่ทำได้แต่ส่ายศีรษะน้อยๆและยิ้มตาม

นัยน์ตาสีแปลกเหลือบมองไปยังชื่อที่พิมพ์อยู่ในใบปริญญาบัตรใกล้มือ ขยับเลื่อนสถานะจากคนแปลกหน้ามาเป็นคนรู้จักแต่เพียงในใจ

 

โลกิ ลาฟฟี่ซัน

 

และนั่นคือนามเด็กหนุ่มซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นชายหนุ่มคนสวย ผู้มาจุดไฟในใจชายหนุ่มเหลือน้อยแห่งซาคาร์ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน

 

 

The End

 

เหมือนมันจะหลุดจาก university ไปไกลมากๆ เอ๊ะ…

เอาน่า หลักๆอยากจะพูดถึงเรื่องความสับสนในตัวเอง แล้วก็ปัญหาในช่วงวัยรุ่น

คาบเกี่ยวระหว่างม.ปลายกับมหาวิทยาลัยนะคะ ก็อาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะๆ

แต่เรื่องความสับสน ณ ช่วงเวลาหนึ่งเรามองว่าใครๆก็น่าจะเคยรู้สึกได้ค่ะ

สำหรับเราก็ไม่ได้เกลียดการเปลี่ยนแปลงนะคะ แค่บางครั้งก็ไม่อยาก

จากช่วงเวลาที่ดีๆไป แต่สุดท้ายเราก็ต้องเติบโตค่ะ

ต้อง #รักคนแก่ แล้วจุดนี้ ฮาๆๆ เราจะชิพเรือผีเรื่อยไปค่ะ ฮาๆๆ

[Thorki] : Soft Scarf

หัวข้อ Week 03 “Walkin’ in a Winter Wonderland” : ผ้าพันคอ

P.S. เข้าร่วมกิจกรรม #จะHeroไปไหน ในหัวข้อ Week 03

 

ปลายปีหลังจากฤดูกาลทั้งสามผ่านพ้นไป ความกดอากาศตํ่าก็เคลื่อนคล้อยเข้ามาแทนที่กลิ่นไอสายฝนและกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรย ความหนาวเย็นค่อยๆแพร่กระจายสู่ประเทศต่างๆทั่วโลก ผู้คนเองก็เริ่มที่จะเปลี่ยนแฟชั่นการแต่งตัว เสื้อโค้ทตัวหนาและเสื้อผ้าในคลังหน้าหนาวเองก็ทยอยถูกหยิบจับออกมาสวมใส่อีกครั้ง เหมือนร้านรวงและดีไซน์เนอร์ที่รีบเร่งผลิตหนึ่งในปัจจัยสี่ออกมาให้ท่วงทันเทศกาล

ด้วยความที่หน้าหนาวแบบนี้มักจะตรงกับช่วงปลายปีที่มีเทศกาลส่งท้ายปีเก่า และเทศกาลอวยพรรื่นเริงต่างๆมากมาย บริษัทหลายๆแห่งก็มักจะยกปลายปีเป็นช่วงวันหยุดไปอย่างเต็มอกเต็มใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็เป็นบริษัทของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เจ้าของเรือนผมสีทองตัดสั้นที่ค่อนไปทางนํ้าตาลเสียมากกว่า ผู้กำลังหยิบกุญแจห้องออกมาไขประตูเปิดอย่างร่าเริง ลมหายใจที่ผ่อนออกจากร่างกลายเป็นไอสีขาว สนับสนุนกริยาที่ซุกมือลงกับกระเป๋าเสื้อโค้ททั้งที่เจ้าตัวเองก็มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ ว่าอากาศมันหนาวเย็นมากแค่ไหน

“กลับมาแล้ววว” เสียงทุ้มตํ่าของ ‘ธอร์ โอดินซัน’ ดังกังวานไปทั่วห้องพักขนาดกลาง

โค้ทถูกถอดแขวนไว้ที่แขวนเสื้อข้างประตู ฮีทเตอร์อุณหภูมิกำลังดีที่เปิดเอาไว้ทำให้ทั้งห้องกลายเป็นเหมือนเตียงนอนที่ไม่น่าลุกในยามเช้าของฤดูร้อน ทว่าไม่มีเสียงใดๆตอบรับกลับมา…

ชายหนุ่มเดินวนไปรอบห้องสำรวจจากห้องนอน ห้องนํ้า และมาจบลงที่ห้องครัว แต่ก็ไร้วี่แววคนที่ตนตามหา นอกจากกระดาษโพสต์อิทสีเหลืองดาดๆที่แปะอยู่บนประตูตู้เย็นสองฝา พร้อมข้อความสั้นๆที่ถูกเขียนตัวบรรจงงดงามด้วยหมึกซึม

 

‘วันนี้กลับดึก ทานข้าวเลยนะทำไว้ให้แล้วในตู้เย็นอุ่นเอา’

 

รอยยิ้มกว้างจางหายไปจากใบหน้าคมคายประปรายด้วยหนวดเคราชวนให้คิดถึงหมีตัวโตๆ เสียงถอนหายใจแว่วมาให้ได้ยิน มือใหญ่หยิบเจ้ากระดาษแผ่นเล็กเข้ามาใกล้ตัว อ่านทวนข้อความซํ้าๆเหมือนไม่เข้าใจความหมายของมันเท่าไรนัก ก่อนจรดริมฝีปากบางลงกับตัวอักษรสีนํ้าเงินเข้มแผ่วเบา มือใหญ่เปิดตู้เย็นหยิบเอาเบียร์กระป๋องใหญ่ออกมาและหมุนตัวเดินออกจากห้องครัวไป

ไหล่หนาพิงกับกรอบหน้าต่างไม้สีขาว ดวงตาคู่สวยสีนภากว้างใหญ่มองสำรวจออกไปภายนอกกระจกใสที่ขึ้นฝ่าจางๆ ผู้คนมากมายต่างกำลังใช้ชีวิตกันอยู่อย่างรีบเร่ง ต่างคนต่างเดินสวนกันไปมาไม่ต่างกับมดงานที่ก้มหน้าทำงานงกๆโดยไม่ปริปากเอ่ยถามอะไรต่อราชินีของมัน และธอร์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น…หรืออย่างน้อยในยามปกติที่งานรัดตัว และสภาพรอบตัวเร่งรัดให้เขาต้องยุ่งกับทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งก็หลงลืมที่จะมองอะไรใกล้ตัว

ห้องของเขากว้างขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

ห้องของเขามันเงียบเหงาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?

นานแค่ไหนแล้วที่ได้รับโพสต์อิทแบบนี้ โดยที่ไม่ได้เห็นหน้าเจ้าของมัน?

มือใหญ่แปะเจ้ากระดาษใบน้อยลงกับบานกระจกตรงหน้า ปรับโฟกัสกลับมาที่ข้อความสั้นๆที่ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกวูบโหวงในอก เบียร์กระป๋องใหญ่หมดไปแล้วตั้งแต่การกระดกครั้งที่สอง ทว่าธอร์ก็ยังไม่ขยับกายไปไหนแม้ตรงข้างหน้าต่างจะยิ่งทำให้รู้สึกหนาวจนขนลุกชันก็ตาม ในหัวที่ ‘ใครอีกคน’ มักตราว่าไม่ค่อยจะได้ใช้มากนักกำลังทำหน้าที่ของมันอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ใครอีกคนหรือถ้าจะให้เจาะจงก็เป็นทั้งอดีตน้องชาย และคนรักในปัจจุบันเป็นนักเขียนส่วนเขาทำงานบริษัท ด้วยหน้าที่การงานที่ต่างกันทำให้เวลาไม่ค่อยจะตรงกันนัก แต่ด้วยความที่ใครอีกคนที่ว่าเป็นคนไม่ชอบออกไปพบป่ะผู้คนมากนัก ทุกครั้งยามเปิดประตูหน้าออกก็จะได้พบเจ้าของใบหน้าขาวเนียนล้อมกรอบด้วยเรือนผมยาวประบ่าสีรัตติกาล แอบซ่อนดวงตาสีมรกตเอาไว้เบื้องหลังแว่นตากรอบเหลี่ยมเรียวบาง ผู้ขยันขยับยกยิ้มเจ้าเล่ห์แสนน่ารักใส่เขาไม่เว้นวัน ธอร์ต้องเผลอคิดถึงอีกฝ่ายเสมอในยามทำงาน ว่าวันนี้เจ้าตัวยุ่งของเขาจะสร้างเรื่องอะไรมาให้ปวดหัวอีก

ถึงจะแสร้งถอนหายใจและทำหน้าดุใส่เจ้าแมวดำตัวสวย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันช่างเป็นสิ่งที่เขารอคอยเหลือเกินในแต่ละวัน

นัยน์ตาคู่คมเบนกลับเข้ามาในห้อง ข้าวของต่างๆถูกจัดอย่างเรียบร้อยเป็นที่เป็นทางตามวิสัยเจ้าระเบียบของคนที่ใช้เวลาอยู่ในห้องนี้มากกว่าเขา ก่อนที่มันจะไปสะดุดอยู่ที่ก้อนไหมพรมกลมๆสีแดงสดใสที่มุมหนึ่งของโซฟา ธอร์มองมันพลางเลิกคิ้วแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรไปมากกว่าการถอนหายใจอีกรอบ…แรกเริ่มเดิมทีความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองก็ยุ่งเหยิงไม่ต่างกับก้อนไหมพรม

ทั้งระยะห่างที่แสนยาวไกลและปมไหมที่ขวางกั้นเสมือนคำว่าพี่น้องที่เคยคิดว่าเป็นมาชั่วชีวิต ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกคลี่คลายลงด้วยความจริงที่ในตอนแรกเขาเองก็รู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เสมือนสิ่งที่มาการันตีความว้าวุ่นที่เกินเลยไปจากสถานะที่พึงเป็นของเขาในยามนั้น หลังจากนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เขาจะสารภาพความในใจออกไปให้ใครอีกคนที่กำลังคิดถึงอยู่อย่างสุดหัวใจอย่างตรงไปตรงมา และหลังจากนั้นมันก็เป็นความรู้สึกในช่วงที่ดีที่สุดเลย…ยามที่น้องชายเพียงในนามของเขาแย้มยิ้มจริงใจออกมา พร้อมกับคำตอบรับในแนวทางเดียวกัน

ปมไหมยุ่งเหยิงที่เคยคิดว่าตนและอีกฝ่ายหยิบกรรไกรขึ้นมาตัดมันซํ้าแล้วซํ้าเล่าจนไม่อาจจะผูกติดกลับไปเป็นเช่นเดิมได้อีก แท้จริงแล้วต่างฝ่ายต่างก็พยายามแก้มันออกอย่างสุดความสามารถ แล้วในที่สุดอุปสรรคขวางกั้นก็หายไปให้มือสองคู่ได้สัมผัสกันแนบแน่นเช่นครั้งวัยเยาว์ ทว่าต่างด้วยความลึกซึ้งในแววตาและจิตใจ

ธอร์ถอนหายใจยาวๆ ทิ้งตัวลงนอนพังพาบกับโซฟาตัวนุ่น ในหัวยังคงมีแต่ภาพของชายหนุ่มผมดำในอิริยาบถต่างๆวนเวียนไปมาเหมือนโทรทัศน์เครื่องเก่าที่เล่นได้แต่เทปที่ไม่ได้กรอกลับ เปลือกตาบางปรือปิดลงอย่างอ่อนล้า ความเงียบทำให้ความเหงาที่เหมือนจะกลายเป็นของคู่กันไปแล้วคืบคลานเข้ามาหาจนหน่วงไปหมดทั้งใจ กระทั่งพ่อหมีตัวโตอดคิดไปเสียไม่ได้ว่าการที่โลกิต้องอยู่ในห้องคนเดียวทั้งวัน และไม่ว่าอีกฝ่ายจะรอเขากลับมาหรือไม่ ธอร์ก็เริ่มจะรู้สึกขึ้นมาแล้วว่าการรอคอยโดยไม่รู้เลยว่ามันจะนานแค่ไหนมันช่างแสนทรมาน

 

ถ้าความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงนี้มันไม่ได้ถูกแก้ไขจริงๆล่ะ?

การที่นายหายไปแบบนี้จะถือเป็นคำตอบแล้วใช่รึเปล่า?

 

…………………………………………..

 

“วันนี้อยู่เย็นจังนะ ‘โลกิ’ ไม่รีบกลับจะดีหรอ? เดี๋ยวพ่อหมีที่ห้องก็เหงาแย่หรอก” สำเนียงเสียงที่ค่อนไปทางคนมีอายุเอ่ยล้อเลียนออกมาด้วยท่าทีเอ็นดู

เจ้าของแฟชั่นลํ้าโลกสีสันฉูดฉาดในโทนเหลือง ซึ่งพยายามคลุมให้มันอ่อนลงหรือเสริมให้มันตัดกันมากขึ้นของผ้าสีฟ้า ชวนให้คิดถึงเสี่ยเลี้ยงเด็กที่ชอบนั่งตบตัก ยักคิ้ว กระดิกนิ้วเรียกสาวมาเอาใจตามผับบาร์เริงสำเนียงเสียงปาร์ตี้ มากกว่าการเป็นเจ้าของร้านขายไหมพรมได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน เจ้าตัวเท้าแขนภายใต้แขนเสื้อตัวยาวลงกับเคาน์เตอร์ หลิ่วตาให้ชายหนุ่มร่างโปร่งในเสื้อคอเต่าสีดำที่หรี่ตาถอนหายใจออกมา แสดงความเอือมระอาอย่างไม่ปิดบัง

“เงียบน่าหมอนั่นทำงานกลับดึกจะตาย แล้วนี่มันก็ใกล้วันแล้วฉันอยากทำให้เสร็จก่อนที่เจ้าหมีโง่นั่นจะเริ่มจับสังเกตได้ ถึงจะทึ่มแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรหรอกนะ…” นํ้าเสียงนุ่มติดสำเนียงชาวเมืองผู้ดีตอบกลับโดยไม่หยุดงานในมือ “ว่าแต่ตาแก่เถอะช่วงนี้ไม่ออกไปปาร์ตี้หรือไง? ฉันปิดร้านให้ได้อยู่แล้วน่าไม่เห็นต้องมานั่งเฝ้าเลย”

“พูดแบบนั้นเป็นห่วงฉันหรอ? น่ารักจังเลยน้า สนใจมาชงเหล้าให้ป๋าที่ห้องไหมล่ะจ๊ะ” คนพูดขยิบตาให้ตบท้าย

‘โลกิ ลาฟฟี่ซัน’ ถอนหายใจยาวส่ายหน้าพรืดจนใจ อดเสียใจเล็กๆไม่ได้ที่ดันไปแสดงท่าทีเห็นอกเห็นใจอีกฝ่ายออกไป ก่อนก้มหน้าก้มตาสานต่อสิ่งที่ตนทำอยู่ให้เสร็จสิ้น มือขาวขยับเจ้าแท่งไม้เรียวยาวทั้งสองอันที่ถูกเชื่อมกันเอาไว้ด้วยเส้นไหมพรมซึ่งถูกถักทอให้ยาวระโยงรยางค์อย่างประณีตบรรจง ใบหน้าติดไปทางสวยแสดงออกถึงความตั้งใจโดยเฉพาะในนัยน์ตาคู่สีมรกตเม็ดงาม ชวนให้คนที่มองมาแทบจะละสายตาไปเสียไม่ได้

และนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ตาแก่ผู้ถูกกล่าวอ้าง หรือ ‘แกรนมาสเตอร์’ ตามแต่จะเรียกขานไม่ออกไปรํ่าสุรานารีในช่วงนี้ด้วยเช่นกัน

ก็แหม ใครมันจะไปอยากพลาดที่นั่งพิเศษข้างเวทีสำหรับจับจ้องคนงาม แสนหยิ่งและช่างน่าหลงใหลแบบนี้กัน ถึงจะไม่มีสิทธิ์คิดหวังอะไรไปมากกว่านั้น แต่หยอดไปเรื่อยๆก็กระชุ่มกระชวยหัวใจให้รู้สึกย้อนกลับไปสมัยวัยละอ่อนได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่ม(เหลือน้อย)จึงไม่คิดห้ามปากตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เวลาเลื่อนคล้อยไปอย่างช้าๆ รู้สึกตัวอีกทีท้องฟ้าก็มืดมากเสียแล้ว นาฬิกาโบราณบนข้างฝาที่ทาสีตัดกันเหมือนเจ้าของไม่เคยเรียนการจัดแสงสีมาก่อน หรือไม่ก็อาจจะแฟชั่นลํ้าเกินไปตามการแต่งกายตีบอกเวลาเกือบๆตีหนึ่ง โลกิเก็บงานเป็นครั้งสุดท้าย รวบห่วงไหมแต่ละห่วงออกจากไม้นิตผูกประดับด้วยไหมพรมที่ถักเป็นเปียเล็กๆอย่างตั้งใจ เพียงไม่นานเจ้าสิ่งที่เขาเพียรพยายามทำมานานเกือบสามอาทิตย์ก็เสร็จสิ้นสมบูรณ์อย่างน่าพอใจ รอยยิ้มพออกพอใจและภูมิใจอยู่ในทีแย้มแต้มประดับที่มุมปากสีชมพูเรื่อ

ข้าวของที่กองเกลื่อนถูกกวาดลวกๆใส่กระเป๋าผ้าที่วางกองอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มร่างเพรียวหยิบเสื้อโค้ทตัวยาวสีดำสนิทขึ้นมาสวมรีบร้อน วันนี้เขาใช้เวลานานมากเกินไปป่านนี้เจ้าพี่โง่ของเขาคงกลับถึงบ้านแล้ว อดเป็นห่วงไปเสียไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะกินอะไรรึยัง? จะเห็นข้อความที่เขาแปะเอาไว้ไหม? หรือ…จะเป็นห่วงเขาอยู่รึเปล่า?

จริงๆก็อาจจะไม่ก็ได้ ก็พี่ชายเขาโง่สมกับที่เขาประนามว่าเจ้าพี่โง่อย่างไร้ที่ติเลยนี่นะ แต่ก็เพราะแบบนั้น…เพราะพี่ชายที่ทำตัวน่ารักแบบโง่ๆอย่างนั้น ก็ทำให้ตัวเขา ‘รัก’ เจ้าตัวเสียมากมายเหลือเกินอย่างไม่อาจถอนตัวได้อีกต่อไป

แค่คิดถึงใบหน้าที่แย้มยิ้มสดใสราวกับดวงอาทิตย์ในวันฟ้าเปิดของหน้าร้อนอันอบอุ่น หัวใจก็พาลเต้นแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

อยากรีบกลับไปเจอเร็วๆ…

 

“ตาแก่ฉันกลับก่อน…” เสียงหวานขาดห้วงลงเมื่อหันไปเจอเจ้าของร้านที่ฟุบหลับลงไปกับเคาน์เตอร์กรนเสียงแผ่วออกมาตามจังหวะลมหายใจเข้าออก

เจ้าของเรือนผมยาวประบ่าส่ายหน้าพรืดจะขำก็ขำได้ไม่เต็มเสียงนัก ใบหน้าขาวเบื้อนไปมองที่หน้าปัดนาฬิกาก่อนเบื้องกลับมาที่แกรนมาสเตอร์ ใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนถอดเสื้อโค้ทออกห่มให้ตาแก่สิงห์ปาร์ตี้ ก้มลงจรดริมฝีปากลงที่ข้างแก้มซึ่งประดับริ้วรอยตามวัยอันก้าวเดินไปตามกาลเวลา หยิบกระดาษโน้ตใกล้มือเข้ามาจรดปากกาหมึกซึมประจำตัว ตวัดสวยงามเป็นถ้อยคำสั้นๆ แสดงความขอบคุณสำหรับสามอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ก่อนคว้ากระเป๋าผ้าเดินออกจากร้านไป

โดยไม่ทันได้สังเกต หรือไม่ก็ไม่ใส่ใจรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่ยกขึ้นจากมุมปากคนหลับไม่จริง มือหยาบย่นขยับหยิบปกเสื้อตัวนุ่มขึ้นมาชิดปลายจมูกสูดกลิ่นหอมอ่อนๆของนํ้ายาปรับผ้านุ่ม หรือบางทีมันอาจจะเป็นกลิ่นคลีมอาบนํ้าของอีกฝ่าย ยังไงก็ได้มันก็กำไรทั้งนั้น!

 

………………………………………………….

 

ร่างโปร่งเพรียวก้าวยาวท้าลมหนาวยามตีหนึ่งตรงดิ่งกลับไปยังอพาร์ทเม้นท์ของตน มือควานหากุญแจจากกระเป๋ากางเกงสีเข้ม เปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว ไออุ่นจากฮีทเตอร์ที่เปิดทิ้งเอาไว้ให้ชายหนุ่มอีกคนตั้งแต่ช่วงบ่ายยังคงทำหน้าที่ของมันในการรักษาอุณหภูมิเป็นอย่างดี ถึงห้องจะมืดแต่รองเท้าหนังที่ถอดเปะปะอยู่ตรงหน้าทางเข้าก็ช่วยให้ใจชื้นว่าหมีตัวโตกลับเข้ามาถึงในห้องแล้ว

โลกิตรงเข้าไปในครัวก่อนเป็นอันดับแรก เหลือบมองไปยังบานประตูตู้เย็นรอยยิ้มเล็กๆก็จุดขึ้นบนใบหน้า เมื่อเห็นว่าข้อความที่ตนทิ้งไว้หายไปแล้ว มือเรียวเอื้อมเปิดฝาตู้ออกปล่อยให้อากาศเย็นเยือกทะลักฟุ้งแนบกาย ก่อนจะปรับอารมณ์ลงแทบไม่ทันเมื่อเห็นว่าของโปรดอีกฝ่ายที่ตนลงมือทำนั้น ยังคงถูกพลาสติกแผ่นบางปิดเอาไว้และวางอยู่ในจุดเดิมที่เขาวางเอาไว้ ไม่ขยับไปแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

คิ้วเรียวขมวดลงด้วยความงุนงง ก่อนความช่างสังเกตจะตอบความสงสัยของเขาได้ส่วนหนึ่ง จากชั้นวางเครื่องดื่มที่ว่างเปล่าไปแล้ว ร่างเพรียวตัดสินใจหมุนตัวเดินออกจากครัว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปลุกอีกฝ่ายขึ้นมาบ่นในเวลานี้ และเขาเองก็ไม่อยากทะเลาะกับอีกฝ่ายในช่วงเทศกาลใกล้จะเริ่มปีใหม่แบบนี้ พร้อมกับให้ของขวัญอีกฝ่ายทั้งใบหน้าบูดบึ้ง

ขายาวก้าวออกไม่ทันพ้นกรอบประตูดีก็ต้องสะดุดไปจากสัมผัสของวัตถุทรงกระบอกที่กลิ้งมาชนฝ่าเท้า เมื่อลองเพ่งสายตาดูดีๆจึงได้รู้ว่ามันคือกระป๋องเบียร์เจ้าปัญหาที่หายไปจากตู้นั่นเอง เจ้าของนามสกุลลาฟฟี่ซันส่ายหน้าเอือมระอา มือเรียวคว้าถังขยะใกล้มือขึ้นไล่เก็บขยะที่พ่อหมีตัวโตทิ้งเอาไว้ และในตอนที่เขาเริ่มคิดทบทวนอีกครั้งอย่างถี่ถ้วนในใจว่าหรือจริงๆเขาควรจะด่าอีกฝ่ายดี แขนแข็งแรงก็รั้งตัวเขาเข้าไปกระชับในอ้อมกอดอุ่นๆแสนคุ้นเคย

“ธอร์!?” โลกิสะดุ้งเล็กน้อยเพราะแรงโอบรัดและใบหน้าประดับหนวดเคราที่ซุกลงกับหลังคอ เอ่ยเรียกอีกฝ่ายแผ่วเบา

“ไปไหนมา…รู้ไหมฉันรอนายนานแค่ไหน” เสียงทุ้มตํ่าตอบงึมงำเหมือนคนพึ่งตื่น กลิ่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากเจ้ากระป๋องอลูมิเนียมสีเงินลอยมาเตะจมูกให้คนโดนกอดย่นคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ “ตัวนายเย็นมากเลย…โลกิ”

“นายดื่มมากไปแล้วนะบอกแล้วไงว่าถ้าจะดื่มอย่างน้อยก็หาอะไรรองท้องก่อน ฉันทำของโปรดไว้ให้ด้วยนะจะให้อุ่นให้ไหม?” มือเรียวยกแตะท่อนแขนแกร่งแผ่วเบา เอนศีรษะซบคนที่ซุกไซร้คลอเคลียไปมาเหมือนหมีตัวใหญ่ๆงุ่นง่าน

“นายไปไหนมา”

คำถามเดิมถูกถามยํ้า แต่คนตอบเลือกที่จะเงียบแทน แผนการเซอร์ไพรส์ที่ซุ่มคิดมาตั้งสามอาทิตย์เขาไม่คิดจะบอกอีกฝ่ายง่ายๆ ร่างโปร่งจึงขยับออกจากอ้อมกอดอุ่นช้าๆเพื่อหันไปสบตากับคนที่อ้อนเป็นเด็กๆ และเริ่มบ่นงึมงำเหมือนหมีเข้าไปทุกที

“ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกน่า นายเมารึเปล่าเนี่ย? หมีเมาได้ด้วยหรอ ไปนอนได้แล้วไปเดี๋ยวฉันเก็บซากที่นายทิ้งไว้แล้วจะตามไปนอนด้วย” เสียงทุ้มนุ่มบ่ายเบี่ยง พยายามดันแผ่นอกแกร่งให้เดินไปยังห้องนอน แต่ดูจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนักเมื่ออีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร

และในตอนที่โลกิตั้งท่าจะอ้าปากเอ่ยอะไรออกมาอีกครั้ง คนตัวสูงกว่าก็ก้มลงมาประทับจูบแรงๆอย่างเกรี้ยวกราด ลมหายใจขาดห้วงกระตุกผิดจังหวะด้วยความไม่ทันตั้งตัว ครั้นจะถอยหนีมือหยาบใหญ่ก็เกี่ยวรั้งทั้งต้นคอและโอบเอวแน่นจนแทบขยับไม่ได้ ชายหนุ่มผมดำจึงทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่าการเอียงองศาใบหน้าให้อีกฝ่ายจูบได้ถนัดถนี่มากขึ้น ปล่อยให้ความร้อนแรงเอาแต่ใจของลิ้นร้อนควานหาสิ่งที่ต้องการไปทั่วโพรงปากอย่างใจเย็น

“ธอร์…” สบโอกาสที่จูบผละไปชั่วครู่ โลกิก็ทำได้มากสุดเพียงเอ่ยเรียกนามอีกฝ่ายก่อนจูบครั้งถัดๆไปจะกดลงมาซํ้าแล้วซํ้าเล่า

ความหนาวเย็นจากการฝ่าอากาศหนาวเย็นกลับมาให้ถึงที่พักถูกแทนที่ด้วยอุณหภูมิร้อนแรงของอีกฝ่าย เสื้อคอเต่าสีเข้มถูกเลิกขึ้นมากองที่เหนืออก ริมฝีปากบางของพี่ชายเพียงในนามไล่เล็มไปทั่วผิวกายเนียน ทิ้งไว้ซึ่งความวาบหวามยามผละจาก เรียกเสียงครางแผ่วในลำคอไม่เป็นศัพท์

มือเรียวเอื้อมแตะใบหน้าปกคลุมด้วยเคราสีเข้มที่อยู่ไม่ไกล จ้องสบนัยน์ตาสีนภาวาวโรจน์ด้วยแรงอารมณ์ที่โหมพัดอย่างยอมจำนน ปล่อยให้อีกคนทำตามใจและไม่เอ่ยขัดอะไรยามเมื่อกางเกงถูกถอดออกไปอย่างง่ายดาย

เรือนกายโปร่งเพรียวสะดุ้งเฮือกขึ้นโอบกอดแนบกายคนตัวสูงกว่า มือใหญ่ข้างหนึ่งโอบกอดโลกิที่สั้นสะท้านไปทั้งร่างแน่น ประทับจูบลงข้างขมับซึ่งปกคลุมด้วยเรือนผมที่เริ่มยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ส่วนมืออีกข้างก็ยันกายเอาไว้กับพื้นห้องเพื่อไม่ให้นํ้าหนักตัวทิ้งลงไปยังคนข้างใต้มากเกินไปนัก

“เด็กดี” ธอร์ครางคำชมหวานที่ข้างใบหูขาวแทนคำขออย่างรู้กันดี

ใบหน้าอาบคราบนํ้าตาใสฝังลงกับซอกคอผู้พี่ ครางอื้ออึงตอบรับในลำคอเมินกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ฟุ้งออกมาไปไม่ใส่ใจ เปิดเรียวปากกว้างรับจูบร้อนที่ค่อยๆลดความโกรธเกรี้ยวลงไปช้าๆ และแทนที่มันด้วยความอ่อนโยนที่ถวิลหาจนสัมผัสได้อย่างชัดเจน

แล้วธอร์ก็เริ่มขยับ ทุกจังหวะที่เร่งเร้าอย่างต้องการหรือช่วงขณะที่ผ่อนปรนอย่างเอาใจ ล้วนแล้วแต่รีดเสียงร้องไม่เป็นศัพท์ได้เป็นอย่างดี นามของคนคุมเกมถูกขานครางครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่อาจนับได้หมด มือเรียวจิกกำเสื้อเชิ้ตตัวบางแน่นลึกลงไปถึงแผ่นหลังกว้างแข็งแรง ขายาวตวัดรัดรอบเอวพี่ชายหาหลักยึดมั่น ร่างกายโครงไหวไปตามจังหวะกํ้ากึ่งจะเอาแต่ใจที่นำพา

“ธ…อร์…” จูบร้อนจรดตอบรับเสียงเรียกอีกครั้ง

โลกิทำได้เพียงเริดใบหน้าพราวเหงื่อขึ้นจูบตอบอย่างช่วยไม่ได้ ในหัวที่มักจะปราดเปรื่องและคิดหาแผนการมาเล่นสนุกเสมอขาวโพลนขึ้นเรื่อยๆ เขี้ยวคมงับลงบนลำคอแกร่งครวญครางเสียงแว่วหวานยิ่งกว่าครั้งไหนๆเมื่ออารมณ์ร้อนถูกพัดพาไปสู่จุดสูงที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้

และในท้ายที่สุดทั่วทั้งห้องก็หลงเหลือเพียงเสียงหอบอย่างเหนื่อยอ่อนที่ผสมปนเปจนแทบแยกไม่ออกของคนสองคน

“ฉันรักนายโลกิ” ธอร์พึมพำหนักแน่นออดอ้อน แนบหน้าผากชื้นเหงื่อของตนลงกับหน้าผากกว้างของอีกฝ่าย “หายไปไหนมา?”

เปลือกตาสีมุกปรือเปิดเผยนัยน์ตามรกตพราวระยับ ในแววตานั้นที่ธอร์สัมผัสได้คล้ายกับว่ามันกำลังจะสื่อกับเขาโดยไร้ถ้อยคำใดๆ ว่าช่วยไม่ได้

ร่างโปร่งผละจากการกกกอดกันเอาไว้ ดึงเสื้อยับๆของตนลงมาปิดผิวกายประดับรอยแดงเป็นจํ้า ตวัดมือเปิดสวิตช์ไฟและหยิบเอาของในถุงผ้าออกมายื่นให้อีกฝ่ายที่ได้แต่ทำหน้างงเป็นหมีโง่อยู่ที่เดิม

“ตอนแรกก็ว่าจะเซอร์ไพรส์หมีโง่แถวนี้สักหน่อย แต่ก็ช่างมันเถอะ” รอยยิ้มอ่อนโยนปะปนความขบขันประดับขึ้นบนใบหน้างดงาม

มือเรียวคลี่ผ้าพันคอผืนสวยลายทางสีเหลืองส้ม-แดง ซึ่งถูกถักทออย่างประณีตที่สุดเป็นลวดลายคล้ายเปียตีคู่กัน ไร้รอยไหมขาดตอน เท่ากันทุกด้านและจบปลายสองด้านด้วยเปียเล็กบรรจง บ่งบอกถึงความตั้งอกตั้งใจของคนทำเป็นอย่างดี และมันถูกนำมาวางลงบนมือหยาบใหญ่ของธอร์ มอบสัมผัสนุ่มมือของไหมพรมขนอัลปาก้าราคาแพง

“นี่ฉันไปแอบซุ่มทำตั้งสามอาทิตย์เชียวนะ อย่ารีบทำขาดไวนักล่ะ” โลกิทรุดลงนั่งตรงข้ามพี่ชาย จับจ้องไปยังคนที่ก้มมองของขวัญในมือสลับกับหน้าเขางกๆเงิ่นๆด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพอประมาณ ขัดกับในใจที่เต้นระรัวลุ้นกับปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่าย

ดวงตาสีนภาท้วมท้นด้วยอารมณ์หลากหลายผสมปะปนกัน ความอบอุ่นวาบถูกเติมเต็มเข้ากลบความเหงาหงอยก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น รู้สึกตัวอีกทีมือใหญ่ก็คว้าเอาร่างเพรียวบางเบื้องหน้าเข้ามาสวมกอดไว้แนบแน่น ประทับจูบลงบนหน้าผากกว้างซํ้าๆจนได้ยินเสียงหัวเราะดังมาแผ่วเบา ดวงตาสองคู่จ้องสบกันสื่อความหมายลึกซึ้ง

ธอร์หยิบผ้าพันคอผืนสวยขึ้นมาพันรั้งลำคอของเขาและคนรักเอาไว้ เชื่อมโยงถึงกันด้วยความรักและสัมผัสแสนอ่อนโยน รอยยิ้มจริงใจเปี่ยมสุขแย้มกว้างจนเห็นฟันขาว เป็นรอยยิ้มโง่ๆที่สดใสสู้แสงอาทิตย์ได้สบายๆ ซึ่งโลกิหลงรักและอยากจะจ้องมองมันไปชั่วชีวิตอย่างช่วยไม่ได้

มือทั้งสองกอบกุมกันเอาไว้แนบแน่น ยืนยันสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงถึงกันเหมือนไหมพรมที่ถูกถักทอออกมาเป็นรูปเป็นร่างแสนงดงาม

“ฉันรักนายนะ โลกิ”

“ฉันก็รักพี่…ธอร์”

 

The End

 

พี่น้องรักกันนนน ถ้าชอบก็สามารถกดไลค์และคอมเมนท์คุยกันได้นะคะ

มีใครชอบคู่นี้เหมือนเราบ้างคะ

 

 

Odinson (มา Au ไปด้วยกันนะคะ)

หัวข้อ Week 02 : “Music, you are a friend to me” –> “Oboe”

PS. เข้าร่วมกิจกรรม #จะHeroไปไหน ในหัวข้อ Week 02

(มันอาจจะสปอย thor 3 )

 

 

ครอบครัวโอดินซันไม่ได้อบอุ่นมากนัก ทั้งๆที่ครอบครัวนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีทุกอย่างพรั่งพร้อม ประกอบไปด้วยบิดาหัวหน้าครอบครัว ‘โอดิน’ กับภรรยาคู่ขวัญ ‘ฟริกกา’ ซึ่งทั้งสองได้ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวร่วมกันสองคน หนึ่งในพี่สาว ‘เฮล่า’ และหนึ่งในน้องชาย ‘ธอร์’ นอกเหนือไปจากนั้นพวกเขาก็ยังรับเลี้ยงเด็กคนหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรม เขาคือ ‘โลกิ’

ครอบครัวใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อมทั้งสมาชิกและทรัพย์สิน ชีวิตท่ามกลางกองเงินกองทองกับความรักความอบอุ่นมากมายที่ได้รับอย่างล้นปรี่นี่เองที่ไม่ว่าจะเป็นใครที่มองมาก็ล้วนแล้วแต่ยินดีและริษยาไปในขณะเดียวกัน

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว คนที่มีความสุขจริงๆอาจจะมีเพียงแค่คนเดียว…

“เจ้าทำให้พ่อผิดหวัง” ถ้อยคำตำหนิติเตียนกรีดแทงเข้าไปในจิตใจของคนฟัง

พี่สาวคนโตเบิกตากว้างหลังจากฟังสุรเสียงสำเนียงเก่าแก่ ร่างบอบบางเฉกเช่นสตรีทั่วไปสั่นเทิ่ม นํ้าตาเอ่อคลอด้วยความรู้สึกที่พังทลายจากภายใน มือทั้งสองข้างกำกระดาษสัญญาที่ตนพยายามแทบตายเพื่อให้บริษัทคู่ค้ายอมเซ็นลงนาม ทั้งๆที่คิดและตั้งใจว่าจะเป็นพี่สาวที่พ่อภูมิใจให้ได้ ทว่าเธอล้มเหลว เธอทำไม่ได้…ไม่เคยได้

“แต่หนูทำตามที่พ่อบอก ทำตามที่พ่อสอนทุกอย่าง…แล้วผลลัพธ์ที่ได้ มันก็ไม่ต่างกันไม่ใช่หรอคะ? สุดท้ายพวกเราก็ได้สัญญาเจรจาซื้อขายมา ตอนนี้โอดินซันกรุ๊ปของเรากำลังจะขึ้นเป็นที่หนึ่ง มันก็เพราะสัญญานี่ไม่ใช่หรอคะ!?” เฮล่าตะคอกเสียงสั่นไหว สบนัยน์ตาสีนภาของชายชราเบื้องหน้าด้วยความสิ้นหวัง

และเมื่อไม่อาจจะรับฟังหรือทนต่อแววตาที่สะท้อนเพียงความผิดหวังนั้นได้แล้ว หญิงสาวก็ผินกายออกจากห้องโถงใหญ่ไป ตรงขึ้นห้องนอนของตัวเองหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่สุดที่มีขึ้นมากาง หญิงฉวยทุกอย่างที่เป็นของเธอยัดมันลงไปด้วยมือที่ยังไม่หยุดสั่นและนํ้าตาที่ไม่หยุดไหล ในใจยังคงสับสนและแตกสลาย แต่มันก็เต้นแรงด้วยความยินดีเล็กน้อยที่ฟริกกาออกไปรับธอร์จากโรงเรียน เพราะมันจะเป็นการง่ายและดีกว่าเมื่อไม่มีคนรั้งเธอเอาไว้

ทว่าเธอลืมไปเสียสนิทว่าในบ้านนั้นยังมีสมาชิกน้องเล็กสุดอยู่อีกคน และเธอก็เพิ่งจะมานึกขึ้นได้ก็ตอนที่เจ้าหนูน้อยผมดำเดินเข้ามากระตุกชายเสื้อของตนแล้วนั่นเอง

“พี่เฮล่า จะไปไหนหรอฮะ?” เสียงเล็กๆถามอย่างไร้เดียงสาพอๆกับนัยน์ตากลมโตสีเขียวสวยแปลกตา ที่เงยขึ้นสบอย่างตรงไปตรงมา “พี่คงจะไม่ตอบว่าจะไปทำงานใช่ไหมฮะ…”

โลกิเป็นเด็กฉลาดเกินวัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฟริกกาและเธอที่มักจะสอนอะไรยากๆให้เด็กน้อยเสมอ แต่แท้จริงมันเป็นเพราะสติปัญญาของเจ้าตัวและวุฒิภาวะที่เฮล่ากล้ารับประกันได้เลยว่า แม้จะอายุน้อยกว่าธอร์อยู่หลายปีโลกิก็มีมากกว่าอย่างไม่ต้องนึกสงสัย ดังนั้นพี่สาวคนเก่งจึงใช้เวลาไม่นานที่จะตีความประโยคกึ่งคำถามของโลกิออก ว่าเจ้าตัวไม่ได้ต้องการจะถามเธอจริงๆ เมื่อเขาน่าจะพอเดาออกจากการที่เธอกวาดทุกอย่างลงกระเป๋าแบบนี้

“นายต้องไม่บอกแม่สัญญากับพี่โลกิ” เฮล่านั่งลงกับเตียงกว้าง จับไหล่ทั้งสองข้างของเด็กน้อยอายุอานามไม่เกินสิบปีดีนักเข้ามาจ้องตานิ่ง

“พี่เกลียดคุณพ่อแล้วหรอฮะ…” โลกิถามกลับ “ผมได้ยินพี่กับคุณพ่อทะเลาะกัน”

เฮล่าเงียบ คำถามคราวนี้ทำให้เธอถอนหายใจเพราะความเป็นเด็กยังไงก็ยังเป็นเด็กของโลกิ ดวงตากลมโตใสแจ๋วสื่อทุกความรู้สึกของเจ้าตัวออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง และมันกำลังสั่นไหวด้วยสัญชาตญาณที่สัมผัสได้ว่าเรื่องราวเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้น

“โลกิ…นายกับพี่เหมือนกัน พี่รู้ว่านายเข้าใจ” หญิงสาวเกริ่นยามอุ้มเด็กน้อยขึ้นมานั่งบนตัก

โลกิโอบแขนรอบลำคอพี่สาว จ้องใบหน้างดงามพลางเอียงคอครุ่นคิดอย่างไม่แน่ใจนักว่าตนเข้าใจจริงๆหรือเปล่า แต่เขาก็ยังพยักหน้ารับเพื่อให้ผู้เป็นพี่ได้เอื้อนเอ่ยประโยคถัดไป

“เมื่อนายโตขึ้น นายจะเข้าใจว่าทำไมพี่ถึงเลือกแบบนี้” เธอโอบกอดน้องชายแน่นขึ้น นอกจากแม่แล้วก็มีเพียงโลกิเท่านั้นที่เฮล่าคิดคำนึงถึง “นายเป็นเด็กฉลาด นายต้องเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่เก่งกาจแน่ๆ…แต่จำไว้โลกิ ถ้านายยึดติดกับพ่อนายก็จะเจ็บแล้วนายก็จะเลือกเส้นทางเดียวกันกับพี่”

“พี่เฮล่าพูดอะไรยากๆอีกแล้ว พี่ก็รู้นี่หน่า…ผมไม่เข้าใจหรอก” โลกิซุกใบหน้าลงกับบ่าบอบบางแต่ก็กว้างกว่าตัวเขากระชับอ้อมแขนแน่น เอ่ยคำลวงออกไปด้วยความหวังที่มันอาจรั้งอีกฝ่ายไม่ให้ไปได้

คำลวงไร้เดียงสาที่แสนน่ารัก ทำให้หญิงสาวแย้มยิ้มออกมานํ้าตาที่หยุดไหลไปแล้วร้อนที่ขอบตาอย่างช่วยไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่อาจสั้นคลอนปณิธานของเธอไปได้…ตอนนี้ไม่มีอะไรมาหยุดเธอแล้วทั้งนั้น หญิงสาวพึมพำตอบว่าเธอจับโกหกอีกฝ่ายได้ดีพอๆกับที่อีกฝ่ายไม่สามารถแสร้งใดๆได้ต่อหน้าฟริกกา

“ผมรู้ว่าผมรั้งพี่ไว้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก่อนพี่จะไปช่วยฟังเพลงที่ผมจะเล่นเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมฮะ?” ดวงตากลมโตช้อนสบออดอ้อนเมื่อบวกกับนํ้าเสียงหงอยเหงา ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่หญิงสาวจะตอบตกลงและนั่งรอเด็กน้อยวิ่งออกจากห้องไปหยิบเครื่องดนตรีมาอย่างว่าง่าย

ถึงจะตัดสินใจเด็ดขาดว่าตนจะไป การจะหนีหายไปจากสถานที่ซึ่งเรียกว่าบ้านไปด้วยเหตุผลเพราะทะเลาะกับพ่อ มันก็เป็นเรื่องกะทันหันเกินไปที่จะทำใจได้ โอดินไม่เคยภูมิใจในสิ่งที่เธอทำ หรือครั้งหนึ่งเขาอาจจะเคยแต่ตอนนี้มันไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว มันอาจจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่ธอร์ถือกำเนิดขึ้นมา เด็กผู้ชายร่างกายแข็งแรง ดวงตาสีฟ้า และผมสีทอง…นั่นอาจจะเป็นเหตุผลจริงๆก็ได้ที่เธอจะไป

“Oboe?” เฮล่าพึมพำถามเมื่อเห็นเครื่องดนตรีที่อีกฝ่ายโอบอุ้มเข้ามาด้วยสองแขนเล็กๆ

โลกิเป็นเด็กน่าเอ็นดูในสายตาเฮล่า อะไรบางอย่างในความไร้เดียงสาและความชาญฉลาดรู้งานของอีกฝ่ายดึงดูดความสนใจเธอ เด็กน้อยมักจะทำให้เธออารมณ์ดีอยู่เสมอซึ่งเฮล่าก็คิดว่าโลกิน่าจะรู้เรื่องนั้นอยู่บ้างแล้ว…แน่ล่ะเพราะโลกิฉลาดกว่าธอร์มากโขเลยนี่

เจ้าของนัยน์ตากลมโตสีเขียววับวาวพยักหน้าขึ้นลงรัวๆ ก่อนขยับท่าทางให้เรียบร้อยจรดริมฝีปากสีสดขึ้นกับลิ้นคู่ของเครื่องดนตรีสีดำสวย ขยับเปลือกตาปรือปิดลงและเริ่มบรรเลงบทเพลงนุ่มนวลใจเย็นออกมาขับกล่อมให้คนฟังเคลิ้บเคลิ้มไปได้อย่างไม่ยากเย็น และนั่นทำให้เฮล่ายิ้มออกมา นํ้าตาที่แห้งเหือดไปไหลออกมาอีกครั้งด้วยอารมณ์ที่แตกต่างออกไป ในท่วงทำนองแสนหวานแฝงไปด้วยความไร้เดียงสาที่ลึกลํ้า ความขัดแย้งที่ไม่น่าจะเข้ากันกลับไพเราะที่สุดแล้วในเวลานี้

หญิงสาวดึงร่างเล็กๆเข้ามาโอบกอดแน่นอีกครั้งเมื่อบทเพลงขับกล่อมสงบลงแล้ว โลกิร้องไห้เงียบๆพยายามไม่ทำให้สูทสตรีตัวนอกของพี่สาวเปียก แต่เธอไม่ได้สนใจมันมากไปกว่าการกดใบหน้าน่ารักไว้บนบ่าให้อีกฝ่ายได้ร้องเต็มที่มากขึ้น แม้จะไม่มีซุ่มเสียงใดๆหลุดออกมาเลยก็ตาม

“พี่จะไปแล้วนะ” เฮล่าพึมพำ

โลกิเพียงตอบรับในลำคอ ก่อนจะผละจากมาด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หญิงสาวชะงักไป…เพราะมันเป็นรอยยิ้มที่โลกิกับเธอมักจะแย้มออกมาเหมือนๆกันในยามที่รวมหัวกันสร้างเรื่องสนุกๆแกล้งคนอื่น ทว่าก่อนที่เฮล่าจะตีความทุกอย่างได้ทันประตูห้องก็เปิดออกกว้าง พร้อมกับคุณแม่ผู้เป็นที่รักกับน้องชายน่าชังที่กระโจนเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน

บนใบหน้างดงามที่ไม่ได้ล่วงเลยไปตามกาลเวลาเสียเท่าไรเลยดูเศร้าสร้อยและเคร่งเครียด ก่อนที่เธอจะโผเข้ากอดเฮล่าแน่น ความแข็งกร้าวในใจสั่นวาบอย่างช่วยไม่ได้ความคิดที่จะเก็บกระเป๋าออกจากบ้านถูกปัดทิ้งอย่างง่ายดายเพียงคำเอ่ยรั้งของคนที่เธอรักที่สุด

เฮล่าลูบหลังปลอบมารดา ให้คำมั่นสัญญาอย่างร้อนรนว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นอีกแล้วแต่มั่นเหมาะ ก่อนจะทันได้สบตากับโลกิที่เตรียมจะเดินออกจากห้องไป ในอ้อมแขนเล็กยังคงโอบกอดโอโบเครื่องใหญ่เอาไว้ และนั่นก็คือสิ่งที่ถ่วงเวลาเธอกระทั่งแม่กลับมาถึงบ้าน นัยน์ตาคู่สวยวาววับด้วยความเจ้าเล่ห์แสนไร้เดียงสา ทั้งน่ารักและน่าตีในเวลาเดียวกันอย่างเสียไม่ได้

โลกิฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเดินออกจากห้องไปเงียบๆ แอบยิ้มขำในใจเมื่อได้รู้ว่าอีกไม่นานต้องเตรียมรับมือกับพี่สาวที่จะต้องมาเอาคืนแน่นอน พลางกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง

 

ครอบครัวโอดินซันไม่ใช่ครอบครัวที่อบอุ่นมากนัก มีหัวหน้าครอบครัวเป็นคนเข้าใจยากที่มักจะแก้ไขปัญหาแบบไม่ถูกที่ถูกทางอยู่เสมอๆ มีมารดาที่แสนอ่อนโยนน่ารักผู้ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวครอบครัวของเราเอาไว้ด้วยกัน มีลูกสาวคนโตที่เก่งกาจมากความสามารถ มีลูกชายผู้ร่าเริงสดใสและลูกบุญธรรมตัวน้อยที่ฉลาดเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันทั่วๆไป

แต่ถึงมันจะเป็นบ้านแบบนั้น มันก็ยังเป็นบ้านที่ทุกคนเติบโตมาร่วมกันและครั้งหนึ่งก็มีความทรงจำดีๆร่วมกัน บ้านที่สร้างให้ทุกคนเติบโตขึ้นมาในแบบของตัวเอง แม้ว่าในอนาคตต่างคนจะต่างมีแนวทางเป็นของตัวเอง กระจัดกระจายกันไปตามความสามารถจะเอื้ออำนวย และแม้จะขัดแย้งกันสายสัมพันธ์ที่มีก็จะเหนี่ยวรั้งให้ทุกคนกลับมาอยู่รวมกันอีกครั้ง ในวันใดวันหนึ่ง…

 

The End

 

ถ้าชอบก็สามารถกดไลค์และคอมเมนท์กันได้นะคะ

มาหวีดพี่น้องบ้านนี้กัน เนอะคะเนอะ